ที่มา มติชนออนไลน์
เผยแพร่ วันที่ 26 มกราคม 2561
5 ข่าวฮิตแห่งวีก’ สัปดาห์นี้ไม่มีข่าวไหนร้อนจะเท่า
“ข่าวการเมือง” อีกแล้ว
วันศุกร์สุดสัปดาห์เช่นนี้
มติชนออนไลน์ จึงขอรวมรวบปมการเมืองร้อนล้วนๆมานำเสนอกัน
ฮิตแรก : มติสนช.ทำโรดแมปขยับ “บิ๊กตู่” เผชิญวิกฤตคำมั่นสัญญา
ฮิตที่สุดของข่าวการเมืองร้อนประจำสัปดาห์นี้ คงต้องหลีกทางให้กับกรณีที่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 196 ต่อ 12 เสียงขยายเวลาการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ออกไป 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อโรดแมปเลือกตั้งที่
“บิ๊กตู่” พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้ประกาศต่อนานาอารยประเทศไว้
เหตุที่มีผลตรงๆกับโรดแมปก็เพราะ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เป็น 1 ใน 4 กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ระบุไว้ว่า ถ้าทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ครบเมื่อไหร่ กระบวนการเลือกตั้งที่ต้องทำภายใน 150 วันหรือ 5 เดือน จะต้องเริ่มนับ 1 ทันที ฉะนั้น การยืดการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. จึงทำให้จากเดิมที่คาดหมายกันว่า จะออกสตาร์ทได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ จึงต้องขยับออกไปอีก
หากไม่เจอโรคเลื่อนเข้าให้อีกก็คาดหมายกันว่า การเลือกตั้งกว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีต้นปี 2562 โน้นเลย
แม้ว่า จะปฏิเสธว่า ไม่ได้ส่งใบสั่งให้ยืด 90 วัน แต่ข้ออ้างอันเป็น
“เงื่อนไขใหม่” ที่มากับคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ที่ลงนามโดย พล.อ.
ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช.เพื่อคลายล็อคให้กับพรรคการเมืองในการทำขั้นตอนธุรการต่างๆที่สนช.ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลกลับเป็นหลักฐานชิ้นดี เพราะเงื่อนไขใหม่ดังกล่าวกลับมีขึ้นเพื่อให้สนช.เดินตาม ด้วยการยืดเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เพราะหวังดีกลัวว่า พรรคจะปรับปรุงระบบภายในไม่ทันสู่ศึกเลือกตั้ง ทั้งๆที่ต้นสาวราวเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะคสช.เองที่ยืนยันการคงล็อคไม่ให้ทำกิจกรรมประชุมกรรมการบริหารได้ตามที่พรรคการเมืองออกมาเรียกร้องอยู่แรมเดือน
นี่จึงเป็นเหตุทำให้
“ทำเนียบรัฐบาล” ร้อนกว่า
“รัฐสภา” อันเป็นสถานที่ก่อเหตุ เพราะผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 ในฐานะผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดต่อการยืดการบังคับใช้กฏหมายออกไป 90 วันคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก
“เจ้าของเรือแป๊ะ” ที่ยอมให้สนช.ร่วมลงเรือมาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติด้วยตั้งแต่แรกนั่นเอง
แม้จะทำการแยบยล แต่ตื้นลึกหนาบางต่างชาติรู้ดี ผลของการขยับโรดแมปหนนี้ จึงเสียดทานมากหน่อย เพราะทันทีที่กระแสการยืดเวลาการบังคับใช้กฏหมายออกไป 90 วันชัดเจน
“สหรัฐฯ-อียู” ต่างก็ประสานเสียงแสดงท่าทีทันทีอย่างชัดถ้อยชัดคำ โดยทวงคำสัญญาต้องการให้ผู้นำไทยยึดโรดแมปการเลือกตั้งภายในพฤศจิกายนนี้ ตามที่พล.อ.
ประยุทธ์ ได้ประกาศไว้
เพราะ ไม่ต้องการให้ไทย
“ผิดคำมั่นสัญญา” เรื่องโรดแมปเลือกตั้งอีก !
