นิยาย Action Comedy "ลุยแดนมนุษย์กินคน" ตอน 2 (ต่อ)

กระทู้สนทนา
จากนั้นแปรขบวนเป็นหน้ากระดานยืนริมสองฝั่งทางลูกรัง เว้นช่วงห่างราว ๓ เมตรต่อหนึ่งคน คนมีโล่ยกโล่ตั้งฉากกับพื้นดินแล้วใช้ด้ามหอกกระแทกใส่โล่ พร้อมประสานเสียงร้องเพลงประจำเผ่ากังวานกระหึ่มไปทั่วบริเวณ

เจ้าหมีควายยืนหัวแถว ยกหอกสั้นต่างไม้บาตองให้จังหวะเหมือน เจมส์ ลาสท์ ยกมือให้จังหวะลูกวงออเคสตร้าของเขา ขณะที่รถสองคันแล่นผ่านขบวนแถวอย่างสวัสดิภาพจนเข้าเขตบ้าน

สามหนุ่มมองแถวคนป่า แล้วมองหน้ากัน แล้วมองผู้จัดการเหมืองเพชร แต่วาฮูตูยังคงนั่งนิ่ง พัฒนะทนไม่ไหวต้องเอื้อมมือไปเขย่าตัวนายผมหยิก

“นี่มันอะไรยังไงกันครับ พวกผมงงไปหมดแล้ว”

วาฮูตูยิ้มกว้างก่อนพูดเสียงลั่นรถ

“เส่ออออ...ไพรส์ส์ส์ส์ เย้ๆๆ...”

หนุ่มหน้าหล่อสั่นศีรษะ

“ผมไม่เข้าใจครับ เซอร์ไพรส์อะไรของคุณวาฮู”

นายผมหยิกหัวเราะก้าก
“นี่คือการต้อนรับพวกคุณแบบพิเศษสุดไงครับ พวกนี้คือมนุษย์กินคนกำมะลอ ทุกคนเป็นคนงานเหมืองที่ออกเวรกลับมาพักในเมือง ผมเลยให้ปลอมเป็นเผ่ามนุษย์กินคน แล้วทำตามแผนทั้งหมด”

นิตย์พ่นลมออกจากปาก เอนตัวพิงเบาะค่อนข้างแรง

“หมายความว่าเป็นมุขคุณวาฮูอีกแล้ว โอย - ต้อนรับแบบปกติก็ได้มั้งครับ ไม่ต้องพิเศษสุดโต่งเอ๊กซตรีมจนสยองขวัญสั่นประสาทขนาดนี้ เล่นเอาผมตกใจกลัวจนอุจจาระหดผายลมหาย”

สินาดพยักหน้าช้าๆ

“ผมเองก็หัวใจหล่นพรวดไปอยู่ที่ปลายเท้า นึกด่าตัวเองว่าไม่ควรรนหาที่เท่งทึงซะไกลลิบขนาดนี้”

“ครับ เป็นใครก็ต้องตกใจ” วาฮูตูหัวเราะหึๆ “แต่คิดว่าพวกคุณคงรับได้ เพราะคุณพ่อพวกคุณอีเมลมาบอกผมล่วงหน้าว่า พวกคุณทั้งสามเป็นคนสนุก ชอบตลก ชอบอำ ชอบแซว ชอบพูดเล่นพูดหัว ถึงขั้นบอกว่า...ขอโทษนะครับ” ผู้จัดการเหมืองยกมือขึ้นป้องปาก แต่พูดเสียงระดับเดิม “อ้ายสามคนนี่มันเข้าขั้นทะลึ่งตึงตัง คุณเล่นมุขกับพวกมันได้เต็มที่... ผมก็เลยวางแผนชนิดเข็มขัดสั้นคือคาดไม่ถึงเพื่อสัพยอกพวกคุณ แต่ถ้าพวกคุณไม่สนุกด้วย ผมก็ขอโทษครับ”

นายโย่งโก๊ะจับมือวาฮูตูบีบเบาๆ

“ไม่มีปัญหาครับ จบแล้วจบกัน แต่ต่อไปนี้พวกผมคงต้องระวังมุขของคุณวาฮูซะแล้ว เพราะรู้สึกจะมีเหลือเฟือมาก ทั้งมุขหนัก มุขเบา มุขเล่น มุขจริง มุขสยองขวัญ”

“เชิญในบ้านเถอะครับ ไปดื่มน้ำแก้กระหายคลายร้อนกันดีกว่า”

