สวัสดีค่ะ
อยากเข้ามาฟังเรื่องราวและประสบการณ์ของสาวๆลูกคนเดียว(หรือมีพี่น้องก็ได้)ว่าหลังจากแต่งงานไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศแล้ว สาวๆดูแลพ่อแม่ยังไงบ้างค่ะ รับมือกับปัญหาต่างๆยังไงบ้าง
คือตอนนี้เรายังไม่แต่งงานค่ะ แต่มีวางแผนไว้ในอนาคต ซึ่งโดยรวมแล้วหลังแต่งงานถ้าเรากับ(ว่าที่)สามีทำงานและอาศัยอยู่ต่างประเทศจะดีกว่าค่ะ พวกเราอยู่แถบยุโรปเหนือค่ะ ยังไม่มีแผนจะกลับไปไทยตอนนี้ค่ะ แต่อนาคตไม่แน่ เราเป็นลูกคนเดียว คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เราเด็กๆ เลยอยู่กับคุณแม่สองคน ไม่ค่อยมีญาติสนิทค่ะ เนื่องจากมีแพลนแต่งงานเลยได้คุยกับคุณแม่ คือเราก็เครียดเช่นกันว่าจะดูแลคุณแม่ยังไงหลังแต่งงาน ถ้าเป็นไปได้อยากพาคุณแม่ไปอยู่ต่างประเทศด้วยกันค่ะ แต่ต้องรอเวลาหน่อยเพราะยังไม่มีบ้าน ต้องเช่าอพาร์ตเมนต์ไปก่อน แต่แม่ไม่ยอมค่ะ คุณแม่ไม่ชอบอากาศหนาวและไม่อยากอยู่ต่างประเทศแต่คุณแม่จะไปเยี่ยมทีละ 3 เดือนค่ะ สรุปคือ แม่จะมาอยู่ด้วย 6 เดือน และอีก 6 เดือนจะอยู่ไทยคนเดียวค่ะ
คราวนี้มีปัญหาที่ว่า แม่ขอให้เรารับปากว่า เมื่อเราเช่าที่พักอาศัยอยู่กับสามีได้แล้ว เราต้องเช่าห้องอีกห้องให้แม่โดยเฉพาะ โดยต้องอยู่ในตึกเดียวกันหรือตึกใกล้กันแบบเดินมาหาสู่ได้ อันนี้เราหนักใจจริงๆ เพราะว่าเรายังไม่แน่ใจว่าจะหาได้มั้ย แต่จะพยายามค่ะ คือแม่เข้าใจว่าฝรั่ง(ว่าที่สามีเรา)ชอบความเป็นส่วนตัว และแม่ก็อึดอัด ไม่อยากมาอยู่ในที่พักห้องเดียวกัน แต่แม่จะขอกุญแจหรือถือวิสาสะเดินเข้าที่พักเรากับแฟนได้ตามสะดวก เพราะแม่ต้องการมาช่วยเหลือเรื่องทำอาหารและทำความสะอาดค่ะ เพราะแม่น่าจะว่าง ไม่มีอะไรทำแก้เหงาค่ะ รวมถึงคิดถึงเราด้วยค่ะ ณ จุดนี้เรายังไม่รับปากค่ะ เพราะแฟนเราทำท่าว่าจะไม่โอเค ถ้าจะดุ่มๆเข้าห้องมาได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่ไม่ไว้ใจนะคะ แต่ห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวค่ะ ซึ่งแม่เราบอกว่าให้อธิบายแฟนไปว่า มันคือวัฒนธรรมไทย เขาต้องเข้าใจและยอมรับในจุดนี้ให้ได้ ตัวเราเองก็อยากดูแลแม่ใกล้ๆ แต่เราคิดว่าถ้าได้ที่พักห่างกัน เราขึ้นรถเมล์หรือรถไฟไปหาได้ค่ะ แต่แม่ไม่โอเคเรื่องการใช้รถเมล์หรือรถไฟค่ะ เพราะถ้าแม่จะมาหาวันละสามเวลา มันจะเปลืองค่าเดินทางเกินไปและเราหรือแม่จะเหนื่อยค่ะ
