JJNY : 5 ข่าวฮิตแห่งวีก' การเมืองร้อนโรดแมปเลือกตั้งขยับ 'บิ๊กตู่' เผชิญวิกฤตคำมั่นสัญญา

กระทู้คำถาม
ที่มา    มติชนออนไลน์
เผยแพร่    วันที่ 26 มกราคม 2561

5 ข่าวฮิตแห่งวีก’ สัปดาห์นี้ไม่มีข่าวไหนร้อนจะเท่า “ข่าวการเมือง” อีกแล้ว

วันศุกร์สุดสัปดาห์เช่นนี้ มติชนออนไลน์ จึงขอรวมรวบปมการเมืองร้อนล้วนๆมานำเสนอกัน

ฮิตแรก : มติสนช.ทำโรดแมปขยับ “บิ๊กตู่” เผชิญวิกฤตคำมั่นสัญญา

ฮิตที่สุดของข่าวการเมืองร้อนประจำสัปดาห์นี้ คงต้องหลีกทางให้กับกรณีที่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 196 ต่อ 12 เสียงขยายเวลาการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ออกไป 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อโรดแมปเลือกตั้งที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้ประกาศต่อนานาอารยประเทศไว้

เหตุที่มีผลตรงๆกับโรดแมปก็เพราะ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เป็น 1 ใน 4 กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ระบุไว้ว่า ถ้าทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ครบเมื่อไหร่ กระบวนการเลือกตั้งที่ต้องทำภายใน 150 วันหรือ 5 เดือน จะต้องเริ่มนับ 1 ทันที ฉะนั้น การยืดการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. จึงทำให้จากเดิมที่คาดหมายกันว่า จะออกสตาร์ทได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ จึงต้องขยับออกไปอีก

หากไม่เจอโรคเลื่อนเข้าให้อีกก็คาดหมายกันว่า การเลือกตั้งกว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีต้นปี 2562 โน้นเลย

แม้ว่า จะปฏิเสธว่า ไม่ได้ส่งใบสั่งให้ยืด 90 วัน แต่ข้ออ้างอันเป็น “เงื่อนไขใหม่” ที่มากับคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ที่ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช.เพื่อคลายล็อคให้กับพรรคการเมืองในการทำขั้นตอนธุรการต่างๆที่สนช.ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลกลับเป็นหลักฐานชิ้นดี เพราะเงื่อนไขใหม่ดังกล่าวกลับมีขึ้นเพื่อให้สนช.เดินตาม ด้วยการยืดเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เพราะหวังดีกลัวว่า พรรคจะปรับปรุงระบบภายในไม่ทันสู่ศึกเลือกตั้ง ทั้งๆที่ต้นสาวราวเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะคสช.เองที่ยืนยันการคงล็อคไม่ให้ทำกิจกรรมประชุมกรรมการบริหารได้ตามที่พรรคการเมืองออกมาเรียกร้องอยู่แรมเดือน

นี่จึงเป็นเหตุทำให้ “ทำเนียบรัฐบาล” ร้อนกว่า “รัฐสภา” อันเป็นสถานที่ก่อเหตุ เพราะผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 ในฐานะผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดต่อการยืดการบังคับใช้กฏหมายออกไป 90 วันคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก “เจ้าของเรือแป๊ะ” ที่ยอมให้สนช.ร่วมลงเรือมาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติด้วยตั้งแต่แรกนั่นเอง

แม้จะทำการแยบยล แต่ตื้นลึกหนาบางต่างชาติรู้ดี ผลของการขยับโรดแมปหนนี้ จึงเสียดทานมากหน่อย เพราะทันทีที่กระแสการยืดเวลาการบังคับใช้กฏหมายออกไป 90 วันชัดเจน “สหรัฐฯ-อียู” ต่างก็ประสานเสียงแสดงท่าทีทันทีอย่างชัดถ้อยชัดคำ โดยทวงคำสัญญาต้องการให้ผู้นำไทยยึดโรดแมปการเลือกตั้งภายในพฤศจิกายนนี้ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศไว้

เพราะ ไม่ต้องการให้ไทย “ผิดคำมั่นสัญญา” เรื่องโรดแมปเลือกตั้งอีก !