ทั้งหมดลงจากรถซึ่งจอดตรงทางเข้าบ้าน ส่วนปิกอัพแยกไปจอดอีกทางหนึ่ง คนป่ากำมะลอ ๕-๖ คนช่วยคนขับและคนงานลำเลียงสิ่งของจากลงจากกระบะหลัง ที่เหลือแยกย้ายกันกลับไปเรือนพักซึ่งอยู่ห่างออกไป

บ้านผู้จัดการเหมืองเพชรเป็นบ้านชั้นเดียวกว้างใหญ่ปลูกสร้างด้วยไม้ซุง ที่เรียกว่า Log Cabin หรือ Cowboy House ตั้งอยู่ในหุบเขาสงบเงียบร่มรื่น แต่รอบบ้านมีโรงเรือนเล็กใหญ่หลายหลัง

วาฮูตูอธิบายว่าเป็นทั้งบ้านพักคนงาน โรงเพาะชำ โรงเครื่องปั่นกระแสไฟหรือเจนเนเรเตอร์ และโรงสูบน้ำจากน้ำตก เพราะสาธารณูปโภคของรัฐยังมาไม่ถึง เขาจึงต้องลงทุนจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมสรรพ

สามหนุ่มหย่อนตัวลงบนราวที่นั่งของเทอเรสแล้วถอดรองเท้า ขณะที่วาฮูตูเดินเข้าไปในตัวบ้าน จังหวะเดียวกันนั้นหญิงสูงอายุคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนเตี้ย พุงพลุ้ย ผิวดำเป็นมัน ก็เดินสวนออกมา

“เฮ้ย - พวกเรา” นิตย์กระซิบ “อย่าเพิ่งถอดรองเท้าโว้ย ไหว้ทักทายคุณแม่คุณวาฮูก่อน”

สามหนุ่มรีบยกมือขึ้นในท่าไหว้ แต่สินาดมีรองเท้าข้างหนึ่งติดมือขึ้นมาด้วย สองสหายเห็นเข้าจึงพร้อมใจกันยกมือซัดศีรษะนายโย่งโก๊ะแบบครึ่งเฉียดครึ่งโดน หรือท่า “เบิ๊ดกะโหลก” จนเปรตวัดสุทัศน์ฯ สะดุ้งโหยง

“ไอ้บ้า” พัฒนะพูดเบาๆ แต่เสียงดุ “ทะลึ่งยกรองเท้าขึ้นมาทำไมวะ”

สินาดยิ้มแห้งๆ

“ก็อ้ายนิตย์มันบอกให้ไหว้แม่คุณวาฮู กันก็รีบไหว้ แต่เชือกรองเท้ามันพันนิ้วอยู่ แกะไม่ทันโว้ย” พูดจบก็วางรองเท้าข้างนั้นลงบนพื้น

ทั้งสามมองปลาพะยูนเดินได้แล้วพูดพร้อมกัน

“สวัสดีครับคุณแม่”

ผู้จัดการเหมืองเพชรเดินกลับออกมาพอดี เมื่อได้ยินสามหนุ่มกล่าวเช่นนั้น เขาก็ร้องขึ้น

“โอ๊ะ - เมียผมครับ ไม่ใช่แม่ คุณแม่ผมท่านเสียไปหลายปีแล้ว เอ้อ - ขอแนะนำให้รู้จักกับ โรสแมรี่ คู่ชีวิตของผม” วาฮูตูหันไปทางศรีภรรยา “โรสแมรี่...นี่คุณพัฒนะ คุณนิตย์ คุณสินาด ที่ผมเล่าให้คุณฟังเมื่อวันก่อนไง”

เจ้าของร่างอ้วนจนดูอึดอัดไหว้สามหนุ่ม

“ซาหวาดดี๊ก้ะ คอตอนรับคูณๆ ทางซามด้วยฟามยีนดีนาก๊า”

“อ้า...เอ้อ” สินาดอึกอัก “ขอบคุณครับ รู้สึกคุณป้าจะพูดไทยไม่ค่อยคล่อง แต่ไม่เป็นไรครับ พวกผมพอฟังรู้เรื่อง”

“อีช้านจาพายายามผูดชาๆ ก้ะ คูณๆ จาด้ายคาวจาย”

วาฮูตูโอบไหล่เมียรัก

“พูดปกติเถอะแมรี่ อย่าแกล้งกระเซ้าคุณทั้งสามเลย”

“อ้าว คุณป้าก็พูดไทยได้เหมือนคุณวาฮูหรือครับ” นิตย์ถาม

“พูดคล่องกว่าผมอีกครับ เพราะเธอเป็นคนไทยโดยกำเนิด เดิมชื่อมาลี พอมาอยู่ปาปัวนิวกีนีเลยเปลี่ยนจากมาลีเป็นโรสแมรี่”