————-
ฮิตที่สอง : วลีเด็ดป.ป.ช. “นาฬิกา” ของเพื่อนไม่ต้องชี้แจงก็ได้
หลังจากออกมาให้คำตอบสื่อเรื่องนาฬิกาหรู
“ริชาร์ด มิลล์” และแหวนเพชรบนข้อมือ ของ
“บิ๊กป้อม” พล.อ.
ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เป็นท็อปปิกดังไปยังสื่อต่างชาติ แทบจะทุกภูมิภาคทั่วโลกว่านาฬิกานั้น ยืมเพื่อนมา แถมยังคืนไปหมดแล้ว เป็นทำนองว่าเรื่องดังกล่าวก็ควรจะจบสิ้นข้อสงสัยได้สักที
ไม่นานหลังจากนั้น ก็ทำให้กระแสสังคมโผล่ออกมาไม่น้อย ขุดเรื่องเก่าๆ แถมเปิดชื่อกันให้ควักว่านาฬิกาที่ยืมมานั้น เป็นของเพื่อนที่เสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้วหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นเพจดังก็ยังสงสัยว่า เอ เหตุใดนาฬิกาที่บอกว่าคืนเพื่อนแล้วนั้นยังปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่เพื่อนคนที่คาดไว้น่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว
เหมือนจะรู้ว่าป.ป.ช.เตรียมจะร่อนจดหมายแถลงเรื่องนาฬิกา
“บิ๊กป้อม” ก็เลยออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีว่า ที่สื่อนอกตีข่าวเรื่องนาฬิกาก็เพราะ
“สื่อไทย” นั่นหละที่เป็นต้นเหตุ และก็ย้ำชัดประกาศจุดยืนว่า ให้เลิกถามเรื่องนี้ทันที
ตอบคำถามกับเหล่าสื่อมวลชนไปไม่นาน นาย
วรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ก็ร่อนจดหมายแถลงความคืบหน้าหลังสอบพยานบุคคลกรณีนาฬิกาทันที เหลือพยานบุคคลอีกเพียงหนึ่งคนที่ยังไม่ได้สอบ แต่ที่ทำเอาฮือฮาอีกครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบหลังสอบพยาน ที่บอกว่า
“เรื่องนี้ พล.อ.ประวิตรไม่ผิด เนื่องจากหากนาฬิกาทั้ง 25 เรือนนั้นเป็นของผู้อื่นที่ไม่ใช่พล.อ.ประวิตร ก็ไม่เข้าข่ายต้องชี้แจงทรัพย์สิน นั่นก็เพราะไม่ใช่ภาระในการยื่นบัญชีที่จะต้องยื่น ของตัวเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ”
จะฟังขึ้นหรือไม่ว่ายืมมาก็อยู่ที่วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ต่อไป หากพบว่าเป็นของพล.อ.
ประวิตรจริง ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องแสดงทรัพย์สิน เพราะยังไม่พ้นจากตำแหน่งนั่นเอง
และก็ไม่รู้ว่าต้องการจะหยุดดราม่าที่ตามมาว่าไม่เหมาะสม หรือขอหลีกหนีจากเรื่องดังกล่าว
“บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.
วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.ก็ได้แจ้งขอถอนตัวต่อที่ประชุมป.ป.ช.ไม่ร่วมพิจารณาในคดีดังกล่าวเพื่อความโปร่งใสอีกด้วย นั่นเพราะ ใครก็รู้และพล.ต.อ.
วัชรพลก็ยอมรับว่า ตนเองถือเป็นคนสนิทของพล.อ.
