เรื่องมีอยู่ว่าาาา......
เราเป็นลูกสาวคนโต มีน้องชายคนนึง เติบโตจากท้องไร่ท้องนา
ชีวิตวัยเด็ก ด้วยความที่พ่อรับราชการ มีความคิดการณ์ไกลกับการศึกษาจึงส่งเราไปเรียนในโรงเรียนในตัวจังหวัด ซึ้งสมัยนั้นการเดินทางเข้าในตัวเมืองต้องใช้เวลามาก ทั้งๆที่ระยะทางห่างแค่ 60 กม จากบ้านถึงตัวเมือง เด็ก 8 ขวบจากโรงเรียนบ้านนอกสู่ รร ในเมือง เพื่อนใหม่ สังคมใหม่ต่างกันอย่างลิบลับ ต้องอาศัยอยู่ห่อพักกับพี่สาวลูกของคุณป้า ซึ้งความห่างของวัยก็ประมาณเด็กและพี่เลี้ยงเด็ก ประมาณนั้น แต่อย่าหวังว่าพี่สาวจะดูแลอะไรเราดีเลย เพราะพี่ก็มีสังคมของพี่ สังคมวัยรุ่นก็ไม่ค่อยมีเวลามาใส่ใจเด็กหรอก เอาเป็นว่าชีวิตวัยเด็กเราก็ไม่ค่อยได้อยู่กับครอบครัวเท่าไหร่ กลับย้านบ้างสัปดาห์ละครั้งหรือก็ไม่ได้กลับแล้วแต่โอกาส บางทีแม่ก็เดินทางมาหาบ้างมาพักด้วยบ้างคืนนึงเพราะคิดถึงลูกท่าน แต่หลังจากที่แม่ท้องน้องชาย แม่ก็เดินทางไม่ค่อยสะดวกก็จะไม่ค่อยมา พออายุ 10 ขวบเราเริ่มโตเริ่มเดินทางกลับย้านเองได้แล้ว เราก็กลับไปอยู่บ้านนั่งรถประจำทาง ไป-กลับ รร เอง จนบางทีนั่งรถเลยป้ายก็มีมาแล้วเพราะหลับระหว่างทาง พอเข้ามัธยมด้วยความที่เราเรียนไม่ได้เก่งมากสอบเข้า รร ประจำจังหวัดไม่ติด พ่อกับแม่ก็เลยให้มาเรียนที่ รร ประจำอำเภอแทนซึ้งเราเองก็ไม่ได้อยากเข้าเรียน รร ใหญ่ๆอยู่แล้วก็เลยคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ซึ้งชีวิตที่ผ่านมาผลการศึกษาก็ระดับดีมาตลอด มัธยมก็เรียนดีเป็นหัวหน้าชั้น เป็นนักเรียนกิจกรรม แต่โดยส่วนตัวเราแล้วเราไม่ชอบอะไรที่มันเด่นๆ แต่ อาจารย์ที่ รร ดันรู้จักพ่อกับแม่เรา มันเลยติดทุกกิจกรรม เลี่ยงก็ไม่ได้ แต่ถามว่าพอกลับมาเรียนใกล้บ้านแล้วได้อยู่กับพ่อแม่ไหม ก็ยังไม่ค่อยได้อยู่เหมือนเดิม เพราะพ่อเพิ่งซื้อที่และอยากสร้างบ้านที่ติดกับสวน เราเลยได้อยู่บ้านที่เป็นบ้านหลังแรกคนเดียวโดยปริยาย ส่วนพ่อกับแม่และน้องอยู่ที่บ้านสวน วันๆไป รร กลับบ้าน กินข้าวที่บ้านพ่อแม่ แล้วก็กลับเข้าบ้านตัวเอง ตื่นเช้าไป รร ชีวิตก็มีอยู่เท่านนี้ .....