โรสแมรี่หรือมาลียิ้มให้สามหนุ่ม

“ตามนั้นค่า เดิมทีอีชั้นเป็นชาวคลองเตย ทำมาค้าขายแถวคลองเตยมาตลอด จนกระทั่งพบรักกับพี่วาฮู เลยตัดสินใจลาจากเมืองไทยมาอยู่ที่นี่ ๒๐ กว่าปีแล้วค่า”

พัฒนะเอียงหน้ากระซิบกับสินาด

“ดูท่าจะลูกเล่นเยอะทั้งผัวทั้งเมียว่ะ”

หมูน้ำมองสามหนุ่มทีละคน

“เชิญตามสบายนะค้า คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของพวกคุณที่เมืองไทยละกันค่า”

สินาดพยักหน้ารับทราบ

“ดีใจที่ได้พบคุณป้าซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันครับ อย่างนี้ค่อยคุยกันสะดวกหน่อย”

“ไปจัดอาหารเถอะที่รัก” ผู้จัดการเหมืองเพชรพูดตัดบท “คุณทั้งสามคงหิวแย่แล้ว เตรียมอะไรไว้บ้างล่ะ”

“มีสองสามอย่างค่ะ ซุปข้อมือข้อเท้ามนุษย์ต้มแบบซุปหางวัวของอิสลาม จิ้มจุ่มเนื้อมนุษย์แบบจิ้มจุ่มอีสาน ผัดผักรวมใส่เครื่องในมนุษย์ ของหวานก็ข้าวเหนียวเปียกลูกนัยน์ตามนุษย์...”

นายร่างบอบบางทำท่าขย้อน ยกมือโบกไปมา

“พอเถอะครับคุณป้าพะยูน...เอ๊ย...คุณป้าโรสแมรี่ กรุณาอย่าอธิบายต่อเลย แค่ฟังชื่ออาหารผมก็หายหิวแล้ว อะไรๆ ก็มีเต่เนื้อมนุษย์”

วาฮูตูหัวเราะเสียงดัง

“เมียผมเขาล้อเล่นครับ จริงๆ แล้วเป็นอาหารไทย ผมสั่งไว้ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านไปรับพวกคุณ เชิญครับ...เชิญที่โต๊ะอาหารเลย”

อาหารกลางวันมื้อนั้นประกอบด้วยข้าวคลุกกะปิ ซุปเนื้อวัวซึ่งไม่ใช่เนื้อมนุษย์อย่างที่สามหนุ่มวิตก เพราะวาฮูตูมีฟาร์มเล็กๆ เลี้ยงโคเนื้อและโคนมอยู่ในบริเวณที่ดินของเขา สุดท้ายคือผักพื้นเมืองผัดน้ำมันแพะ

ทั้งหมดนี้โรสแมรี่ลงมือทำเอง ฝีมือปรุงอาหารของเธอสามหนุ่มพากันยกนิ้วหัวแม่มือให้ โดยเฉพาะนายนิตย์ยกให้ทั้งนิ้วหัวแม่มือซ้ายและขวา

จากนั้นเจ้าของบ้านก็พาแขกผู้มาเยือนมานั่งพักผ่อนที่นอกชาน เพื่อสนทนารออาหารย่อย

“คุณสามคนจะรับกาแฟหรือน้ำผลไม้ดีคะ” โรสแมรี่หรือมาลีในชื่อไทยเอ่ยถาม

วาฮูตูมองหน้าเมีย

“เอามาทั้งสองอย่างแหละแมรี่ บิสกิตกับผลไม้ด้วย ใครอยากกินอะไรจะได้เลือกตามอัธยาศัย”

พัฒนะส่งยิ้มให้ป้ามาลี

“พวกผมขอกาแฟอย่างเดียวก็พอครับคุณป้า อย่างอื่นไม่ต้อง”

“ต้องครับต้อง” นิตย์โพล่งขึ้นอย่างรวดเร็ว “อย่างอื่นก็เอามาด้วยเถอะครับ ดื่มกาแฟอย่างเดียวเซ็งแย่”

ผู้จัดการเหมืองโบกมือให้เมียรีบไป

“จัดหนักจัดเต็มเลยที่รัก น้ำผลไม้ควรเป็นน้ำมานาวู คุณทั้งสามจะได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยจัดจ้านไม่มีที่ไหนในโลกนี้เทียบได้”

