สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
ช็อกทำไม ดีแล้วครับ
ขนมปังต่างๆ ที่ขายในร้าน เจ็ดสิบเอ็ด นี่ตัวดีเลย ใส่เนยขาวทั้งนั้น จะได้เปลี่ยนเสียที
ขนมปังต่างๆ ที่ขายในร้าน เจ็ดสิบเอ็ด นี่ตัวดีเลย ใส่เนยขาวทั้งนั้น จะได้เปลี่ยนเสียที
มุกทะเลใต้ ถูกใจ, armstr ถูกใจ, ลดน้ำหนักไปทางไหน? ถูกใจ, คุณหนูหลิว ถูกใจ, Jeannie_Jean ถูกใจ, Clamp Over ถูกใจ, Vicious Vixen ถูกใจ, Nangfaa_p ถูกใจ, มังกรจอมใจ ถูกใจ, Akatosh ถูกใจรวมถึงอีก 125 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 7
ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว ในต่างประเทศเขาจะแบนไม่ให้เอามาใส่อาหารแล้ว เมืองไทยตามได้ทันก็ถือว่าเราก็ทันโลกทันสมัยไม่น้อย
แต่กะไว้แล้วเชียวว่าพวกผู้ผลิต จะต้องขอผ่อนปรน ขอใส่ของมีพิษภัยนี้ลงในอาหารขายให้กับลูกค้าไปก่อน เอ้า เรามาดูกัน ว่า สุขภาพชาวไทย ที่เกี่ยวโยงถึงความเป็นความตายโรคภัยไข้เจ็บ กับผลกำไรของบางบริษัท ใครจะสำคัญกว่ากัน?
--==NICK==--
แต่กะไว้แล้วเชียวว่าพวกผู้ผลิต จะต้องขอผ่อนปรน ขอใส่ของมีพิษภัยนี้ลงในอาหารขายให้กับลูกค้าไปก่อน เอ้า เรามาดูกัน ว่า สุขภาพชาวไทย ที่เกี่ยวโยงถึงความเป็นความตายโรคภัยไข้เจ็บ กับผลกำไรของบางบริษัท ใครจะสำคัญกว่ากัน?
--==NICK==--
สมาชิกหมายเลข 4161737 ถูกใจ, Clamp Over ถูกใจ, Aloha2HKT ถูกใจ, takkylampang ถูกใจ, คนที่ใช่ไม่ต้องพยายามอะไรก็รัก ถูกใจ, ถามไม่ตอบ ถูกใจ, นางฟ้าปีกสีชมพู ถูกใจ, เม่าเมามาว ถูกใจ, Corrs ถูกใจ, FINE TOTORO ถูกใจรวมถึงอีก 44 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 6
แล้วพวกครีมเทียมล่ะ กาแฟ3อิน1 เครื่องดื่มพร้อมชงทั้งหลาย ใส่ครีมเทียมเยอะมาก
Clamp Over ถูกใจ, charbon ถูกใจ, Aloha2HKT ถูกใจ, คนที่ใช่ไม่ต้องพยายามอะไรก็รัก ถูกใจ, นางฟ้าปีกสีชมพู ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1340260 ถูกใจ, สาระไม่ค่อยมี ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 712306 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 968003 ถูกใจ, pimsiri ถูกใจรวมถึงอีก 27 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 3
ใครเห็นด้วยรบกวนโหวตให้ที ผู้ผลิตอาหารจะได้ทยอยเปลี่ยน ก่อนกฎหมายออกบังคับใช้ มิย 2561
ความคิดเห็นที่ 8
ดี เห็นด้วยค่ะ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้อีกนิด
เพราะถ้าประชาชน กินแล้วเจ็บป่วย ก็กลับเข้าสู่ความรับผิดชอบของรัฐอีกเหมือนเดิม บางคนอาจจะมีเงินจ่ายค่ารักษาเอง แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องวิ่งเข้ารักษาใน รพ.รัฐ
เพราะถ้าประชาชน กินแล้วเจ็บป่วย ก็กลับเข้าสู่ความรับผิดชอบของรัฐอีกเหมือนเดิม บางคนอาจจะมีเงินจ่ายค่ารักษาเอง แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องวิ่งเข้ารักษาใน รพ.รัฐ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ช็อก! อย.ห้ามใช้ไขมันทรานส์ อุตฯอาหาร-เบเกอรี่ปรับสูตรผลิต- ใครฝ่าฝืนพร้อมมีบทลงโทษหนัก เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
https://www.prachachat.net/facebook-instant-article/news-91176
###########################################################
ใครเห็นด้วยรบกวนโหวตให้ที ผู้ผลิตอาหารจะได้ทยอยเปลี่ยน ก่อนกฎหมายออก เริ่มบังคับใช้ มิย 2561
######################
วงการอาหาร-เบเกอรี่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ อย.-สาธารณสุข เตรียมออกประกาศ ห้ามใช้ไขมันทรานส์ในอาหาร ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ-หลอดเลือด หลังสหรัฐคุมเข้มสั่งห้ามใช้เด็ดขาดหลังมิถุนายน 61 แจงต้องเร่งสกัด หวังปิดทางอาหารมีส่วนผสมไขมันทรานส์สูงจากสหรัฐทะลักเข้าไทย สถาบันโภชนาการ มหิดล ชี้ “โดนัท-พัฟ-เพสทรี-เวเฟอร์-มาร์การีน-เนย” แจ็กพอตยกแผง ผู้ผลิตป่วนถึงขั้นต้องรื้อสูตร
