ธรรมมะ สุดแล้วแต่ตีความ
แต่ หมดสงสัยคือ หมดจริง
เรารู้เรื่อง หมดสิ้นความสงสัย ในตัวท่านนั้นๆที่แสดงธรรม
เราจะอาจรู้เรื่องส่วนใดส่วนนึง ในความหมายนั้นๆ
คือ หมดสิ้นความสงสัยในคำสอนของท่านนั้นๆ
แต่ไม่ได้จงใจไปรู้หรือเจตนาที่คิดจะให้เข้าใจ
การจะหาความจริง สุดแล้วแต่นึกคิดออกไป
ไม่ใช่ไปหมายว่า มันมีอยู่จริง
การปฏิบัติธรรมเพิ่อ เข้าถึง รู้ปัจจุบัน
มันฟังไปสลับไปคิดแต่ไม่ได้รู้ปัจจุบันจริงๆ
ส่วนมาก คนไม่ได้ปฏิบัติ จะฟังไปคิดไปโดยไม่รู้ตัว
คือ ยังไม่เข้าถึงสภาวะ รู้ปัจจุบัน
ยังไม่รู้จัก
พอเราฟังไป เราสงสัยจุดไหน
เกิดมีท่านนึง เกิดเทสน์ขึ้นมา
ตรงจุดที่เราสงสัย
นั้นแล หมดสงสัย
คือคุณธรรม มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ
กล่าวคือ เป็น คุณธรรม ในท่านนั้น
เราถึงหมดสิ้นสงสัย เราจะไม่สงสัยคำสอนท่านนั้นอีกเลย
เราจะถือ คุณธรรม ของท่านเป็นแบบอย่าง
เป็นสภาวะ รู้ปัจจุบัน
ความตั้งมั่นใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แต่ หมดสงสัยคือ หมดจริง
เรารู้เรื่อง หมดสิ้นความสงสัย ในตัวท่านนั้นๆที่แสดงธรรม
เราจะอาจรู้เรื่องส่วนใดส่วนนึง ในความหมายนั้นๆ
คือ หมดสิ้นความสงสัยในคำสอนของท่านนั้นๆ
แต่ไม่ได้จงใจไปรู้หรือเจตนาที่คิดจะให้เข้าใจ
การจะหาความจริง สุดแล้วแต่นึกคิดออกไป
ไม่ใช่ไปหมายว่า มันมีอยู่จริง
การปฏิบัติธรรมเพิ่อ เข้าถึง รู้ปัจจุบัน
มันฟังไปสลับไปคิดแต่ไม่ได้รู้ปัจจุบันจริงๆ
ส่วนมาก คนไม่ได้ปฏิบัติ จะฟังไปคิดไปโดยไม่รู้ตัว
คือ ยังไม่เข้าถึงสภาวะ รู้ปัจจุบัน
ยังไม่รู้จัก
พอเราฟังไป เราสงสัยจุดไหน
เกิดมีท่านนึง เกิดเทสน์ขึ้นมา
ตรงจุดที่เราสงสัย
นั้นแล หมดสงสัย
คือคุณธรรม มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ
กล่าวคือ เป็น คุณธรรม ในท่านนั้น
เราถึงหมดสิ้นสงสัย เราจะไม่สงสัยคำสอนท่านนั้นอีกเลย
เราจะถือ คุณธรรม ของท่านเป็นแบบอย่าง
เป็นสภาวะ รู้ปัจจุบัน