“อ๋อ - น้ำมานาวูหรือน้ำมะนาวสูตรของชั้น ได้ค่ะ...ได้”

นายผมหยิกแยกเขี้ยว

“โธ่โว้ยแมรี่ ผมตั้งใจจะให้คุณทั้งสามเขาสงสัย แล้วถามว่าน้ำมานาวูคืออะไร คุณดันเฉลยคำตอบซะแล้ว”

“อ้าว - ก็พี่วาฮูไม่เตี๊ยมไว้ก่อน แมรี่ไม่ชอบโกหกใครค่ะ”

สามหนุ่มหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน สินาดพูดยิ้มๆ

“ผมเอะใจตั้งแต่ได้ยินคุณวาฮูพูดแล้วครับ นึกในใจว่าต้องเป็นน้ำมะนาวแน่ๆ เพราะคุณวาฮูมักจะหยอดมุขอยู่เสมอ”

“นั่นน่ะซีครับ” อ้ายหนุ่มหน้าหล่อกล่าวบ้าง “ถ้ามีน้ำมานาวู...น้ำมะนาว เดี๋ยวก็คงมีน้ำซาปาโรดู...น้ำสับปะรด”

นิตย์ขยับนั่งตัวตรงแล้วว่าต่อ

“น้ำกัวฮอมู...น้ำกล้วยหอม น้ำแตมู...น้ำแตงโม...น้ำมาเคือเทซู...น้ำมะเขือเทศ”

“พอแล้ว...พอแล้ว” ผู้จัดการโบกมือเป็นพัลวัน “พวกคุณรู้ทัน มุขผมเลยแป้ก ฮ่าฮ่าฮ่า”

สินาดยักคิ้วให้โรสแมรี่

“คุณป้าไม่น่าทำมุขคุณวาฮูด้านเลย อิอิอิ”

คุณเธอพาร่างอ้วนตุ๊ต๊ะไปทางห้องครัวซึ่งอยู่ด้านใน ไม่กี่นาทีสาวใช้ผิวหมึกชาวปาปัวฯ ๒ คนก็ยกถาดใส่ถ้วยกาแฟที่ควันโชยกรุ่นพร้อมบิสกิต มานาวูสูตรเด็ดกับผลไม้ มาเสิร์ฟให้สามหนุ่มและผู้จัดการเหมือง ก่อนสาวใช้จะกลับไป วาฮูตูสั่งให้บอกโรสแมรี่ออกมาร่วมโต๊ะสนทนาด้วย

“เชิญดื่มกินเต็มที่ครับ” เจ้าของบ้านผายมือเชื้อเชิญ “แต่ผมอยากให้ทุกคนดื่มน้ำมานาวูก่อน ถ้าปล่อยให้หายเย็นแล้วจะไม่อร่อย”

“รับปฏิบัติครับ”

พูดจบนายนิตย์ก็ยกแก้วทรงสูงมีหลอดเสียบอยู่ขึ้นดูด สองหนุ่มจึงทำตาม ทุกคนต่างพูดชมความอร่อยเป็นการเอาใจเจ้าภาพ ทั้งๆ ที่รสชาติของน้ำมานาวูก็คือน้ำมะนาวเราดีๆ นี่เอง

มาลีเดินจากห้องด้านในมานั่งข้างวาฮูตู จากนั้นสองสามีภรรยาก็ถามสามหนุ่มถึงการเดินทางจากประเทศไทยมาปาปัวนิวกีนี ทั้งสามผลัดกันเล่าตามสไตล์ของตน เรียกเสียงหัวเราะกันอย่างครื้นเครง พอเล่าจบพัฒนะก็กล่าวกับผู้จัดการเหมืองเพชร

“คุณวาฮูตูล่ะครับ ไปอยู่เมืองไทยตอนไหนอย่างไร เล่าให้ฟังบ้างสิครับ”

“ยินดีครับ ผมบอกแล้วว่าเรื่องมันยาว เมื่อคุณทั้งสามอยากทราบ ผมก็จะเล่าให้ฟัง แต่อย่าคิดว่าคนเขียนเรื่องนี้เจตนา “ยืดเรื่อง” เหมือนละครทีวีหลังข่าวนะครับ พอรู้คนดูติดละก็...แหม - ยืดไปเรื่อยไม่ยอมจบ แต่นิยายเรื่องนี้ ยังไงก็ต้องยาวแน่ๆ อยู่แล้ว จนกว่าจะเบื่อกันไปข้าง ไม่คนเขียนก็คนอ่าน โอเค...อดใจรอฟังเรื่องของผมตอนหน้าละกันครับ”...

To be continued
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่