พอเข้า มหาลัย แน่นอน ได้เรียนมหาลัยของรัฐ เป็นมหาลัยดังของจังหวัดจังหวัดนึง เรียนก็เรียนสาขานานาชาติ ค่าเทอมก็แสนแพงแต่พ่อก็ไม่ว่าอะไร อีกอย่างเรากู้เรียนด้วยก็เบาภาระพ่อไปเยอะ จริงๆเข้าเรียนสาขานี้คือไม่รู้เลยนะว่ามันคืออะไรยังไง ที่เลือกเรียนเพราะบังเอิญได้ยินเพื่อนถามอาจารย์ในชั่วโมงแนะแนวเฉยๆ แบบไม่ได้คิดอะไร ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากเป็นอะไรอยากทำอะไร เอาแค่ง่ายๆนะแค่ใช้ชีวิตคนเดียวกับอายุ15-16 ยังยากแล้ว ไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่นหรอก....และแล้วมหาลัยก็เรียนจบไปได้ด้วยดี จบออกมามีหน้าที่การงานดี หลังๆได้ร่วมงานกับบริษัทใหญ่ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนเหมือนๆคนอื่น ทำงาน 3 ปีเริ่มอยากมีรถเป็นของตัวเอง ก็เลยขอพ่ออีกว่าอยากได้ ซึ้งไม่ต้องสืบโดนด่าข้ามคืนเพราะแค่เงินเดือน 15,000 เงินเก็บไม่มี ท่านคงคิดว่าไม่รอดแน่ๆ ท่านกลัวจะเสียเงินฟรีๆ แต่ส่วนตัวเรามั่นใจว่าทำได้ เพราะค่าใช้จ่ายเราไม่เยอะบัตรเครดิตอะไรก็ไม่มี ก็มั่นใจระดับนึงว่าเรามีปัญญาผ่อนหมดแน่ๆอีกอย่างเราจำเป็นต้องใช้ไปทำงาน คือเราต้องยืมรถพี่สาวไปทำงานทุกวันเราก็เกรงใจสามีเค้า พ่อก็บอกว่าให้ซื้อมอไซคันเร็กๆขับไปก่อนสิ แต่ในความคิดเราคือไหนๆจะซื้ออะไรๆทั้งทีเอาใหญ่ๆครั้งเดียวเลยดีกว่า อีกอย่างปลอดภัยกว่าด้วยเพราะถ้าขี่มอไซ ไปทำงานในเขตอุตสาหกรรม เหอๆจะโดนรถหัวลากเหยียบเมือไหร่ก็ยังนึกไม่ออก ส่วนตัวเราขอปลอดภัยไว้ก่อนล่ะว่ะ แต่พ่อก็ยังไม่ยอม ทะเลาะกันใหญ่มากจนเราร้องไห้ฟูมฟายเลยล่ะ แต่พอตื่นเช้ามาแกก็พาไปโชว์รูมรถ ไม่รู้แม่กล่อมอะไรรึเปล่าถึงเปลี่ยนใจ พอไปโชว์รูมเสร็จพ่อก็เลือกสีให้ แต่เราเลือกยี่ห้อและรุ่นเองแน่นอนว่ารถคันแรกเน้นปลอดภัยคงไม่ใช่สกุลค่ายเจแปน พ่อจ่ายค่าดาวให้ไปแสนหก เพราะกลัวลูกจะผ่อนไม่ไหวเลยเลือกดาวห์แพงๆไว้ให้ก่อนเพื่อจะได้ผ่อนสบายๆ เราได้รถขับหลังจากวันนั้น 2 สัปดาห์ ชีวิตก็สะดวกขึ้นเยอะ ขับไปกลับปลอดภัยหายห่วง แถมเป็นที่หือฮากันมากในที่ทำงานเพราะเราเด็กสุดกลับมีเงินซื้อรถก่อนคนแก่บางคนในแผนก แต่นั้นแหละก็หาแคร์ไม่ เพราะเราซื้อมาใช้งานไม่ใช่ให้คนมาอิจฉาเลยไม่สนใจ ตอนนั้นนอกจากผ่อนรถก็ไม่มีอะไร เงินเก็บ โบนัสออกก็แบ่งให้ที่บ้านบ้างเพราะเรารู้ว่าบ้านเรามีหนี้อยู่ เราก็ทยอยๆส่งจนครบหนี้ที่พ่อดาวรถให้แล้ว คราวนี้พอหมดไม่ต้องส่งให้ที่บ้านมากเหมือนแต่ก่อนเราก็มีเงินเหลือเยอะ คราวนี้เลยอยากได้ของที่ตัวเองอยากได้บ้างก็เริ่มช้อปเก่งขึ้น จนเริ่มรู้จักบัตรเครดิต แต่นั้นแหละเพราะเรารู้ตัวว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่มันเลยทำให้เราทะนงตัวว่าเอาอยู่ ชีวิตก็เริ่มปรนเปรอตัวเองมาเรื่อยๆ ยิ่งกลับบ้านช่วงเทศกาลไม่ต้องสืบ รุดปรืดดดเป็นว่าเล่น จนเป็นเหตุให้คิดเริ่มหางานใหม่เพราะเราอยากได้เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ได้สมใจตามปราถนา บริษัทใหญ่ 1 ใน 10 แบรนด์ดังระดับโลก ก็ทำไปเรื่อยๆ พอเราเจอสังคมที่ใหญ่ขึ้น ชีวิตก็เปลี่ยนจากที่ไม่คิดจะออกนอกประเทศก็เริ่มคิดเพราะคนรอบๆข้างพูดกรอกหูทุกวัน เพื่อนๆที่ทำงานมีรสนิยมในการท่องเที่ยว ตปท เราก็ไปบ้างแต่อาศัยตั๋วฟรี ที่พักฟรีโดยหน้าตาเอา คือเราก้ไม่ไช่คนขี้เหร่ เอาเป้นว่า ผช ที่เข้ามาจีบนี่เลือกไม่ถูกทีเดียวบางครั้งจัดตารางให้แทบไม่ไหว คือไม่ใช่ว่าเราสวยมากนะ แต่เราเฟรนด์ลี่มาก เข้าสังคมเป้นมันเลยเป้นที่สนใจ แถมหน้าตาเป้นอาวุธ ดังนั้นไม่ต้องสืบ คือด้วยความที่เราโตมากับสังคม เราจะเรียนรู้ได้เองว่าอะไรที่สังคมต้องการหรือไม่ต้องการ เราก็จะประบตัวได้เร็วกว่าคนอื่น เราไม่ใช่คนเจ้าชู้นะ แต่แค่ยังไม่เจอคนที่ใช่ บางคนว่าเราหยิ่งซึ้งเราก้ไม่สน บางคนว่าเราคงชอบแต่คนหล่อๆรวยๆแน่เลยเราก้ไม่สนอีก สรุปคืออะไรค่อยว่ากันเพราะไม่เกี่ยวกับกะกระทู้ ก้นั้นแหละ......พอสังคมเปลี่ยน การใช้เงินก็เปลี่ยน จากมีบัตรเครดิตใบเดียวกลายเป็น 2 -3 ใบเพราะมันเป็นเรื่องปกติของคนสังคมนี้ การเงินเริ่มไม่เป็นระเบียบจากที่เคยส่งเงินให้ที่บ้านก็แทบไม่มี ผ่านไป 3 ปีเลยคิดว่าไม่ไหวแล้วเราต้องหารายได้เพิ่ม จนมาวันนึงเป้นจุดเปลี่ยนชีวิตจากติดลบเป็น บวก..นั้นก็คือการไปเรียนต่อ ตปท! แล้วเด่วมาอัพเดทต่อค่ะ
จริงๆแล้วคนเป็นพ่อเป็นแม่เค้าคาดหวังอะไรกับลูกสาว?