ประวิตร
ยังไม่ทันจะได้รอฟีดแบ็กจากโลกออนไลน์ ป.ป.ช.ก็ถูกชายนิรนามจู่โจมมอบภาพน้องหมู น้องลิง ใส่นาฬิกาหรูทำเอาระทึกกันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่โลกออนไลน์จะจัดใหญ่เรื่องนี้ นำเอาภาพเก่าของเรือนเวลาหรูมาโชว์อย่างต่อเนื่อง หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ให้แซ่ดว่าเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างที่พูดเท่านั้น
ทำให้ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่า หากต้องการจะติดตามบทสรุปของเรื่องนี้ จะรอเพียงป.ป.ช.สอบพยานครบ หรือว่ารอให้ท่านรองนายกฯหลุดพ้นจากตำแหน่งก่อนกัน
————-
ฮิตที่สาม : ผลจาก “ซัดดาวน์กรุงเทพฯ” ถึงเวลา “ลุงกำนัน” ขึ้นศาลข้อหากบฎ
ย้อนกลับไปเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2556 ถึง 1 พฤษภาคม 2557 ที่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. นำโดย นาย
สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาสวมบท
“คุณลุงกำนัน” เคลื่อนไหวชัตดาวน์ กรุงเทพฯ ต่อสู้ขับไล่ รัฐบาลของ น.ส.
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนั้นออกจากตำแหน่ง จุดชนวนจากเหตุที่รัฐสภาผ่านกฎหมายพ.ร.บ.นิรโทษกรรมชั่วข้ามคืน ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความไม่พอใจของคนทุเลาลง
ยิ่งเมื่อประกาศวันเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว กปปส. เปิดรับ
“นักรบศรีวิชัย” จากทั่วประเทศ จำนวน 500 คน ออกเดินขบวนไปปิดสถานที่ราชการต่างๆ ตัดน้ำ ตัดไฟ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงต่างๆ ทำเนียบฯ ราชดำเนิน ไปจนใจกลางเมืองอย่างสยาม และศาลากลางจังหวัดต่างๆ ยุยงให้ราชการ และรัฐวิสาหกิจไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งบุกเข้าไปที่
บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) และ
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ทำให้ทรัพย์สินของบริษัทเสียหาย และการติดต่อสื่อสารในประเทศเสียหายอีกด้วยนอกจากนี้ยังปลุกระดม ใช้อาวุธในการบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆด้วย พร้อมขัดขวางการเลือกตั้งทุกวิถีทาง จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นประชาชนผู้ใช้สิทธิ ต้องพบกับความลำบาก ทั้งปิดหน่วย ต้องปีนบันไดข้ามรั้วเข้าเขต เป็นมหากาพย์การเลือกตั้งครั้งหนึ่งในไทย
นำมาสู่การฟ้องร้อง นาย
สุเทพและกปปส. 9 ข้อหา รวมทั้งกบฎ และก่อการร้าย ซึ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ยื่นฟ้องเมื่อพฤษภาคม 2557 โดยมีผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้งหมด 58 คน ซึ่งศาลได้รับคำฟ้อง ก่อนหน้านี้ศาลได้ฟ้องไปแล้ว 4 นายและในวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมาศาลได้เรียกมารับฟังคำสั่งศาล โดยมี 9 แกนนำหลักเดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วย นาย
สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ต้องหาที่ 1 นาย
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผู้ต้องหาที่ 2 นาย
ชุมพล จุลใส ผู้ต้องหาที่ 3 นาย
พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ต้องหาที่ 4 นาย
อิสสระ สมชัย ผู้ต้องหาที่ 5 นาย
วิทยา แก้วภราดัย ผู้ต้องหาที่ 6 นาย
ถาวร เสนเนียม ผู้ต้องหาที่ 7 นาย
ณัฐพล ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 8 นาย
เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ผู้ต้องหาที่ 9 ที่เดินทางมารับฟังคำสั่งศาลในครั้งนี้
กว่า 4 ชั่วโมงครึ่งของการพิจารณาคดีศาลประทับรับคำฟ้องเป็นที่เรียบร้อย รอคู่ความพร้อมกัน 19 มีนาคม ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการวางเงินประกันคนละ 600,000 บาท และไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ซึ่งในวันที่ 19 มีนาคม ศาลยังนัด 34 ผู้ต้องหาที่เหลือมารับฟังคำสั่งศาลด้วย อาทิ นาง
อัญชะลี ไพรีรักษ์ และ นาย
เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ภายหลังจากการเข้ารับฟังคำสั่งศาล นาย
สุเทพก็ยังคงมีความมั่นใจ พร้อมบอกว่า ภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้สร้างมวลมหาประชาชนที่ต่อสู้เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน
ส่วนชะตากรรมของลุงกำนันจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องติดตามว่านี่จะเป็นการเช็คบิลอย่างที่หลายบอก จริงหรือไม่!!?
