เมื่อผมก้าวข้ามความเห็นแก่ตัวได้

ผมอายุ 41 ปี เป็นหมอเฉพาะทางกระดูกและข้อ ทำงานในอำเภอใน จ. นครราชสีมา เริ่มบริจาคเลือดครั้งแรกตั้งแต่ชั้น ม.6 เพราะครูที่ รร. ขออาสาสมัครเพื่อนำเลือดไปให้ญาติที่กำลังจะผ่าตัด ผมรู้สึกดีมาก เลือดของเราทำประโยชน์ได้ด้วยเหรอ?  หลังจากนั้นมาผมก็บริจาคเลือดเกือบทุก 3 เดือน และมารู้ภายหลังว่าเลือดเรากลุ่ม O Rh negative  เป็นกลุ่มหายาก เป็นเลือดผู้ให้ ( แต่ตอนรับต้องรับเลือด O Rh negative พวกเดียวกัน ผมจึงห้ามป่วย ห้ามมีอุบัติเหตุ 55) ให้กลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องการเลือดได้ทันที ทุกครั้งที่ไปบริจาค จนท.ก็จะมองผมเป็นคนพิเศษเมื่อเห็นบัตรบริจาคเลือด(แอบภูมิใจเล็กๆ)  ผมบริจาคเลือดจนได้จำนวน 54 ครั้ง ไปบริจาคหลาย รพ. มาก เพราะทั้งตอนเรียนแพทย์ทั่วไป ตอนเรียนแพทย์เฉพาะทาง ตอนทำงานจะย้ายที่ทำงานบ่อยๆ ตามวิถีชีวิตหมอเลยหละ บางครั้งคลังเลือดก็จะโทรหาผมโดยตรงเลยเพื่อขอเลือดให้ผู้ป่วยที่เตรียมผ่าตัดครับ ผมมาหยุดบริจาคไปประมาณ 3 ปี เพราะมารักตัวเอง(กึ่งเห็นแก่ตัว) มาเล่นกล้ามควบคุมอาหาร ตัวผมก็ดีขึ้นจริงๆ ไม่ป่วย หายอ้วน โรคไขมันในเลือดสูงก็หายปกติทุกปีที่ตรวจ ผมคิดว่าหากไปบริจาคเลือดแล้วจะทำให้เสียสารอาหาร การพัฒนาการกล้ามเนื้อจะช้าลงและคิดว่าเราเป็นหมอรักษาคนไข้ก็ได้บุญอยู่แล้วหยุดบริจาคเลือดก็ได้(หลอกตัวเอง) แต่ผมก็จะแอบรู้สึกผิดในใจเสมอทุกครั้งที่เดินผ่านหน่วยรับบริจาคเลือดในห้างสรรพสินค้าตลอดมา
           จนวันนี้ผมมาทำธุระใน รพ. มหารราชนครราชสีมา เดินผ่านห้องรับบริจาคเลือดไปได้ประมาณ 10 ก้าว ผมก็คิดว่าใกล้ปีใหม่เราทำเพื่อตนเองมามากเกินไปแล้ว ทำให้คนอื่นบ้าง เอาวะ ผมหันกลับเดินเข้าไปในห้องบริจากเลือด แล้วแจ้ง จนท.เลยว่าจะมาบริจาคเลือดครับ แล้วความฟินก็บังเกิดตอน จนท. แทงเข็มเข้าไปในเส้นเลือดครับ ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแบบนี้มันกลับมาแล้วที่เคยห่างหายไปนานมากๆ เจ็บแบบมีความสุขครับจริงๆครับ เหมือนเล่นกล้ามแล้วปวดกล้ามเนื้อหลังเล่นครับ ผมคิดว่าการให้ของขวัญปีใหม่อันยิ่งใหญ่คือการให้ชีวิตใหม่ การต่อชีวิตคนอื่นๆ เพราะช่วงปีใหม่จะมีอุบัติเหตุมาก มีความต้องการใช้เลือดสูง เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแค่ก้าวผ่านความกลัวความเจ็บแค่นั้นครับ แต่เมื่อมันเข้าไปในตัวผู้ป่วยมันมีค่ามากมายครับชี้เป็นชี้ตายให้ผู้ป่วยได้เลยหละ เพียงใช้เลือดตัวสำรอง(ส่วนน้อย)ของเรา เลือดตัวจริง(ส่วนใหญ่)ก็ยังอยู่ สักพักก็ผลิตขึ้นมาใหม่  กล้ามผมมันจะไม่ใหญ่ก็ช่างมันแล้ว เราบริจาคเงินกันเพื่ออุปกรณ์แพทย์ เพื่อสร้างตึกในรพ. แต่มันก็อยู่นอกตัวผู้ปวย แต่ถ้าเราบริจาคเลือดมันเข้าไปในตัวผู้ป่วยโดยตรงเลยครับ




      แล้วบททดสอบก็มาถึงช่วงค่ำหลังปิดคลินิก ผมไปยิมครับเป็นวันที่ผมต้องเล่นกล้ามขา Leg Day  ต้องใช้พลังงานสูงมากกว่าเล่นกล้ามส่วนอื่น แล้ววันนี้ผมก็เพิ่งเสียเลือดไปแล้ว 450-500 cc.  คนเล่นกล้ามจะกลัววันเล่นขาครับ หรือบางคนไม่เล่นขาเลย55 ปรากฎว่าผมเล่นได้ตามปกติเลยครับ Squart ที่ 100 Kg. (รวมบาร์) ก็ได้จำนวนครั้งเท่าเดิมเลยครับ  ผมก้าวผ่านความรู้สึกผิดในใจได้แล้ว และผมจะกลับมาบริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมออีกครั้งครับ ขอบคุณที่รับฟังความรู้สึกของผมในวันนี้ครับ  ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่คิดกันแต่ว่า “ สังคมจะให้อะไรกับเรา เราจะเอาอะไรได้บ้างจากสังคมจากส่วนรวม --- มาคิดใหม่กันเถอะครับว่าเราจะให้อะไรกับสังคมกับส่วนรวมได้บ้าง”


                                                                                                                                  

                            ขอบคุณครับ  S. Jettawong  28/DEC/2017
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่