เราเป็นลูกสาวคนโต มีน้องชายคนนึง เติบโตจากท้องไร่ท้องนา
ชีวิตวัยเด็ก ด้วยความที่พ่อรับราชการ มีความคิดการณ์ไกลกับการศึกษาจึงส่งเราไปเรียนในโรงเรียนในตัวจังหวัด ซึ้งสมัยนั้นการเดินทางเข้าในตัวเมืองต้องใช้เวลามาก ทั้งๆที่ระยะทางห่างแค่ 60 กม จากบ้านถึงตัวเมือง เด็ก 8 ขวบจากโรงเรียนบ้านนอกสู่ รร ในเมือง เพื่อนใหม่ สังคมใหม่ต่างกันอย่างลิบลับ ต้องอาศัยอยู่ห่อพักกับพี่สาวลูกของคุณป้า ซึ้งความห่างของวัยก็ประมาณเด็กและพี่เลี้ยงเด็ก ประมาณนั้น แต่อย่าหวังว่าพี่สาวจะดูแลอะไรเราดีเลย เพราะพี่ก็มีสังคมของพี่ สังคมวัยรุ่นก็ไม่ค่อยมีเวลามาใส่ใจเด็กหรอก เอาเป็นว่าชีวิตวัยเด็กเราก็ไม่ค่อยได้อยู่กับครอบครัวเท่าไหร่ กลับย้านบ้างสัปดาห์ละครั้งหรือก็ไม่ได้กลับแล้วแต่โอกาส บางทีแม่ก็เดินทางมาหาบ้างมาพักด้วยบ้างคืนนึงเพราะคิดถึงลูกท่าน แต่หลังจากที่แม่ท้องน้องชาย แม่ก็เดินทางไม่ค่อยสะดวกก็จะไม่ค่อยมา พออายุ 10 ขวบเราเริ่มโตเริ่มเดินทางกลับย้านเองได้แล้ว เราก็กลับไปอยู่บ้านนั่งรถประจำทาง ไป-กลับ รร เอง จนบางทีนั่งรถเลยป้ายก็มีมาแล้วเพราะหลับระหว่างทาง พอเข้ามัธยมด้วยความที่เราเรียนไม่ได้เก่งมากสอบเข้า รร ประจำจังหวัดไม่ติด พ่อกับแม่ก็เลยให้มาเรียนที่ รร ประจำอำเภอแทนซึ้งเราเองก็ไม่ได้อยากเข้าเรียน รร ใหญ่ๆอยู่แล้วก็เลยคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ซึ้งชีวิตที่ผ่านมาผลการศึกษาก็ระดับดีมาตลอด มัธยมก็เรียนดีเป็นหัวหน้าชั้น เป็นนักเรียนกิจกรรม แต่โดยส่วนตัวเราแล้วเราไม่ชอบอะไรที่มันเด่นๆ แต่ อาจารย์ที่ รร ดันรู้จักพ่อกับแม่เรา มันเลยติดทุกกิจกรรม เลี่ยงก็ไม่ได้ แต่ถามว่าพอกลับมาเรียนใกล้บ้านแล้วได้อยู่กับพ่อแม่ไหม ก็ยังไม่ค่อยได้อยู่เหมือนเดิม เพราะพ่อเพิ่งซื้อที่และอยากสร้างบ้านที่ติดกับสวน เราเลยได้อยู่บ้านที่เป็นบ้านหลังแรกคนเดียวโดยปริยาย ส่วนพ่อกับแม่และน้องอยู่ที่บ้านสวน วันๆไป รร กลับบ้าน กินข้าวที่บ้านพ่อแม่ แล้วก็กลับเข้าบ้านตัวเอง ตื่นเช้าไป รร ชีวิตก็มีอยู่เท่านนี้ .....