———-
ฮิตที่สี่ : “We walk” เมื่อเดินเพื่อสิทธิ ถูกจำกัดสิทธิตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกสตาร์ต
เมื่อ
“ตูน” อทิวราห์ คงมาลัย หรือ
พี่ตูน บอดี้สแลม ที่เพิ่งกลายเป็นขวัญใจคนไทยคนใหม่ ลุกขึ้นมาออกวิ่ง
“ก้าวคนละก้าว” ตั้งเป้าหาเงิน 700 ล้านบาท ช่วยโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ ออกสตาร์ทจากเบตงไปยังแม่สาย กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ทั่วประเทศไทยไปชั่วข้ามคืน ชนิดว่าใครๆก็ออกมาช่วยเหลือ จนได้รับเงินบริจาคนับพันล้านบาท
แต่กับกลุ่มเครือข่าย
People go network forum ที่ลุกขึ้นมาทำกิจกรรม
We walk…เดินมิตรภาพ เรื่องราวกลับไม่ง่ายแบบนั้น
เพียงแค่ ผศ.ดร.
อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มธ.เริ่มรวมกลุ่มนักวิชาการสันติวิธีและ ตัวแทนของเครือข่ายภาคประชาชนที่พัฒนามาจาก 97 องค์กรเครือข่ายใส่ใจประชามติรัฐธรรมนูญกำหนดอนาคตประชาชน ในช่วงเช้าของวันที่ 20 มกราคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อก้าวเดิน 800,000 ก้าว 450 กิโลเมตร ไปยังจังหวัดขอนแก่น เรียกร้องในประเด็นสังคม 4 ด้าน ได้แก่
หลักประกันสุขภาพที่จะสามารถดูแลทุกคนในประเทศ ,นโยบายที่ไม่ทำลายความมั่นคงทางอาหารของเราเอง, กฎหมายที่จะไม่ลดทอนสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนดูแลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม รวมไปถึงประเด็นสุดท้าย รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดที่น่าจะเกิดจากการมีส่วนร่วม และรับฟังอย่างรอบด้านจริงๆ
นั่นทำให้การเดินในครั้งนี้ต่างจากการวิ่งของพี่
ตูนโดยทันที
เมื่อตำรวจมองว่าการออกเดินครั้งนี้ ขัดต่อกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ จนต้องนำกำลัง 2 กองร้อย เข้ามาตรึงกำลัง พร้อมส่งคนเข้าไปเจรจาให้หยุดเดิน แต่ฝั่งกลุ่ม
we walk…เดินมิตรภาพ ก็ไม่อาจยุติการก้าวเดินครั้งนี้ได้ จนทำให้เกิดการปะทะกันที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลาบ่ายแก่ก็ยังคงต้องปักหลักอยู่สนามหญ้าหน้าสถาบัน เอไอที ไม่อาจได้ออกก้าวเดินไปได้ แต่ก็ยังมีทีมไลฟ์สดให้เห็นความคืบหน้าอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งเกือบสี่โมงเย็น กลุ่มเดินมิตรภาพก็ได้สตาร์ทก้าวเดินเพื่อเพื่อนสักที แต่ยังต้องเว้นระยะไม่เดินเกาะกลุ่มกันมากนัก เดินจับเป็นคู่กันไปทีละ 4 คน เพื่อไม่ให้ขัดคำสั่งคสช. พร้อมๆกับมีตำรวจนอกเครื่องแบบ ที่คงมาคอยดูแลเป็นระยะ ที่พักต่างๆที่เคยคาดไว้ว่าจะพักอ้างแรมก็ต้องบอกลาเพราะถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ แม้แต่รถส่งเสบียงอาหารก็ยังถูกค้นไปด้วย
JJNY : 5 ข่าวฮิตแห่งวีก' การเมืองร้อนโรดแมปเลือกตั้งขยับ 'บิ๊กตู่' เผชิญวิกฤตคำมั่นสัญญา
เผยแพร่ วันที่ 26 มกราคม 2561
5 ข่าวฮิตแห่งวีก’ สัปดาห์นี้ไม่มีข่าวไหนร้อนจะเท่า “ข่าวการเมือง” อีกแล้ว
วันศุกร์สุดสัปดาห์เช่นนี้ มติชนออนไลน์ จึงขอรวมรวบปมการเมืองร้อนล้วนๆมานำเสนอกัน