คราวนี้เลยไปปรึกษาญาติค่ะ ญาติบอกว่า ถ้าจะเอาให้หมดปัญหา เราควรเลิกกับแฟนแล้วหาแฟนใหม่เป็นคนไทยด้วยกันจะดีกว่า เพราะคนไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมที่ว่า และแม่จะสบายใจมากขึ้นและยอมมาอยู่ในที่พักเดียวกันค่ะ ซึ่งเราจะดูแลแม่ได้ง่ายขึ้นและแม่จะคิดถึงเราน้อยลงค่ะ เอาจริงๆเราไม่ค่อยโอเคกับการอยู่บ้านเดียวกันนะคะ(เราคิดว่าผู้ชาย ไม่ว่าประเทศไหนก็คงไม่โอเค ขนาดพ่อแม่เรายังไม่ยอมอยู่กับคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าเลยค่ะ) แต่ถ้าบ้านใกล้กันในบริเวณเดียวกันจะดีกว่า จนตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้ค่ะ แม่ค่อนข้างติดและหวงเรา(ให้เราเริ่มมีแฟนตอนอายุ 28 ค่ะ) เราก็อยากดูแลแม่ แพลนแต่งงานเลยเลื่อนไปก่อนแบบไม่มีกำหนดค่ะ เนื่องจากญาติก็อยู่ห่างไกล ญาติเลยแนะนำว่า ดีที่สุดคือเราควรกลับไทยจะดีกว่า ชีวิตโสดน่าจะสบายกว่า เพราะจะได้ดูแลแม่ตลอดเวลาด้วย ไม่ต้องมานั่งแบ่ง 6 เดือนแล้วต้องมาห่วงแม่ช่วงที่แม่อยู่คนเดียว และไม่ต้องให้ผู้ชายคนไหนมาลำบากกับเรา เพราะถึงย้ายมาไทยพร้อมแฟนฝรั่ง เรื่องที่แม่จะถือวิสาสะเข้าบ้านทุกห้องได้ตลอดก็น่าจะยังเป็นปัญหาสำหรับแฟนฝรั่งค่ะ(คนไทยด้วยแหละ เราว่า) แต่เรายังไม่อยากเลิกกับแฟนค่ะ ตอนนี้เลยคิดหนักมากๆแต่คิดว่ามันน่าจะมีทางออกค่ะ แต่ก็ทำใจไว้ว่า ถ้าการเป็นโสดคือการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เดือดร้อนคนรอบตัวน้อยที่สุด ก็จะยอมรับค่ะ
ใครเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกัน แก้ปัญหายังไง ตกลงกับครอบครัวยังไง แบ่งเวลาหรือทำอะไรยังไงบ้าง รบกวนช่วยแชร์ประสบการณ์ทีค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
สาวๆลูกคนเดียวที่แต่งงานไปอยู่ต่างประเทศ มีวิธีดูแลพ่อแม่ยังไงบ้างคะ
อยากเข้ามาฟังเรื่องราวและประสบการณ์ของสาวๆลูกคนเดียว(หรือมีพี่น้องก็ได้)ว่าหลังจากแต่งงานไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศแล้ว สาวๆดูแลพ่อแม่ยังไงบ้างค่ะ รับมือกับปัญหาต่างๆยังไงบ้าง
คือตอนนี้เรายังไม่แต่งงานค่ะ แต่มีวางแผนไว้ในอนาคต ซึ่งโดยรวมแล้วหลังแต่งงานถ้าเรากับ(ว่าที่)สามีทำงานและอาศัยอยู่ต่างประเทศจะดีกว่าค่ะ พวกเราอยู่แถบยุโรปเหนือค่ะ ยังไม่มีแผนจะกลับไปไทยตอนนี้ค่ะ แต่อนาคตไม่แน่ เราเป็นลูกคนเดียว คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เราเด็กๆ เลยอยู่กับคุณแม่สองคน ไม่ค่อยมีญาติสนิทค่ะ เนื่องจากมีแพลนแต่งงานเลยได้คุยกับคุณแม่ คือเราก็เครียดเช่นกันว่าจะดูแลคุณแม่ยังไงหลังแต่งงาน ถ้าเป็นไปได้อยากพาคุณแม่ไปอยู่ต่างประเทศด้วยกันค่ะ แต่ต้องรอเวลาหน่อยเพราะยังไม่มีบ้าน ต้องเช่าอพาร์ตเมนต์ไปก่อน แต่แม่ไม่ยอมค่ะ คุณแม่ไม่ชอบอากาศหนาวและไม่อยากอยู่ต่างประเทศแต่คุณแม่จะไปเยี่ยมทีละ 3 เดือนค่ะ สรุปคือ แม่จะมาอยู่ด้วย 6 เดือน และอีก 6 เดือนจะอยู่ไทยคนเดียวค่ะ
