การปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 5” เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเป้าหมายสำคัญเพื่อจัดทัพทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ หวังเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า 3 ปี ในการบริหารประเทศของ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผลงานยังไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ขณะที่งานการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตลอดจนการจัดการเลือกตั้ง ก็ยังต้องลุ้นว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561 หรือไม่ แม้ผู้นำรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าทุกอย่างเดินตามโรดแมปที่วางไว้ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่หลายฝ่ายยังกังวลว่า จะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศในปีสุดท้ายของรัฐบาล
นายตระกูล มีชัย อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มองการเมืองปี 2561 ว่า หลังร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จทุกฉบับ รัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน เพื่อเป็นการทดสอบกลไกและกติกาใหม่ รวมทั้งจะเห็นบรรยากาศการหาเสียงของผู้นำท้องถิ่น ซึ่งพรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครของตนลงต่อสู้ ดังนั้นบรรยากาศการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นตัวชี้วัดการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในลำดับต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร และถ้าปีหน้ารัฐบาลสามารถจัดการเลือกตั้งทัน คาดว่าจะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ในปี 2562
นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องจับ ตาก็คือ คนที่คุมอำนาจ ตอนนี้หากคิดจะขี่หลังเสือต่อ ต้องมั่นใจว่าบังคับเสือได้ นั่นหมายถึงกลไกทางการเมืองทุกอย่างต้องเป็นไปตามแนวทางที่วางไว้ ขณะเดียวกันถ้าต้องการลงจากหลังเสือ ก็ต้องวางรากฐานให้คนที่จะมาขี่เสือตัวใหม่ และคุมบังเหียนได้
“คิดว่าในเชิงการเมืองเป็นการต่อสู้เรื่องอำนาจ การจัดการผลประโยชน์ กลุ่มอำนาจทางการเมืองใหม่ ไม่ได้หมายถึงกลุ่มทหาร เพราะทหารก็อยู่ส่วนเขา แต่กลุ่มการเมืองใหม่หมายถึงกลุ่มอำนาจที่จับมือกับกลุ่มธุรกิจเพื่อวางเกมอำนาจกันอย่างไร เพราะการเปลี่ยนมือรัฐบาลคสช.สู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะส่งผลถึงการมีฐานอำนาจทางการเมือง และฐานะทางเศรษฐกิจด้วย”
++ชี้ทางเลือกลงจากหลังเสือ
ขณะเดียวกันเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ คงปฏิเสธที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย และไม่น่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยตรง แต่จะให้พรรคการเมืองตั้งพรรคฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้นมา ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลประยุทธ์ปูทางไว้
“การเป็นรัฐบาลในยุคสมัยนี้ เป็นการขับเคลื่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ที่มีความสำคัญมากกว่าการขับเคลื่อนอำนาจทางการเมือง คือให้พรรค การเมืองยอมรับตรงนี้แล้วใช้อำนาจทางการทหารที่มีอยู่คํ้าจุนเสถียรภาพทางการเมืองแบบไม่เป็นทางการ เพราะฉะนั้นพรรคการ เมืองที่เป็นนอมินี จะไม่ใช่พรรคทหาร เพราะคนจะไม่เอา แต่จะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาแล้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีฐานทางอำนาจจากกองทัพหนุนอยู่ข้างหลัง เพราะมันมีการจูนกันด้วยยุทธศาสตร์”