ฮิตแรก : มติสนช.ทำโรดแมปขยับ “บิ๊กตู่” เผชิญวิกฤตคำมั่นสัญญา
ฮิตที่สุดของข่าวการเมืองร้อนประจำสัปดาห์นี้ คงต้องหลีกทางให้กับกรณีที่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 196 ต่อ 12 เสียงขยายเวลาการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ออกไป 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อโรดแมปเลือกตั้งที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้ประกาศต่อนานาอารยประเทศไว้
เหตุที่มีผลตรงๆกับโรดแมปก็เพราะ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เป็น 1 ใน 4 กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ระบุไว้ว่า ถ้าทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ครบเมื่อไหร่ กระบวนการเลือกตั้งที่ต้องทำภายใน 150 วันหรือ 5 เดือน จะต้องเริ่มนับ 1 ทันที ฉะนั้น การยืดการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. จึงทำให้จากเดิมที่คาดหมายกันว่า จะออกสตาร์ทได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ จึงต้องขยับออกไปอีก
หากไม่เจอโรคเลื่อนเข้าให้อีกก็คาดหมายกันว่า การเลือกตั้งกว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีต้นปี 2562 โน้นเลย
แม้ว่า จะปฏิเสธว่า ไม่ได้ส่งใบสั่งให้ยืด 90 วัน แต่ข้ออ้างอันเป็น “เงื่อนไขใหม่” ที่มากับคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ที่ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช.เพื่อคลายล็อคให้กับพรรคการเมืองในการทำขั้นตอนธุรการต่างๆที่สนช.ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลกลับเป็นหลักฐานชิ้นดี เพราะเงื่อนไขใหม่ดังกล่าวกลับมีขึ้นเพื่อให้สนช.เดินตาม ด้วยการยืดเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เพราะหวังดีกลัวว่า พรรคจะปรับปรุงระบบภายในไม่ทันสู่ศึกเลือกตั้ง ทั้งๆที่ต้นสาวราวเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะคสช.เองที่ยืนยันการคงล็อคไม่ให้ทำกิจกรรมประชุมกรรมการบริหารได้ตามที่พรรคการเมืองออกมาเรียกร้องอยู่แรมเดือน
นี่จึงเป็นเหตุทำให้ “ทำเนียบรัฐบาล” ร้อนกว่า “รัฐสภา” อันเป็นสถานที่ก่อเหตุ เพราะผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 ในฐานะผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดต่อการยืดการบังคับใช้กฏหมายออกไป 90 วันคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก “เจ้าของเรือแป๊ะ” ที่ยอมให้สนช.ร่วมลงเรือมาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติด้วยตั้งแต่แรกนั่นเอง
แม้จะทำการแยบยล แต่ตื้นลึกหนาบางต่างชาติรู้ดี ผลของการขยับโรดแมปหนนี้ จึงเสียดทานมากหน่อย เพราะทันทีที่กระแสการยืดเวลาการบังคับใช้กฏหมายออกไป 90 วันชัดเจน “สหรัฐฯ-อียู” ต่างก็ประสานเสียงแสดงท่าทีทันทีอย่างชัดถ้อยชัดคำ โดยทวงคำสัญญาต้องการให้ผู้นำไทยยึดโรดแมปการเลือกตั้งภายในพฤศจิกายนนี้ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศไว้
เพราะ ไม่ต้องการให้ไทย “ผิดคำมั่นสัญญา” เรื่องโรดแมปเลือกตั้งอีก !