คราวนี้มีปัญหาที่ว่า แม่ขอให้เรารับปากว่า เมื่อเราเช่าที่พักอาศัยอยู่กับสามีได้แล้ว เราต้องเช่าห้องอีกห้องให้แม่โดยเฉพาะ โดยต้องอยู่ในตึกเดียวกันหรือตึกใกล้กันแบบเดินมาหาสู่ได้ อันนี้เราหนักใจจริงๆ เพราะว่าเรายังไม่แน่ใจว่าจะหาได้มั้ย แต่จะพยายามค่ะ คือแม่เข้าใจว่าฝรั่ง(ว่าที่สามีเรา)ชอบความเป็นส่วนตัว และแม่ก็อึดอัด ไม่อยากมาอยู่ในที่พักห้องเดียวกัน แต่แม่จะขอกุญแจหรือถือวิสาสะเดินเข้าที่พักเรากับแฟนได้ตามสะดวก เพราะแม่ต้องการมาช่วยเหลือเรื่องทำอาหารและทำความสะอาดค่ะ เพราะแม่น่าจะว่าง ไม่มีอะไรทำแก้เหงาค่ะ รวมถึงคิดถึงเราด้วยค่ะ ณ จุดนี้เรายังไม่รับปากค่ะ เพราะแฟนเราทำท่าว่าจะไม่โอเค ถ้าจะดุ่มๆเข้าห้องมาได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่ไม่ไว้ใจนะคะ แต่ห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวค่ะ ซึ่งแม่เราบอกว่าให้อธิบายแฟนไปว่า มันคือวัฒนธรรมไทย เขาต้องเข้าใจและยอมรับในจุดนี้ให้ได้ ตัวเราเองก็อยากดูแลแม่ใกล้ๆ แต่เราคิดว่าถ้าได้ที่พักห่างกัน เราขึ้นรถเมล์หรือรถไฟไปหาได้ค่ะ แต่แม่ไม่โอเคเรื่องการใช้รถเมล์หรือรถไฟค่ะ เพราะถ้าแม่จะมาหาวันละสามเวลา มันจะเปลืองค่าเดินทางเกินไปและเราหรือแม่จะเหนื่อยค่ะ
คราวนี้เลยไปปรึกษาญาติค่ะ ญาติบอกว่า ถ้าจะเอาให้หมดปัญหา เราควรเลิกกับแฟนแล้วหาแฟนใหม่เป็นคนไทยด้วยกันจะดีกว่า เพราะคนไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมที่ว่า และแม่จะสบายใจมากขึ้นและยอมมาอยู่ในที่พักเดียวกันค่ะ ซึ่งเราจะดูแลแม่ได้ง่ายขึ้นและแม่จะคิดถึงเราน้อยลงค่ะ เอาจริงๆเราไม่ค่อยโอเคกับการอยู่บ้านเดียวกันนะคะ(เราคิดว่าผู้ชาย ไม่ว่าประเทศไหนก็คงไม่โอเค ขนาดพ่อแม่เรายังไม่ยอมอยู่กับคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าเลยค่ะ) แต่ถ้าบ้านใกล้กันในบริเวณเดียวกันจะดีกว่า จนตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้ค่ะ แม่ค่อนข้างติดและหวงเรา(ให้เราเริ่มมีแฟนตอนอายุ 28 ค่ะ) เราก็อยากดูแลแม่ แพลนแต่งงานเลยเลื่อนไปก่อนแบบไม่มีกำหนดค่ะ เนื่องจากญาติก็อยู่ห่างไกล ญาติเลยแนะนำว่า ดีที่สุดคือเราควรกลับไทยจะดีกว่า ชีวิตโสดน่าจะสบายกว่า เพราะจะได้ดูแลแม่ตลอดเวลาด้วย ไม่ต้องมานั่งแบ่ง 6 เดือนแล้วต้องมาห่วงแม่ช่วงที่แม่อยู่คนเดียว และไม่ต้องให้ผู้ชายคนไหนมาลำบากกับเรา เพราะถึงย้ายมาไทยพร้อมแฟนฝรั่ง เรื่องที่แม่จะถือวิสาสะเข้าบ้านทุกห้องได้ตลอดก็น่าจะยังเป็นปัญหาสำหรับแฟนฝรั่งค่ะ(คนไทยด้วยแหละ เราว่า) แต่เรายังไม่อยากเลิกกับแฟนค่ะ ตอนนี้เลยคิดหนักมากๆแต่คิดว่ามันน่าจะมีทางออกค่ะ แต่ก็ทำใจไว้ว่า ถ้าการเป็นโสดคือการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เดือดร้อนคนรอบตัวน้อยที่สุด ก็จะยอมรับค่ะ
ใครเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกัน แก้ปัญหายังไง ตกลงกับครอบครัวยังไง แบ่งเวลาหรือทำอะไรยังไงบ้าง รบกวนช่วยแชร์ประสบการณ์ทีค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