พอเข้า มหาลัย แน่นอน ได้เรียนมหาลัยของรัฐ เป็นมหาลัยดังของจังหวัดจังหวัดนึง เรียนก็เรียนสาขานานาชาติ ค่าเทอมก็แสนแพงแต่พ่อก็ไม่ว่าอะไร อีกอย่างเรากู้เรียนด้วยก็เบาภาระพ่อไปเยอะ จริงๆเข้าเรียนสาขานี้คือไม่รู้เลยนะว่ามันคืออะไรยังไง ที่เลือกเรียนเพราะบังเอิญได้ยินเพื่อนถามอาจารย์ในชั่วโมงแนะแนวเฉยๆ แบบไม่ได้คิดอะไร ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากเป็นอะไรอยากทำอะไร เอาแค่ง่ายๆนะแค่ใช้ชีวิตคนเดียวกับอายุ15-16 ยังยากแล้ว ไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่นหรอก....และแล้วมหาลัยก็เรียนจบไปได้ด้วยดี จบออกมามีหน้าที่การงานดี หลังๆได้ร่วมงานกับบริษัทใหญ่ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนเหมือนๆคนอื่น ทำงาน 3 ปีเริ่มอยากมีรถเป็นของตัวเอง ก็เลยขอพ่ออีกว่าอยากได้ ซึ้งไม่ต้องสืบโดนด่าข้ามคืนเพราะแค่เงินเดือน 15,000 เงินเก็บไม่มี ท่านคงคิดว่าไม่รอดแน่ๆ ท่านกลัวจะเสียเงินฟรีๆ แต่ส่วนตัวเรามั่นใจว่าทำได้ เพราะค่าใช้จ่ายเราไม่เยอะบัตรเครดิตอะไรก็ไม่มี ก็มั่นใจระดับนึงว่าเรามีปัญญาผ่อนหมดแน่ๆอีกอย่างเราจำเป็นต้องใช้ไปทำงาน คือเราต้องยืมรถพี่สาวไปทำงานทุกวันเราก็เกรงใจสามีเค้า พ่อก็บอกว่าให้ซื้อมอไซคันเร็กๆขับไปก่อนสิ แต่ในความคิดเราคือไหนๆจะซื้ออะไรๆทั้งทีเอาใหญ่ๆครั้งเดียวเลยดีกว่า อีกอย่างปลอดภัยกว่าด้วยเพราะถ้าขี่มอไซ ไปทำงานในเขตอุตสาหกรรม เหอๆจะโดนรถหัวลากเหยียบเมือไหร่ก็ยังนึกไม่ออก ส่วนตัวเราขอปลอดภัยไว้ก่อนล่ะว่ะ แต่พ่อก็ยังไม่ยอม ทะเลาะกันใหญ่มากจนเราร้องไห้ฟูมฟายเลยล่ะ แต่พอตื่นเช้ามาแกก็พาไปโชว์รูมรถ ไม่รู้แม่กล่อมอะไรรึเปล่าถึงเปลี่ยนใจ พอไปโชว์รูมเสร็จพ่อก็เลือกสีให้ แต่เราเลือกยี่ห้อและรุ่นเองแน่นอนว่ารถคันแรกเน้นปลอดภัยคงไม่ใช่สกุลค่ายเจแปน พ่อจ่ายค่าดาวให้ไปแสนหก เพราะกลัวลูกจะผ่อนไม่ไหวเลยเลือกดาวห์แพงๆไว้ให้ก่อนเพื่อจะได้ผ่อนสบายๆ เราได้รถขับหลังจากวันนั้น 2 สัปดาห์ ชีวิตก็สะดวกขึ้นเยอะ ขับไปกลับปลอดภัยหายห่วง แถมเป็นที่หือฮากันมากในที่ทำงานเพราะเราเด็กสุดกลับมีเงินซื้อรถก่อนคนแก่บางคนในแผนก แต่นั้นแหละก็หาแคร์ไม่ เพราะเราซื้อมาใช้งานไม่ใช่ให้คนมาอิจฉาเลยไม่สนใจ ตอนนั้นนอกจากผ่อนรถก็ไม่มีอะไร เงินเก็บ โบนัสออกก็แบ่งให้ที่บ้านบ้างเพราะเรารู้ว่าบ้านเรามีหนี้อยู่ เราก็ทยอยๆส่งจนครบหนี้ที่พ่อดาวรถให้แล้ว คราวนี้พอหมดไม่ต้องส่งให้ที่บ้านมากเหมือนแต่ก่อนเราก็มีเงินเหลือเยอะ คราวนี้เลยอยากได้ของที่ตัวเองอยากได้บ้างก็เริ่มช้อปเก่งขึ้น จนเริ่มรู้จักบัตรเครดิต แต่นั้นแหละเพราะเรารู้ตัวว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่มันเลยทำให้เราทะนงตัวว่าเอาอยู่ ชีวิตก็เริ่มปรนเปรอตัวเองมาเรื่อยๆ ยิ่งกลับบ้านช่วงเทศกาลไม่ต้องสืบ รุดปรืดดดเป็นว่าเล่น จนเป็นเหตุให้คิดเริ่มหางานใหม่เพราะเราอยากได้เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ได้สมใจตามปราถนา บริษัทใหญ่ 1 ใน 10 แบรนด์ดังระดับโลก ก็ทำไปเรื่อยๆ พอเราเจอสังคมที่ใหญ่ขึ้น ชีวิตก็เปลี่ยนจากที่ไม่คิดจะออกนอกประเทศก็เริ่มคิดเพราะคนรอบๆข้างพูดกรอกหูทุกวัน เพื่อนๆที่ทำงานมีรสนิยมในการท่องเที่ยว ตปท เราก็ไปบ้างแต่อาศัยตั๋วฟรี ที่พักฟรีโดยหน้าตาเอา คือเราก้ไม่ไช่คนขี้เหร่ เอาเป้นว่า ผช ที่เข้ามาจีบนี่เลือกไม่ถูกทีเดียวบางครั้งจัดตารางให้แทบไม่ไหว คือไม่ใช่ว่าเราสวยมากนะ แต่เราเฟรนด์ลี่มาก เข้าสังคมเป้นมันเลยเป้นที่สนใจ แถมหน้าตาเป้นอาวุธ ดังนั้นไม่ต้องสืบ คือด้วยความที่เราโตมากับสังคม เราจะเรียนรู้ได้เองว่าอะไรที่สังคมต้องการหรือไม่ต้องการ เราก็จะประบตัวได้เร็วกว่าคนอื่น เราไม่ใช่คนเจ้าชู้นะ แต่แค่ยังไม่เจอคนที่ใช่ บางคนว่าเราหยิ่งซึ้งเราก้ไม่สน บางคนว่าเราคงชอบแต่คนหล่อๆรวยๆแน่เลยเราก้ไม่สนอีก สรุปคืออะไรค่อยว่ากันเพราะไม่เกี่ยวกับกะกระทู้ ก้นั้นแหละ......พอสังคมเปลี่ยน การใช้เงินก็เปลี่ยน จากมีบัตรเครดิตใบเดียวกลายเป็น 2 -3 ใบเพราะมันเป็นเรื่องปกติของคนสังคมนี้ การเงินเริ่มไม่เป็นระเบียบจากที่เคยส่งเงินให้ที่บ้านก็แทบไม่มี ผ่านไป 3 ปีเลยคิดว่าไม่ไหวแล้วเราต้องหารายได้เพิ่ม จนมาวันนึงเป้นจุดเปลี่ยนชีวิตจากติดลบเป็น บวก..นั้นก็คือการไปเรียนต่อ ตปท! แล้วเด่วมาอัพเดทต่อค่ะ