————-
ฮิตที่สอง : วลีเด็ดป.ป.ช. “นาฬิกา” ของเพื่อนไม่ต้องชี้แจงก็ได้
หลังจากออกมาให้คำตอบสื่อเรื่องนาฬิกาหรู “ริชาร์ด มิลล์” และแหวนเพชรบนข้อมือ ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เป็นท็อปปิกดังไปยังสื่อต่างชาติ แทบจะทุกภูมิภาคทั่วโลกว่านาฬิกานั้น ยืมเพื่อนมา แถมยังคืนไปหมดแล้ว เป็นทำนองว่าเรื่องดังกล่าวก็ควรจะจบสิ้นข้อสงสัยได้สักที
ไม่นานหลังจากนั้น ก็ทำให้กระแสสังคมโผล่ออกมาไม่น้อย ขุดเรื่องเก่าๆ แถมเปิดชื่อกันให้ควักว่านาฬิกาที่ยืมมานั้น เป็นของเพื่อนที่เสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้วหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นเพจดังก็ยังสงสัยว่า เอ เหตุใดนาฬิกาที่บอกว่าคืนเพื่อนแล้วนั้นยังปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่เพื่อนคนที่คาดไว้น่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว
เหมือนจะรู้ว่าป.ป.ช.เตรียมจะร่อนจดหมายแถลงเรื่องนาฬิกา “บิ๊กป้อม” ก็เลยออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีว่า ที่สื่อนอกตีข่าวเรื่องนาฬิกาก็เพราะ “สื่อไทย” นั่นหละที่เป็นต้นเหตุ และก็ย้ำชัดประกาศจุดยืนว่า ให้เลิกถามเรื่องนี้ทันที
ตอบคำถามกับเหล่าสื่อมวลชนไปไม่นาน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ก็ร่อนจดหมายแถลงความคืบหน้าหลังสอบพยานบุคคลกรณีนาฬิกาทันที เหลือพยานบุคคลอีกเพียงหนึ่งคนที่ยังไม่ได้สอบ แต่ที่ทำเอาฮือฮาอีกครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบหลังสอบพยาน ที่บอกว่า “เรื่องนี้ พล.อ.ประวิตรไม่ผิด เนื่องจากหากนาฬิกาทั้ง 25 เรือนนั้นเป็นของผู้อื่นที่ไม่ใช่พล.อ.ประวิตร ก็ไม่เข้าข่ายต้องชี้แจงทรัพย์สิน นั่นก็เพราะไม่ใช่ภาระในการยื่นบัญชีที่จะต้องยื่น ของตัวเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ”
จะฟังขึ้นหรือไม่ว่ายืมมาก็อยู่ที่วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ต่อไป หากพบว่าเป็นของพล.อ.ประวิตรจริง ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องแสดงทรัพย์สิน เพราะยังไม่พ้นจากตำแหน่งนั่นเอง
และก็ไม่รู้ว่าต้องการจะหยุดดราม่าที่ตามมาว่าไม่เหมาะสม หรือขอหลีกหนีจากเรื่องดังกล่าว “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.ก็ได้แจ้งขอถอนตัวต่อที่ประชุมป.ป.ช.ไม่ร่วมพิจารณาในคดีดังกล่าวเพื่อความโปร่งใสอีกด้วย นั่นเพราะ ใครก็รู้และพล.ต.อ.วัชรพลก็ยอมรับว่า ตนเองถือเป็นคนสนิทของพล.อ.ประวิตร
ยังไม่ทันจะได้รอฟีดแบ็กจากโลกออนไลน์ ป.ป.ช.ก็ถูกชายนิรนามจู่โจมมอบภาพน้องหมู น้องลิง ใส่นาฬิกาหรูทำเอาระทึกกันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่โลกออนไลน์จะจัดใหญ่เรื่องนี้ นำเอาภาพเก่าของเรือนเวลาหรูมาโชว์อย่างต่อเนื่อง หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ให้แซ่ดว่าเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างที่พูดเท่านั้น
ทำให้ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่า หากต้องการจะติดตามบทสรุปของเรื่องนี้ จะรอเพียงป.ป.ช.สอบพยานครบ หรือว่ารอให้ท่านรองนายกฯหลุดพ้นจากตำแหน่งก่อนกัน
————-
ฮิตที่สาม : ผลจาก “ซัดดาวน์กรุงเทพฯ” ถึงเวลา “ลุงกำนัน” ขึ้นศาลข้อหากบฎ