นายตระกูล กล่าวว่า ถ้าโฟกัสไปที่เสถียรภาพรัฐบาล การปรับครม.ครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ยังติดขัดเงื่อนไขผู้บังคับบัญชาเก่าและเพื่อนเก่า จะพลิกเกมตัดทิ้งทั้งหมดก็ไม่กล้า เพราะจะทำให้เสียเพื่อนและไปได้ไม่ไกล จึงเลือกทางนี้ ทำอะไรก็โดนแขวะ สุดท้ายอาจลงจากหลังเสือ แล้วหากลุ่มที่มีพลัง มีเอกภาพ สามารถคุมพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ เพื่อให้เดินตามแนวยุทธศาสตร์ชาติต่อไปได้ นั่นหมายความว่า จะเกิดผู้นำกลุ่มใหม่ที่ประชาชนยอมรับ ซึ่งกลุ่มใหม่นี้ต้องยอมรับในยุทธศาสตร์ชาติด้วย เพราะฉะนั้นถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอา ย่อมหมายความว่า ภายใต้ระบบที่วางไว้มีคนอยู่แล้ว นั่นคือทางเลือกที่หนึ่ง
ส่วนทางเลือกที่ 2 หากการเมืองตํ่ากว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือเกิดเหตุโกลาหลทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และเกิดปัญหายุ่งเหยิงขึ้นมาอีก เมื่อถึงจุดนั้น พล.อ.ประยุทธ์อาจจะปล่อยอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คล้ายๆ ปีที่เกิดกรณีฟองสบู่แตก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขณะนั้นเป็นนายกฯ เห็น ว่าตนเองไปไม่รอด ก็ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล ซึ่งปรากฏว่าโดนหนักกว่าเดิม
++จับตาสมคิดถ้าศก.กระเตื้อง
ขณะที่บทบาท นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจนั้น ถ้าเศรษฐกิจเป็นเหมือนตอนนี้ นายสมคิดอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของรัฐบาล แต่อาจเป็นตัวนำทางการเมืองได้ถ้าประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ซึ่งต้องมีทีมเศรษฐกิจหนุนหลังเต็มที่
“สิ่งที่ต้องจับตาช่วง 3-6 เดือนหลังจากนี้คือ ความเสี่ยงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ ต้องดูนโยบายนายสมคิด ที่ต้องการเอาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถ้าเอาออกมาใช้แล้วจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าได้หรือไม่ ผมคิดว่าความเสี่ยงตอนนี้ อยู่ที่ว่าเงินที่รัฐบาลทุ่มลงไป ไม่ได้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจรากหญ้า”
++ปัญหาปากท้องปมใหญ่
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้มุมมองต่อการเมืองปี 2561 ว่า ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง มีทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในแง่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ ก็น่าจะเป็นกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจะรับเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงอิสราเอล เป็นการจุดชนวนโลกที่น่ากลัว ซึ่งจะกระทบทั่วโลกมุสลิม สร้างความคุกรุ่นให้ภูมิภาคตะวันออกกลางและจะลามไปถึงไหนอย่างไร ต้องตามดูอย่างใกล้ชิด
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ก็ยังเป็นปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก ตัวเร่งที่สำคัญคือ พืชผลด้านการเกษตรทุกตัว ยางพารา ปาล์ม ข้าว มันสำปะหลัง ฯลฯ
++‘เพื่อไทย’ หวั่นมีเหตุแทรกซ้อน
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงการเมืองปี 2561 ว่า ถ้ากางโรดแมปตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ภายในเดือนสิงหาคม 2561 จะต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นไปตามนี้น่าจะเห็น การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และประเทศจะเข้าสู่ประชาธิปไตยปกติ นี่คือกติกาที่เขียนไว้ แต่ไม่ทราบว่ามันจะมีเหตุแทรกซ้อนอะไรหรือไม่ เมืองไทยบางทีก็คาดอะไรตามกฎหมายยากลำบาก แต่ถ้าวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ รู้สึกเป็นห่วงเพราะฝ่ายความมั่นคงยังมองมิติของความมั่นคงมาก จนกระทั่งจะเป็นอุปสรรคในการก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตยปกติของบ้านเมือง ถ้าถึงตอนนั้นคาดการณ์ได้เลยว่าปีหน้าประชาชนจะลำบากกว่านี้โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ
“ตามกรอบเวลาเดิมในรัฐธรรมนูญกำหนดให้เดือนสิงหาคม 2561 เลือกตั้งต้องแล้วเสร็จ วันนี้ยิ่งมีสถานการณ์ พอพูดถึงจะมีเลือกตั้งทั่วไป ก็พูดว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการนัดประชุมเตรียมเลือกตั้งท้องถิ่น ยังไม่ได้ข้อสรุป แล้วก็เจอระเบิด เจออาวุธสงคราม เอาเรื่องความมั่นคงมาพูดอีก ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ เขาตั้งสมมติฐานว่าจะต้องรู้ทางก่อน อาจคิดว่าเราไปยึดท้องถิ่นก่อน แล้วให้มหาดไทยกำกับดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่น ดูจากเจตนาก็พอเดาออก” อดีตส.ส.เพื่อไทยผู้นี้ระบุและชี้ว่า วันนี้เสมือนหนึ่งว่า อุปสรรคทั้งหลายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามที่กฎหมายเขียนไว้
++ความขัดแย้งหลักยังคงอยู่
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้มุมมองว่า ปีหน้าถ้าวันเลือกตั้งชัดเจน จะเห็นโฉมหน้ากลุ่มก้อนทางการเมืองชัดขึ้น การจัดขั้วจัดค่าย การจัดระเบียบทางการเมืองจะชัดขึ้น อาจจะเห็นเค้าลางเห็นภาพการเมืองชัดขึ้นในปีต่อไป ถ้าปีหน้ามีการปลดล็อกก็จะเห็นไทม์ไลน์ของมันว่าจะสมัครเลือกตั้งเมื่อใด และจะให้พรรคเคลื่อนไหวอย่างไร
“น่าคิดนะ เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่าจะเลือกตั้งปลายพฤศจิกายน 2561 หุ้นขึ้นทะลุเพดาน เป็นประวัติศาสตร์ แสดงว่ามีนัยทางเศรษฐกิจทางการเมืองสูง ไม่ใช่แค่นัยการเลือกตั้งและการมีรัฐบาลใหม่เท่านั้น เพราะการเมืองกับเศรษฐกิจแยกกันไม่ออก ต้องดูว่าการบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาล คสช.สู่รัฐบาลเลือกตั้ง เป็นไปอย่างเรียบร้อยหรือไม่ มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ ยังมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงอีกหรือเปล่า คิดว่ายังเป็นประเด็นที่ต้องเอ็กซเรย์กันอยู่ ต้องจับตา เพราะต้องยอมรับว่าแม้จะมีรัฐประหารมา 4 ปีนี้ ความขัดแย้งแตกแยกไม่ได้หายไป ความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ จึงเป็นตัวแปรที่ทำให้การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านสถานการณ์พิเศษสู่สถานการณ์ปกติ ยังไม่มีความปกติในเร็ววัน มันต้องใช้เวลา”
JJNY : ชีวิตดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ปัจจัยเสี่ยงการเมืองปี61 ปัญหาปากท้อง-ความขัดแย้ง
นายตระกูล มีชัย อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มองการเมืองปี 2561 ว่า หลังร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จทุกฉบับ รัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน เพื่อเป็นการทดสอบกลไกและกติกาใหม่ รวมทั้งจะเห็นบรรยากาศการหาเสียงของผู้นำท้องถิ่น ซึ่งพรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครของตนลงต่อสู้ ดังนั้นบรรยากาศการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นตัวชี้วัดการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในลำดับต่อไป ว่าจะเป็นอย่างไร และถ้าปีหน้ารัฐบาลสามารถจัดการเลือกตั้งทัน คาดว่าจะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ในปี 2562
นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องจับ ตาก็คือ คนที่คุมอำนาจ ตอนนี้หากคิดจะขี่หลังเสือต่อ ต้องมั่นใจว่าบังคับเสือได้ นั่นหมายถึงกลไกทางการเมืองทุกอย่างต้องเป็นไปตามแนวทางที่วางไว้ ขณะเดียวกันถ้าต้องการลงจากหลังเสือ ก็ต้องวางรากฐานให้คนที่จะมาขี่เสือตัวใหม่ และคุมบังเหียนได้