————-

ฮิตที่สอง : วลีเด็ดป.ป.ช. “นาฬิกา” ของเพื่อนไม่ต้องชี้แจงก็ได้

หลังจากออกมาให้คำตอบสื่อเรื่องนาฬิกาหรู “ริชาร์ด มิลล์” และแหวนเพชรบนข้อมือ ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เป็นท็อปปิกดังไปยังสื่อต่างชาติ แทบจะทุกภูมิภาคทั่วโลกว่านาฬิกานั้น ยืมเพื่อนมา แถมยังคืนไปหมดแล้ว เป็นทำนองว่าเรื่องดังกล่าวก็ควรจะจบสิ้นข้อสงสัยได้สักที

ไม่นานหลังจากนั้น ก็ทำให้กระแสสังคมโผล่ออกมาไม่น้อย ขุดเรื่องเก่าๆ แถมเปิดชื่อกันให้ควักว่านาฬิกาที่ยืมมานั้น เป็นของเพื่อนที่เสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้วหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นเพจดังก็ยังสงสัยว่า เอ เหตุใดนาฬิกาที่บอกว่าคืนเพื่อนแล้วนั้นยังปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่เพื่อนคนที่คาดไว้น่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว

เหมือนจะรู้ว่าป.ป.ช.เตรียมจะร่อนจดหมายแถลงเรื่องนาฬิกา “บิ๊กป้อม” ก็เลยออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีว่า ที่สื่อนอกตีข่าวเรื่องนาฬิกาก็เพราะ “สื่อไทย” นั่นหละที่เป็นต้นเหตุ และก็ย้ำชัดประกาศจุดยืนว่า ให้เลิกถามเรื่องนี้ทันที

ตอบคำถามกับเหล่าสื่อมวลชนไปไม่นาน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ก็ร่อนจดหมายแถลงความคืบหน้าหลังสอบพยานบุคคลกรณีนาฬิกาทันที เหลือพยานบุคคลอีกเพียงหนึ่งคนที่ยังไม่ได้สอบ แต่ที่ทำเอาฮือฮาอีกครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบหลังสอบพยาน ที่บอกว่า “เรื่องนี้ พล.อ.ประวิตรไม่ผิด เนื่องจากหากนาฬิกาทั้ง 25 เรือนนั้นเป็นของผู้อื่นที่ไม่ใช่พล.อ.ประวิตร ก็ไม่เข้าข่ายต้องชี้แจงทรัพย์สิน นั่นก็เพราะไม่ใช่ภาระในการยื่นบัญชีที่จะต้องยื่น ของตัวเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ”

จะฟังขึ้นหรือไม่ว่ายืมมาก็อยู่ที่วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ต่อไป หากพบว่าเป็นของพล.อ.ประวิตรจริง ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องแสดงทรัพย์สิน เพราะยังไม่พ้นจากตำแหน่งนั่นเอง

และก็ไม่รู้ว่าต้องการจะหยุดดราม่าที่ตามมาว่าไม่เหมาะสม หรือขอหลีกหนีจากเรื่องดังกล่าว “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.ก็ได้แจ้งขอถอนตัวต่อที่ประชุมป.ป.ช.ไม่ร่วมพิจารณาในคดีดังกล่าวเพื่อความโปร่งใสอีกด้วย นั่นเพราะ ใครก็รู้และพล.ต.อ.วัชรพลก็ยอมรับว่า ตนเองถือเป็นคนสนิทของพล.อ.ประวิตร

ยังไม่ทันจะได้รอฟีดแบ็กจากโลกออนไลน์ ป.ป.ช.ก็ถูกชายนิรนามจู่โจมมอบภาพน้องหมู น้องลิง ใส่นาฬิกาหรูทำเอาระทึกกันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่โลกออนไลน์จะจัดใหญ่เรื่องนี้ นำเอาภาพเก่าของเรือนเวลาหรูมาโชว์อย่างต่อเนื่อง หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ให้แซ่ดว่าเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างที่พูดเท่านั้น