ย้อนกลับไปเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2556 ถึง 1 พฤษภาคม 2557 ที่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาสวมบท “คุณลุงกำนัน” เคลื่อนไหวชัตดาวน์ กรุงเทพฯ ต่อสู้ขับไล่ รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนั้นออกจากตำแหน่ง จุดชนวนจากเหตุที่รัฐสภาผ่านกฎหมายพ.ร.บ.นิรโทษกรรมชั่วข้ามคืน ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความไม่พอใจของคนทุเลาลง
ยิ่งเมื่อประกาศวันเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว กปปส. เปิดรับ “นักรบศรีวิชัย” จากทั่วประเทศ จำนวน 500 คน ออกเดินขบวนไปปิดสถานที่ราชการต่างๆ ตัดน้ำ ตัดไฟ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงต่างๆ ทำเนียบฯ ราชดำเนิน ไปจนใจกลางเมืองอย่างสยาม และศาลากลางจังหวัดต่างๆ ยุยงให้ราชการ และรัฐวิสาหกิจไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งบุกเข้าไปที่บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ทำให้ทรัพย์สินของบริษัทเสียหาย และการติดต่อสื่อสารในประเทศเสียหายอีกด้วยนอกจากนี้ยังปลุกระดม ใช้อาวุธในการบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆด้วย พร้อมขัดขวางการเลือกตั้งทุกวิถีทาง จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นประชาชนผู้ใช้สิทธิ ต้องพบกับความลำบาก ทั้งปิดหน่วย ต้องปีนบันไดข้ามรั้วเข้าเขต เป็นมหากาพย์การเลือกตั้งครั้งหนึ่งในไทย
นำมาสู่การฟ้องร้อง นายสุเทพและกปปส. 9 ข้อหา รวมทั้งกบฎ และก่อการร้าย ซึ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ยื่นฟ้องเมื่อพฤษภาคม 2557 โดยมีผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้งหมด 58 คน ซึ่งศาลได้รับคำฟ้อง ก่อนหน้านี้ศาลได้ฟ้องไปแล้ว 4 นายและในวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมาศาลได้เรียกมารับฟังคำสั่งศาล โดยมี 9 แกนนำหลักเดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ต้องหาที่ 1 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผู้ต้องหาที่ 2 นายชุมพล จุลใส ผู้ต้องหาที่ 3 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ต้องหาที่ 4 นายอิสสระ สมชัย ผู้ต้องหาที่ 5 นายวิทยา แก้วภราดัย ผู้ต้องหาที่ 6 นายถาวร เสนเนียม ผู้ต้องหาที่ 7 นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 8 นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ผู้ต้องหาที่ 9 ที่เดินทางมารับฟังคำสั่งศาลในครั้งนี้
กว่า 4 ชั่วโมงครึ่งของการพิจารณาคดีศาลประทับรับคำฟ้องเป็นที่เรียบร้อย รอคู่ความพร้อมกัน 19 มีนาคม ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการวางเงินประกันคนละ 600,000 บาท และไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ซึ่งในวันที่ 19 มีนาคม ศาลยังนัด 34 ผู้ต้องหาที่เหลือมารับฟังคำสั่งศาลด้วย อาทิ นางอัญชะลี ไพรีรักษ์ และ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ภายหลังจากการเข้ารับฟังคำสั่งศาล นายสุเทพก็ยังคงมีความมั่นใจ พร้อมบอกว่า ภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้สร้างมวลมหาประชาชนที่ต่อสู้เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน
ส่วนชะตากรรมของลุงกำนันจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องติดตามว่านี่จะเป็นการเช็คบิลอย่างที่หลายบอก จริงหรือไม่!!?