อย.ห้ามใช้ไขมันทรานส์
น.ส.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อย.ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. …. เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร (ฉบับที่ 3) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 (1) และมาตรา 6 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยให้เพิ่มความลงในข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 151 (พ.ศ. 2536) เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร ลงวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ในข้อ 2.13 “ห้ามใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (ไขมันทรานส์) “ยกเว้น” การใช้ในการผลิตอาหารเพื่อการส่งออก”
การออกประกาศฉบับดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า “ไขมันทรานส์ (trans fatty acids)” จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oil) จะเพิ่ม “ความเสี่ยง” ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น อย.จึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวขึ้น โดยขณะนี้ตัวร่างอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ โรงงานผลิตวัตถุดิบอาหาร, โรงงานผลิตน้ำมันพืช, โรงงานผลิตนม-เนย-เบเกอรี่ และโดนัท ฯลฯ ที่ใช้กระบวนการผลิตที่มีไขมันทรานส์เกิดขึ้น
“เราเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักอาหาร อย. รวมถึงการส่งหนังสือไปยังองค์การการค้าโลก (WTO) ด้วย และให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่งความคิดเห็นกลับมายัง อย. ภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ หลังจากนั้น อย.จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดสรุปเสนอคณะกรรมการอาหาร ที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน หากความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อย.จะเร่งประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา” น.ส.ทิพย์วรรณกล่าว
หวั่นสหรัฐทุ่มไขมันทรานส์
น.ส.จิตรา เศรษฐอุดม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข กล่าวว่า USFDA ได้ออกกฎหมายการผลิตอาหารในสหรัฐต้องมีไขมันทรานส์เป็น 0% หรือห้ามไม่ให้มีไขมันทรานส์ กฎหมายของ USFDA ฉบับนี้ออกมาในเดือนมิถุนายน 2558 โดยให้ระยะเวลาผู้ผลิตปรับกระบวนการผลิต 3 ปี (ครบกำหนด 16 มิถุนายน 2561) ขณะที่ อย.ก็ได้ตื่นตัวในเรื่องนี้พร้อมกับสหรัฐเช่นกัน ที่ผ่านมาทาง อย.เองก็ได้รับหนังสือเวียนจาก WTO ถามความเห็นในกรณีของ USFDA ห้ามใช้ไขมันทรานส์ด้วย จึงเป็นที่มาให้ อย.เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมอนามัย-กรมวิทยาศาสตร์-มหาวิทยาลัยมหิดล) มาพิจารณาหารือเรื่องความเสี่ยงของไขมันทรานส์ โดยการดำเนินการให้เรื่องนี้จะต้องไม่เป็นการกีดกันทางการค้าในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิก WTO
โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ก็คือ อาหารและเบเกอรี่ต่าง ๆ ที่ผลิตโดยมีไขมันทรานส์จากโรงงานในสหรัฐ “อาจจะ” ถูกส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ก่อนที่ USFDA จะประกาศห้ามไม่ให้มีไขมันทรานส์ในอาหาร หลังวันที่ 16 มิถุนายน 2561
ไทย Free-Trans fat
ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ได้การวิจัยเรื่องประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์ Thailand : Trans fat-Free Country โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นผู้ให้ทุนผลการวิจัยพบว่า อาหารในท้องตลาดที่ปนเปื้อนกรดไขมันทรานส์ในระดับเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ในประเทศไทย ได้แก่ โดนัททอด, พัฟและเพสทรี, เวเฟอร์, มาร์การีน และเนย เพียงบางยี่ห้อ