ทำให้ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่า หากต้องการจะติดตามบทสรุปของเรื่องนี้ จะรอเพียงป.ป.ช.สอบพยานครบ หรือว่ารอให้ท่านรองนายกฯหลุดพ้นจากตำแหน่งก่อนกัน

————-

ฮิตที่สาม : ผลจาก “ซัดดาวน์กรุงเทพฯ” ถึงเวลา “ลุงกำนัน” ขึ้นศาลข้อหากบฎ

ย้อนกลับไปเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2556 ถึง 1 พฤษภาคม 2557 ที่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาสวมบท “คุณลุงกำนัน” เคลื่อนไหวชัตดาวน์ กรุงเทพฯ ต่อสู้ขับไล่ รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนั้นออกจากตำแหน่ง จุดชนวนจากเหตุที่รัฐสภาผ่านกฎหมายพ.ร.บ.นิรโทษกรรมชั่วข้ามคืน ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความไม่พอใจของคนทุเลาลง

ยิ่งเมื่อประกาศวันเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว กปปส. เปิดรับ “นักรบศรีวิชัย” จากทั่วประเทศ จำนวน 500 คน ออกเดินขบวนไปปิดสถานที่ราชการต่างๆ ตัดน้ำ ตัดไฟ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงต่างๆ ทำเนียบฯ ราชดำเนิน ไปจนใจกลางเมืองอย่างสยาม และศาลากลางจังหวัดต่างๆ ยุยงให้ราชการ และรัฐวิสาหกิจไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งบุกเข้าไปที่บริษัท กสท.​โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ทำให้ทรัพย์สินของบริษัทเสียหาย และการติดต่อสื่อสารในประเทศเสียหายอีกด้วยนอกจากนี้ยังปลุกระดม ใช้อาวุธในการบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆด้วย พร้อมขัดขวางการเลือกตั้งทุกวิถีทาง จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นประชาชนผู้ใช้สิทธิ ต้องพบกับความลำบาก ทั้งปิดหน่วย ต้องปีนบันไดข้ามรั้วเข้าเขต เป็นมหากาพย์การเลือกตั้งครั้งหนึ่งในไทย

นำมาสู่การฟ้องร้อง นายสุเทพและกปปส. 9 ข้อหา รวมทั้งกบฎ และก่อการร้าย ซึ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ยื่นฟ้องเมื่อพฤษภาคม 2557 โดยมีผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้งหมด 58 คน ซึ่งศาลได้รับคำฟ้อง ก่อนหน้านี้ศาลได้ฟ้องไปแล้ว 4 นายและในวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมาศาลได้เรียกมารับฟังคำสั่งศาล โดยมี 9 แกนนำหลักเดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ต้องหาที่ 1 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผู้ต้องหาที่ 2 นายชุมพล จุลใส ผู้ต้องหาที่ 3 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ต้องหาที่ 4 นายอิสสระ สมชัย ผู้ต้องหาที่ 5 นายวิทยา แก้วภราดัย ผู้ต้องหาที่ 6 นายถาวร เสนเนียม ผู้ต้องหาที่ 7 นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 8 นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ผู้ต้องหาที่ 9 ที่เดินทางมารับฟังคำสั่งศาลในครั้งนี้

กว่า 4 ชั่วโมงครึ่งของการพิจารณาคดีศาลประทับรับคำฟ้องเป็นที่เรียบร้อย รอคู่ความพร้อมกัน 19 มีนาคม ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการวางเงินประกันคนละ 600,000 บาท และไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ซึ่งในวันที่ 19 มีนาคม ศาลยังนัด 34 ผู้ต้องหาที่เหลือมารับฟังคำสั่งศาลด้วย อาทิ นางอัญชะลี ไพรีรักษ์ และ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ภายหลังจากการเข้ารับฟังคำสั่งศาล นายสุเทพก็ยังคงมีความมั่นใจ พร้อมบอกว่า ภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้สร้างมวลมหาประชาชนที่ต่อสู้เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน

ส่วนชะตากรรมของลุงกำนันจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องติดตามว่านี่จะเป็นการเช็คบิลอย่างที่หลายบอก จริงหรือไม่!!?