———-
ฮิตที่สี่ : “We walk” เมื่อเดินเพื่อสิทธิ ถูกจำกัดสิทธิตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกสตาร์ต
เมื่อ “ตูน” อทิวราห์ คงมาลัย หรือ พี่ตูน บอดี้สแลม ที่เพิ่งกลายเป็นขวัญใจคนไทยคนใหม่ ลุกขึ้นมาออกวิ่ง “ก้าวคนละก้าว” ตั้งเป้าหาเงิน 700 ล้านบาท ช่วยโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ ออกสตาร์ทจากเบตงไปยังแม่สาย กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ทั่วประเทศไทยไปชั่วข้ามคืน ชนิดว่าใครๆก็ออกมาช่วยเหลือ จนได้รับเงินบริจาคนับพันล้านบาท
แต่กับกลุ่มเครือข่าย People go network forum ที่ลุกขึ้นมาทำกิจกรรม We walk…เดินมิตรภาพ เรื่องราวกลับไม่ง่ายแบบนั้น
เพียงแค่ ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มธ.เริ่มรวมกลุ่มนักวิชาการสันติวิธีและ ตัวแทนของเครือข่ายภาคประชาชนที่พัฒนามาจาก 97 องค์กรเครือข่ายใส่ใจประชามติรัฐธรรมนูญกำหนดอนาคตประชาชน ในช่วงเช้าของวันที่ 20 มกราคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อก้าวเดิน 800,000 ก้าว 450 กิโลเมตร ไปยังจังหวัดขอนแก่น เรียกร้องในประเด็นสังคม 4 ด้าน ได้แก่หลักประกันสุขภาพที่จะสามารถดูแลทุกคนในประเทศ ,นโยบายที่ไม่ทำลายความมั่นคงทางอาหารของเราเอง, กฎหมายที่จะไม่ลดทอนสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนดูแลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม รวมไปถึงประเด็นสุดท้าย รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดที่น่าจะเกิดจากการมีส่วนร่วม และรับฟังอย่างรอบด้านจริงๆ
นั่นทำให้การเดินในครั้งนี้ต่างจากการวิ่งของพี่ตูนโดยทันที
เมื่อตำรวจมองว่าการออกเดินครั้งนี้ ขัดต่อกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ จนต้องนำกำลัง 2 กองร้อย เข้ามาตรึงกำลัง พร้อมส่งคนเข้าไปเจรจาให้หยุดเดิน แต่ฝั่งกลุ่ม we walk…เดินมิตรภาพ ก็ไม่อาจยุติการก้าวเดินครั้งนี้ได้ จนทำให้เกิดการปะทะกันที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลาบ่ายแก่ก็ยังคงต้องปักหลักอยู่สนามหญ้าหน้าสถาบัน เอไอที ไม่อาจได้ออกก้าวเดินไปได้ แต่ก็ยังมีทีมไลฟ์สดให้เห็นความคืบหน้าอยู่เป็นระยะ จนกระทั่งเกือบสี่โมงเย็น กลุ่มเดินมิตรภาพก็ได้สตาร์ทก้าวเดินเพื่อเพื่อนสักที แต่ยังต้องเว้นระยะไม่เดินเกาะกลุ่มกันมากนัก เดินจับเป็นคู่กันไปทีละ 4 คน เพื่อไม่ให้ขัดคำสั่งคสช. พร้อมๆกับมีตำรวจนอกเครื่องแบบ ที่คงมาคอยดูแลเป็นระยะ ที่พักต่างๆที่เคยคาดไว้ว่าจะพักอ้างแรมก็ต้องบอกลาเพราะถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ แม้แต่รถส่งเสบียงอาหารก็ยังถูกค้นไปด้วย