ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง (เลิคภควัตร) หรือ หมวดเจี๊ยบ”โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว "หมวดเจี๊ยบ Sunisa Divakorndamrong" ยืนยัน จะขอเดินหน้าต่อสู้กับระบอบเผด็จการเพื่อพ่อแม่

วันพุธที่จะถึงนี้ (พุธที่ 24 ม.ค 61 เวลา 9.30 น.) เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เจี๊ยบจะต้องเดินทางไปที่ บก.ปอท. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในคดีเป็นภัยต่อความมั่นคง ม.116 และ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ
หลายคนเป็นห่วง และบอกให้เจี๊ยบอยู่นิ่งๆ เพราะถ้ายังไม่หยุดพูด อาจโดนยัดข้อหา จนหมดคุณสมบัติที่จะทำงานการเมืองในอนาคตก็ได้
เจี๊ยบขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง แต่เจี๊ยบได้คิดทบทวนแล้วว่า ในเวลานี้ การปกป้องเสรีภาพของตัวเจี๊ยบเอง คือ เรื่องใหญ่
ส่วนเรื่องจะมีคุณสมบัติในการทำงานการเมืองในวันข้างหน้าหรือไม่ มันคือเรื่องเล็กสำหรับเจี๊ยบไปแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาก็แล้วกันค่ะ
เจี๊ยบยินดีจะเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งสำคัญใดๆ ขอเพียงให้ได้ต่อสู้ตามความเชื่อของตัวเองให้ถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด ไม่ใช่เจี๊ยบ
ทุกวันนี้ เจี๊ยบพอใจในสิ่งที่เจี๊ยบเป็นแล้ว
อันที่จริง เจี๊ยบเดินทางมาไกลเกินกว่าที่เคยตั้งใจไว้เสียอีก
ถ้าใครเคยอ่านประวัติของเจี๊ยบ คงทราบดีว่า เจี๊ยบเกิดในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ คุณพ่อเป็นเพียงคนขับรถแท็กซี่ คุณแม่ก็มีอาชีพรับจ้างทั่วๆ ไป ใครจ้างทำอะไรก็ทำ เพราะท่านทั้งสองไม่ได้มีความรู้มากมายนัก เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาเท่านั้น
พ่อและแม่คงไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตัวเอง จึงทำงานอย่างหนักเพื่อส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือสูงๆ
ที่จริง ทั้งพ่อและแม่ก็คงไม่รู้หรอกค่ะ ว่าการเรียนสูง ๆ มันจะทำให้ชีวิตของลูกดีขึ้นได้อย่างไร เพราะพวกท่านก็คงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์ในโรงเรียนสักเท่าไหร่ เพราะตอนนั้น พ่อและแม่ก็ยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้นและใช้ชีวิตในโรงเรียนเพียงช่วงสั้น ๆ
เจี๊ยบคิดว่า เหตุผลที่พ่อแม่พยายามเข็นให้เจี๊ยบเรียนโน่นเรียนนี่เยอะๆ ทั้ง ๆ ที่ มันจะทำให้พ่อกับแม่ต้องทำงานหนักขึ้น และมีภาระต้องหาเงินให้มากขึ้น ก็คงเพราะอยากให้เจี๊ยบเป็นตัวแทนของพ่อกับแม่ ไปทำในสิ่งที่พวกท่านไม่มีโอกาส นั่นคือ การเป็นเด็กนักเรียน และได้ใช้ชีวิตวัยเรียนอย่างเต็มที่
นี่คงเป็นวิธีหนึ่งในการบรรเทาความรู้สึกผิดพลาดของตัวท่านเองในอดีต...
ตอนเด็กๆ เจี๊ยบไม่เข้าใจเหตุผลของพ่อกับแม่นัก บางครั้ง รู้สึกเคืองพวกท่านด้วยซ้ำว่าทำไมถึงส่งให้มาเรียนในโรงเรียนเดียวกับบรรดาลูกคนมีสตางค์ ซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างจากเรามากนัก
ทุก ๆ เช้า พ่อของเจี๊ยบจะขับรถแท็กซี่คู่ใจ คันสีส้ม ๆ ไปส่งเจี๊ยบที่โรงเรียนอยู่เสมอ พ่อคงไม่เคยรู้เลยว่า เหตุที่ลูกคนนี้ต้องก้มตัวลงพับถุงเท้าเป็นเวลานาน ระหว่างทางที่พ่อขับรถแท็กซี่จากหน้าประตูโรงเรียนเข้าไปถึงตัวอาคารเรียน เพื่อไม่ให้เจี๊ยบต้องเดินให้เหนื่อยนั้น ที่จริงแล้วลูกก้มตัวลงไป เพราะลูกไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่าลูกมีพ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ต่างหาก...