———-

ฮิตที่สี่ : “We walk” เมื่อเดินเพื่อสิทธิ ถูกจำกัดสิทธิตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกสตาร์ต

เมื่อ “ตูน” อทิวราห์ คงมาลัย หรือ พี่ตูน บอดี้สแลม ที่เพิ่งกลายเป็นขวัญใจคนไทยคนใหม่ ลุกขึ้นมาออกวิ่ง​ “ก้าวคนละก้าว” ตั้งเป้าหาเงิน 700 ล้านบาท ช่วยโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ ออกสตาร์ทจากเบตงไปยังแม่สาย กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ทั่วประเทศไทยไปชั่วข้ามคืน ชนิดว่าใครๆก็ออกมาช่วยเหลือ จนได้รับเงินบริจาคนับพันล้านบาท

แต่กับกลุ่มเครือข่าย People go network forum ที่ลุกขึ้นมาทำกิจกรรม We walk…เดินมิตรภาพ เรื่องราวกลับไม่ง่ายแบบนั้น

เพียงแค่ ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มธ.เริ่มรวมกลุ่มนักวิชาการสันติวิธีและ ตัวแทนของเครือข่ายภาคประชาชนที่พัฒนามาจาก 97 องค์กรเครือข่ายใส่ใจประชามติรัฐธรรมนูญกำหนดอนาคตประชาชน ในช่วงเช้าของวันที่ 20 มกราคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อก้าวเดิน 800,000 ก้าว 450 กิโลเมตร ไปยังจังหวัดขอนแก่น เรียกร้องในประเด็นสังคม 4 ด้าน ได้แก่หลักประกันสุขภาพที่จะสามารถดูแลทุกคนในประเทศ ,นโยบายที่ไม่ทำลายความมั่นคงทางอาหารของเราเอง, กฎหมายที่จะไม่ลดทอนสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนดูแลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม รวมไปถึงประเด็นสุดท้าย รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดที่น่าจะเกิดจากการมีส่วนร่วม และรับฟังอย่างรอบด้านจริงๆ

นั่นทำให้การเดินในครั้งนี้ต่างจากการวิ่งของพี่ตูนโดยทันที

เมื่อตำรวจมองว่าการออกเดินครั้งนี้ ขัดต่อกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ จนต้องนำกำลัง 2 กองร้อย เข้ามาตรึงกำลัง พร้อมส่งคนเข้าไปเจรจาให้หยุดเดิน แต่ฝั่งกลุ่ม we walk…เดินมิตรภาพ ก็ไม่อาจยุติการก้าวเดินครั้งนี้ได้ จนทำให้เกิดการปะทะกันที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลาบ่ายแก่ก็ยังคงต้องปักหลักอยู่สนามหญ้าหน้าสถาบัน เอไอที ไม่อาจได้ออกก้าวเดินไปได้ แต่ก็ยังมีทีมไลฟ์สดให้เห็นความคืบหน้าอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งเกือบสี่โมงเย็น กลุ่มเดินมิตรภาพก็ได้สตาร์ทก้าวเดินเพื่อเพื่อนสักที แต่ยังต้องเว้นระยะไม่เดินเกาะกลุ่มกันมากนัก เดินจับเป็นคู่กันไปทีละ 4 คน เพื่อไม่ให้ขัดคำสั่งคสช. พร้อมๆกับมีตำรวจนอกเครื่องแบบ ที่คงมาคอยดูแลเป็นระยะ ที่พักต่างๆที่เคยคาดไว้ว่าจะพักอ้างแรมก็ต้องบอกลาเพราะถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ แม้แต่รถส่งเสบียงอาหารก็ยังถูกค้นไปด้วย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่