“คิดว่าในเชิงการเมืองเป็นการต่อสู้เรื่องอำนาจ การจัดการผลประโยชน์ กลุ่มอำนาจทางการเมืองใหม่ ไม่ได้หมายถึงกลุ่มทหาร เพราะทหารก็อยู่ส่วนเขา แต่กลุ่มการเมืองใหม่หมายถึงกลุ่มอำนาจที่จับมือกับกลุ่มธุรกิจเพื่อวางเกมอำนาจกันอย่างไร เพราะการเปลี่ยนมือรัฐบาลคสช.สู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะส่งผลถึงการมีฐานอำนาจทางการเมือง และฐานะทางเศรษฐกิจด้วย”
++ชี้ทางเลือกลงจากหลังเสือ
ขณะเดียวกันเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ คงปฏิเสธที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย และไม่น่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยตรง แต่จะให้พรรคการเมืองตั้งพรรคฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้นมา ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลประยุทธ์ปูทางไว้
“การเป็นรัฐบาลในยุคสมัยนี้ เป็นการขับเคลื่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ที่มีความสำคัญมากกว่าการขับเคลื่อนอำนาจทางการเมือง คือให้พรรค การเมืองยอมรับตรงนี้แล้วใช้อำนาจทางการทหารที่มีอยู่คํ้าจุนเสถียรภาพทางการเมืองแบบไม่เป็นทางการ เพราะฉะนั้นพรรคการ เมืองที่เป็นนอมินี จะไม่ใช่พรรคทหาร เพราะคนจะไม่เอา แต่จะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาแล้วขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีฐานทางอำนาจจากกองทัพหนุนอยู่ข้างหลัง เพราะมันมีการจูนกันด้วยยุทธศาสตร์”
นายตระกูล กล่าวว่า ถ้าโฟกัสไปที่เสถียรภาพรัฐบาล การปรับครม.ครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ยังติดขัดเงื่อนไขผู้บังคับบัญชาเก่าและเพื่อนเก่า จะพลิกเกมตัดทิ้งทั้งหมดก็ไม่กล้า เพราะจะทำให้เสียเพื่อนและไปได้ไม่ไกล จึงเลือกทางนี้ ทำอะไรก็โดนแขวะ สุดท้ายอาจลงจากหลังเสือ แล้วหากลุ่มที่มีพลัง มีเอกภาพ สามารถคุมพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ เพื่อให้เดินตามแนวยุทธศาสตร์ชาติต่อไปได้ นั่นหมายความว่า จะเกิดผู้นำกลุ่มใหม่ที่ประชาชนยอมรับ ซึ่งกลุ่มใหม่นี้ต้องยอมรับในยุทธศาสตร์ชาติด้วย เพราะฉะนั้นถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอา ย่อมหมายความว่า ภายใต้ระบบที่วางไว้มีคนอยู่แล้ว นั่นคือทางเลือกที่หนึ่ง
ส่วนทางเลือกที่ 2 หากการเมืองตํ่ากว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือเกิดเหตุโกลาหลทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และเกิดปัญหายุ่งเหยิงขึ้นมาอีก เมื่อถึงจุดนั้น พล.อ.ประยุทธ์อาจจะปล่อยอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คล้ายๆ ปีที่เกิดกรณีฟองสบู่แตก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขณะนั้นเป็นนายกฯ เห็น ว่าตนเองไปไม่รอด ก็ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล ซึ่งปรากฏว่าโดนหนักกว่าเดิม
++จับตาสมคิดถ้าศก.กระเตื้อง
ขณะที่บทบาท นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจนั้น ถ้าเศรษฐกิจเป็นเหมือนตอนนี้ นายสมคิดอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของรัฐบาล แต่อาจเป็นตัวนำทางการเมืองได้ถ้าประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ซึ่งต้องมีทีมเศรษฐกิจหนุนหลังเต็มที่
“สิ่งที่ต้องจับตาช่วง 3-6 เดือนหลังจากนี้คือ ความเสี่ยงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ ต้องดูนโยบายนายสมคิด ที่ต้องการเอาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถ้าเอาออกมาใช้แล้วจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าได้หรือไม่ ผมคิดว่าความเสี่ยงตอนนี้ อยู่ที่ว่าเงินที่รัฐบาลทุ่มลงไป ไม่ได้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจรากหญ้า”
++ปัญหาปากท้องปมใหญ่