นี่คือ บาปในใจของลูก ที่ไม่เคยได้มีโอกาสสารภาพกับพ่อ เพราะตอนนี้ พ่อไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกให้เจี๊ยบได้ขอโทษอีกแล้ว
พ่อจากเจี๊ยบไปเมื่อ 35 ปี ก่อน จากอุบัติเหตุรถชน ตอนตีสอง ขณะที่พ่อกำลังขับรถแท็กซี่หาเงินส่งให้เจี๊ยบได้เรียนในโรงเรียนดีๆ แห่งนั้น โรงเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมสูงส่ง จนทำให้เจี๊ยบเกือบลืมพ่อของตัวเอง และอยากลืมว่าตัวเองเป็นใคร
ไม่ว่าดวงวิญญาณของพ่อจะอยู่ที่ไหน พ่อจงรู้ไว้เถอะนะ ว่าพ่อได้ทำหน้าที่ ๆ ยิ่งใหญ่ มากเกินกว่าที่ผู้ชายคนไหน ๆ ในโลกนี้ จะทำให้กับเจี๊ยบได้เท่าที่พ่อได้มอบให้แก่ลูก
เพราะสิ่งที่พ่อมอบให้กับเจี๊ยบ คือชีวิตทั้งชีวิตของพ่อ โดยที่พ่อไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นการเจริญเติบโตของเจี๊ยบเลย
อย่างไรก็ตาม เจี๊ยบเชื่อว่า ถ้าวันนี้พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อคงจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เจี๊ยบทำ และคงสนับสนุนให้เจี๊ยบลุกขึ้นสู้กับเผด็จการ
เพราะในความทรงจำของเจี๊ยบ พ่อเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว และไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้องเช่นกัน
นี่คงจะเป็น DNA ที่เจี๊ยบได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ ซึ่งเป็นคนใต้ จาก จ. นครศรีธรรมราช ที่เดินทางเข้ามาแสวงโชคในเมืองหลวงตามประสาคนต่างจังหวัดทั่วๆ ไป นั่นเอง
http://www.naewna.com/politic/315972
รัฐบาลลุงตู่ผิดตรงไหนกับเรื่องส่วนตัวในอดีตที่หมวดจอจาน สำนึกได้ที่อายเรื่องอาชีพของพ่อตัวเอง
ดิฉันละงงจริงๆค่ะ...🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔
แบบนี้เป็นคนใช้เหตุผลที่ถูกต้องไหมล่ะคะ....?
เช้าๆอ่านพบข่าวนี้...แทบรับประทานอะไรไม่ลงเลยค่ะ เศร้า....😳😳😳😳😳😳
💊💉~มาลาริน~งงไหมคะ...? 🤔 หมวดจอจานดราม่าหนักมาก ลงทุนขุดประวัติพ่อแม่โยงไล่เผด็จการ เกี่ยวกันตรงไหนกับการอายอาชีพพ่อ
วันพุธที่จะถึงนี้ (พุธที่ 24 ม.ค 61 เวลา 9.30 น.) เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เจี๊ยบจะต้องเดินทางไปที่ บก.ปอท. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในคดีเป็นภัยต่อความมั่นคง ม.116 และ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ
หลายคนเป็นห่วง และบอกให้เจี๊ยบอยู่นิ่งๆ เพราะถ้ายังไม่หยุดพูด อาจโดนยัดข้อหา จนหมดคุณสมบัติที่จะทำงานการเมืองในอนาคตก็ได้
เจี๊ยบขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง แต่เจี๊ยบได้คิดทบทวนแล้วว่า ในเวลานี้ การปกป้องเสรีภาพของตัวเจี๊ยบเอง คือ เรื่องใหญ่
ส่วนเรื่องจะมีคุณสมบัติในการทำงานการเมืองในวันข้างหน้าหรือไม่ มันคือเรื่องเล็กสำหรับเจี๊ยบไปแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาก็แล้วกันค่ะ
เจี๊ยบยินดีจะเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งสำคัญใดๆ ขอเพียงให้ได้ต่อสู้ตามความเชื่อของตัวเองให้ถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด ไม่ใช่เจี๊ยบ
ทุกวันนี้ เจี๊ยบพอใจในสิ่งที่เจี๊ยบเป็นแล้ว
อันที่จริง เจี๊ยบเดินทางมาไกลเกินกว่าที่เคยตั้งใจไว้เสียอีก
ถ้าใครเคยอ่านประวัติของเจี๊ยบ คงทราบดีว่า เจี๊ยบเกิดในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ คุณพ่อเป็นเพียงคนขับรถแท็กซี่ คุณแม่ก็มีอาชีพรับจ้างทั่วๆ ไป ใครจ้างทำอะไรก็ทำ เพราะท่านทั้งสองไม่ได้มีความรู้มากมายนัก เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาเท่านั้น
พ่อและแม่คงไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตัวเอง จึงทำงานอย่างหนักเพื่อส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือสูงๆ
ที่จริง ทั้งพ่อและแม่ก็คงไม่รู้หรอกค่ะ ว่าการเรียนสูง ๆ มันจะทำให้ชีวิตของลูกดีขึ้นได้อย่างไร เพราะพวกท่านก็คงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์ในโรงเรียนสักเท่าไหร่ เพราะตอนนั้น พ่อและแม่ก็ยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้นและใช้ชีวิตในโรงเรียนเพียงช่วงสั้น ๆ
เจี๊ยบคิดว่า เหตุผลที่พ่อแม่พยายามเข็นให้เจี๊ยบเรียนโน่นเรียนนี่เยอะๆ ทั้ง ๆ ที่ มันจะทำให้พ่อกับแม่ต้องทำงานหนักขึ้น และมีภาระต้องหาเงินให้มากขึ้น ก็คงเพราะอยากให้เจี๊ยบเป็นตัวแทนของพ่อกับแม่ ไปทำในสิ่งที่พวกท่านไม่มีโอกาส นั่นคือ การเป็นเด็กนักเรียน และได้ใช้ชีวิตวัยเรียนอย่างเต็มที่
นี่คงเป็นวิธีหนึ่งในการบรรเทาความรู้สึกผิดพลาดของตัวท่านเองในอดีต...