ทั้งนี้ ผลการวิจัยได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยสามารถประกาศสถานะปลอดกรดไขมันทรานส์ได้ภายใน 1 ปี ด้วยการดำเนินการภายใต้เงื่อนไข 1) คำจำกัดความของ “ปลอดไขมันทรานส์” ไม่ใช่การตรวจไม่พบ แต่เป็นการกำหนดความเข้มข้นสูงสุดของไขมันทรานส์ที่ยอมให้มีได้ โดยใช้ปริมาณที่พบได้ในธรรมชาติเป็นเกณฑ์ (ไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค ในขณะที่ WHO แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคกรดไขมันทรานส์ โดยไม่ควรบริโภคเกินกว่า 2.2 กรัม/วัน) 2) ผู้ผลิตน้ำมันและไขมันจะต้องดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนผลิตภัณฑ์เดิมที่ปนเปื้อนกรดไขมันทรานส์ โดยใช้กระบวนการ oil blending 3) เร่งรัดมาตรการด้านกฎหมายที่ห้ามมิให้ใช้ไขมันที่ผลิตจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนในการผลิตอาหาร เพื่อลดการได้เปรียบและเสียเปรียบทางการค้าของผู้ผลิตอาหาร และ 4) การกล่าวอ้างทางโภชนาการในผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวกับปริมาณไขมันทรานส์ ต้องพิจารณาทั้งปริมาณกรดไขมันทรานส์และกรดไขมันอิ่มตัว เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสนและเกิดผลเสียต่อสุขภาพ
เบเกอรี่ต้องรื้อสูตร
ด้าน นายนาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มัดแมน จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้าน “ดังกิ้นโดนัท” ในประเทศไทย กล่าวว่า ดังกิ้นโดนัทมีการใช้ไขมันทรานส์น้อยมาก และอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภค แต่หากมีกฎหมาย “ห้าม” ใช้กรดไขมันทรานส์อย่างเด็ดขาด (ไขมันทรานส์เป็น 0%) บริษัทพร้อมจะปรับเปลี่ยนสูตร
ขณะที่ผู้บริหารในธุรกิจอาหารและเบเกอรี่อีกรายกล่าวว่า ผู้ผลิตอาหารมีการปรับตัวเรื่องไขมันทรานส์มาตลอด เช่น การพัฒนาไขมัน-น้ำมันผ่านกระบวนการที่เรียกว่า oil blending มาทดแทนแล้ว
ขณะที่ นายกำธร ศิลาอ่อน รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายการผลิตและซัพพลายเชน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอาหาร-เบเกอรี่ “S&P” กล่าวว่า ใช้น้ำมันรำข้าวในโรงงานผลิตสินค้า ขณะที่ร้านในสาขาต่าง ๆ นั้นจะใช้น้ำมันถั่วเหลืองควบคู่กันไปด้วย ส่วน นายอรรคสิทธิ์ ภู่ประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหอมมนต์เบเกอรี่ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบเกอรี่แบรนด์ “หอมมนต์” กล่าวว่า เบเกอรี่ทุกรายการของหอมมนต์เป็นสูตรไร้ไขมันทรานส์อยู่แล้ว แต่หากผู้ประกอบการรายใดที่ใช้สูตรที่มีไขมันทรานส์อยู่ หากต้องเปลี่ยนให้เป็นไขมันทรานส์ 0% จะมีต้นทุนจากวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และต้องทำการรื้อสูตรเบเกอรี่ใหม่หมด เนื่องจากวัตถุดิบที่เปลี่ยนไป
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ต้นปีหน้า ทางสถาบันอาหาร-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)-สภาหอการค้าไทย จะร่วมกันเข้าไปหารือกับทาง อย. เพื่อขอ “ผ่อนปรน” และ “ยืดเวลา” เพื่อปรับตัวในการบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องไขมันทรานส์ เนื่องจากปัจจุบันมีสมาชิกและผู้ประกอบการเพียงบางรายเท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่า ในอนาคตก็ต้องบังคับใช้แน่นอน “หากใช้ในเร็ว ๆ นี้มีผลกระทบแน่นอนกับผู้ประกอบการ”
เนื่องจากการปลอดไขมันทรานส์นั้น ผู้ประกอบการจะต้องมีการลงทุนปรับเปลี่ยนไลน์การผลิต-ลงทุนเครื่องจักร หรือแม้แต่ปรับสูตรขนมและอาหารใหม่ทั้งหมด การปรับตัวจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงห่วงว่า ผู้ประกอบการรายกลางและเล็กจะกระทบหนัก ขณะที่รายใหญ่ “ไม่น่ามีปัญหา” ระหว่างนี้สถาบันอาหารเองต้องให้ข้อมูลด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารทุกประเภท อาทิ สูตรการผลิต ที่ตลาดต้องการและสอดรับกับกฎหมายที่จะออกมาใหม่