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้มุมมองต่อการเมืองปี 2561 ว่า ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง มีทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในแง่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ ก็น่าจะเป็นกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจะรับเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงอิสราเอล เป็นการจุดชนวนโลกที่น่ากลัว ซึ่งจะกระทบทั่วโลกมุสลิม สร้างความคุกรุ่นให้ภูมิภาคตะวันออกกลางและจะลามไปถึงไหนอย่างไร ต้องตามดูอย่างใกล้ชิด
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ก็ยังเป็นปัญหาปากท้องประชาชนเป็นหลัก ตัวเร่งที่สำคัญคือ พืชผลด้านการเกษตรทุกตัว ยางพารา ปาล์ม ข้าว มันสำปะหลัง ฯลฯ
++‘เพื่อไทย’ หวั่นมีเหตุแทรกซ้อน
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงการเมืองปี 2561 ว่า ถ้ากางโรดแมปตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ภายในเดือนสิงหาคม 2561 จะต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นไปตามนี้น่าจะเห็น การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และประเทศจะเข้าสู่ประชาธิปไตยปกติ นี่คือกติกาที่เขียนไว้ แต่ไม่ทราบว่ามันจะมีเหตุแทรกซ้อนอะไรหรือไม่ เมืองไทยบางทีก็คาดอะไรตามกฎหมายยากลำบาก แต่ถ้าวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ รู้สึกเป็นห่วงเพราะฝ่ายความมั่นคงยังมองมิติของความมั่นคงมาก จนกระทั่งจะเป็นอุปสรรคในการก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตยปกติของบ้านเมือง ถ้าถึงตอนนั้นคาดการณ์ได้เลยว่าปีหน้าประชาชนจะลำบากกว่านี้โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ
“ตามกรอบเวลาเดิมในรัฐธรรมนูญกำหนดให้เดือนสิงหาคม 2561 เลือกตั้งต้องแล้วเสร็จ วันนี้ยิ่งมีสถานการณ์ พอพูดถึงจะมีเลือกตั้งทั่วไป ก็พูดว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการนัดประชุมเตรียมเลือกตั้งท้องถิ่น ยังไม่ได้ข้อสรุป แล้วก็เจอระเบิด เจออาวุธสงคราม เอาเรื่องความมั่นคงมาพูดอีก ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ เขาตั้งสมมติฐานว่าจะต้องรู้ทางก่อน อาจคิดว่าเราไปยึดท้องถิ่นก่อน แล้วให้มหาดไทยกำกับดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่น ดูจากเจตนาก็พอเดาออก” อดีตส.ส.เพื่อไทยผู้นี้ระบุและชี้ว่า วันนี้เสมือนหนึ่งว่า อุปสรรคทั้งหลายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามที่กฎหมายเขียนไว้
++ความขัดแย้งหลักยังคงอยู่
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้มุมมองว่า ปีหน้าถ้าวันเลือกตั้งชัดเจน จะเห็นโฉมหน้ากลุ่มก้อนทางการเมืองชัดขึ้น การจัดขั้วจัดค่าย การจัดระเบียบทางการเมืองจะชัดขึ้น อาจจะเห็นเค้าลางเห็นภาพการเมืองชัดขึ้นในปีต่อไป ถ้าปีหน้ามีการปลดล็อกก็จะเห็นไทม์ไลน์ของมันว่าจะสมัครเลือกตั้งเมื่อใด และจะให้พรรคเคลื่อนไหวอย่างไร
“น่าคิดนะ เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่าจะเลือกตั้งปลายพฤศจิกายน 2561 หุ้นขึ้นทะลุเพดาน เป็นประวัติศาสตร์ แสดงว่ามีนัยทางเศรษฐกิจทางการเมืองสูง ไม่ใช่แค่นัยการเลือกตั้งและการมีรัฐบาลใหม่เท่านั้น เพราะการเมืองกับเศรษฐกิจแยกกันไม่ออก ต้องดูว่าการบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาล คสช.สู่รัฐบาลเลือกตั้ง เป็นไปอย่างเรียบร้อยหรือไม่ มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ ยังมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงอีกหรือเปล่า คิดว่ายังเป็นประเด็นที่ต้องเอ็กซเรย์กันอยู่ ต้องจับตา เพราะต้องยอมรับว่าแม้จะมีรัฐประหารมา 4 ปีนี้ ความขัดแย้งแตกแยกไม่ได้หายไป ความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ จึงเป็นตัวแปรที่ทำให้การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านสถานการณ์พิเศษสู่สถานการณ์ปกติ ยังไม่มีความปกติในเร็ววัน มันต้องใช้เวลา”