ตอนเด็กๆ เจี๊ยบไม่เข้าใจเหตุผลของพ่อกับแม่นัก บางครั้ง รู้สึกเคืองพวกท่านด้วยซ้ำว่าทำไมถึงส่งให้มาเรียนในโรงเรียนเดียวกับบรรดาลูกคนมีสตางค์ ซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างจากเรามากนัก
ทุก ๆ เช้า พ่อของเจี๊ยบจะขับรถแท็กซี่คู่ใจ คันสีส้ม ๆ ไปส่งเจี๊ยบที่โรงเรียนอยู่เสมอ พ่อคงไม่เคยรู้เลยว่า เหตุที่ลูกคนนี้ต้องก้มตัวลงพับถุงเท้าเป็นเวลานาน ระหว่างทางที่พ่อขับรถแท็กซี่จากหน้าประตูโรงเรียนเข้าไปถึงตัวอาคารเรียน เพื่อไม่ให้เจี๊ยบต้องเดินให้เหนื่อยนั้น ที่จริงแล้วลูกก้มตัวลงไป เพราะลูกไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่าลูกมีพ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ต่างหาก...
นี่คือ บาปในใจของลูก ที่ไม่เคยได้มีโอกาสสารภาพกับพ่อ เพราะตอนนี้ พ่อไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกให้เจี๊ยบได้ขอโทษอีกแล้ว
พ่อจากเจี๊ยบไปเมื่อ 35 ปี ก่อน จากอุบัติเหตุรถชน ตอนตีสอง ขณะที่พ่อกำลังขับรถแท็กซี่หาเงินส่งให้เจี๊ยบได้เรียนในโรงเรียนดีๆ แห่งนั้น โรงเรียนที่มีสิ่งแวดล้อมสูงส่ง จนทำให้เจี๊ยบเกือบลืมพ่อของตัวเอง และอยากลืมว่าตัวเองเป็นใคร
ไม่ว่าดวงวิญญาณของพ่อจะอยู่ที่ไหน พ่อจงรู้ไว้เถอะนะ ว่าพ่อได้ทำหน้าที่ ๆ ยิ่งใหญ่ มากเกินกว่าที่ผู้ชายคนไหน ๆ ในโลกนี้ จะทำให้กับเจี๊ยบได้เท่าที่พ่อได้มอบให้แก่ลูก
เพราะสิ่งที่พ่อมอบให้กับเจี๊ยบ คือชีวิตทั้งชีวิตของพ่อ โดยที่พ่อไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นการเจริญเติบโตของเจี๊ยบเลย
อย่างไรก็ตาม เจี๊ยบเชื่อว่า ถ้าวันนี้พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อคงจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เจี๊ยบทำ และคงสนับสนุนให้เจี๊ยบลุกขึ้นสู้กับเผด็จการ
เพราะในความทรงจำของเจี๊ยบ พ่อเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว และไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้องเช่นกัน
นี่คงจะเป็น DNA ที่เจี๊ยบได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ ซึ่งเป็นคนใต้ จาก จ. นครศรีธรรมราช ที่เดินทางเข้ามาแสวงโชคในเมืองหลวงตามประสาคนต่างจังหวัดทั่วๆ ไป นั่นเอง
http://www.naewna.com/politic/315972
รัฐบาลลุงตู่ผิดตรงไหนกับเรื่องส่วนตัวในอดีตที่หมวดจอจาน สำนึกได้ที่อายเรื่องอาชีพของพ่อตัวเอง
ดิฉันละงงจริงๆค่ะ...🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔
แบบนี้เป็นคนใช้เหตุผลที่ถูกต้องไหมล่ะคะ....?
เช้าๆอ่านพบข่าวนี้...แทบรับประทานอะไรไม่ลงเลยค่ะ เศร้า....😳😳😳😳😳😳