ผมได้มีโอกาสไปนั่งฟังท่านประธานธนินท์จากซีพี เมื่อครั้งท่านไปกล่าวปาฐกถาในงานแสดงเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้าที่กองทัพเรือจัดขึ้น งานนี้ท่านพูดเรื่อง การพัฒนาEEC (ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก)ให้สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0
ตอนแรกผมยอมรับว่าไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ว่าไทยเรามีศักยภาพที่จะปรับปรุง หรือพัฒนาให้เป็นไปได้ตามทฤษฎีได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่าแผนพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมันไม่เคยจะต่อเนื่องกัน ทำกันคนละท่อนสองท่อน พอหมดสมัยเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละทีก็กลับมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่
แต่พอได้มีโอกาสฟังท่านประธานธนินท์จนจบ ก็พบว่าประเทศไทยยุคนี้เราโชคดีอยู่หลายจุดทีเดียว มันเป็นเรื่องความเหมาะจงลงตัวของเรื่องเวลา ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่สามารถทำได้รวดเร็วในรัฐบาลนี้ ความสนใจจากทั่วโลกที่พุ่งเป้ามายังอาเซียน นโยบาย one belt one road ของจีน ที่เป็นตัวเสริมสร้างพลังให้เกิดข้อได้เปรียบหลายอย่างในการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับประเทศไทย จะเห็นได้ว่าทุกอย่างเหมือนถูกจัดสรรมาอย่างลงตัวให้เอิ้อกับการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0

และเมื่อท่านประธานธนินท์พูดจบ ผมก้อต้องแปลกใจอีกรอบ ยอมรับในใจลึกๆว่าคาดการณ์ผิด นึกว่าท่านจะมาพูดเรื่องธุรกิจ e-commerce หรือ online ที่เพิ่งจะควบรวมกับแจ๊ค หม่า แห่ง Alibaba Group แต่กลับกลายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างเมืองแห่งอนาคต สำหรับท่านแล้วคือการสร้างคน การสร้างคนของท่านในที่นี้คือพัฒนาคนที่อยู่ในประเทศไทยให้มีความสามารถทัดเทียมกับต่างประเทศ และดึงดูดคนเก่งจากต่างประเทศไปพร้อมๆกันด้วย เห็นว่าถึงขนาดจะให้สัญชาติไทยกันเลยทีเดียว ถ้าใครสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศได้ โดยทั้งนี้ทั้งนั้นท่านก็ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ยังเล่าถึงวิสัยทัศน์โดยพร้อมที่จะลงทุนในทรัพยากรบุคคล และสร้างระบบนิเวศน์ ตลอดจนให้สวัสดิการ สาธารนูปโภค แรงจูงใจต่างๆที่สามารถดึงดูดคนเหล่านั้นด้วย

ฟังจบผมจึงไม่ค่อยแปลกใจว่าคนเก่งๆมากมาย ทำไมถึงอาสาไปทำงานให้ท่านกัน ก็คงเพราะท่านให้ความสำคัญเรื่องคนมาเป็นอันดับหนึ่งนี่เอง ที่เหลือคือการบรรยายหน้าตาของเมืองอัจฉริยะ 4.0 ที่ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทราว่าจะน่าอยู่ ทันสมัย ไฉไล ปลอดภัยขนาดไหน ฟังจนคิดว่าจะหาเงินไปดาวคอนโดสักห้องอยู่ที่นั่นน่าจะดี เพราะในเมืองนั้นนอกจากจะมีพื้นที่สีเขียวเป็นปอดให้คนในเมืองแล้ว ยังจะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศมาเปิดสาขา ตลอดจนโรงพยาบาลที่ว่าจะใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียนเลยก็ว่าได้ ยังไม่รวมถึงสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือน้ำลึก และรถไฟความเร็วสูงที่จะวิ่งออกจากกรุงเทพใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เรียกว่ามีทุกอย่างครบวงจรกันเลยทีเดียว ว่าแล้วเราก็เตรียมตัวเข้าไปสำรวจที่ทางภาคตะวันออกของบ้านเรากันดีไหมครับ จะได้ไม่ตกเทรน
แหนมเนือง
เจ้าสัวมองอย่างนี้
ตอนแรกผมยอมรับว่าไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ว่าไทยเรามีศักยภาพที่จะปรับปรุง หรือพัฒนาให้เป็นไปได้ตามทฤษฎีได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่าแผนพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมันไม่เคยจะต่อเนื่องกัน ทำกันคนละท่อนสองท่อน พอหมดสมัยเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละทีก็กลับมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่
แต่พอได้มีโอกาสฟังท่านประธานธนินท์จนจบ ก็พบว่าประเทศไทยยุคนี้เราโชคดีอยู่หลายจุดทีเดียว มันเป็นเรื่องความเหมาะจงลงตัวของเรื่องเวลา ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่สามารถทำได้รวดเร็วในรัฐบาลนี้ ความสนใจจากทั่วโลกที่พุ่งเป้ามายังอาเซียน นโยบาย one belt one road ของจีน ที่เป็นตัวเสริมสร้างพลังให้เกิดข้อได้เปรียบหลายอย่างในการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับประเทศไทย จะเห็นได้ว่าทุกอย่างเหมือนถูกจัดสรรมาอย่างลงตัวให้เอิ้อกับการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0
และเมื่อท่านประธานธนินท์พูดจบ ผมก้อต้องแปลกใจอีกรอบ ยอมรับในใจลึกๆว่าคาดการณ์ผิด นึกว่าท่านจะมาพูดเรื่องธุรกิจ e-commerce หรือ online ที่เพิ่งจะควบรวมกับแจ๊ค หม่า แห่ง Alibaba Group แต่กลับกลายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างเมืองแห่งอนาคต สำหรับท่านแล้วคือการสร้างคน การสร้างคนของท่านในที่นี้คือพัฒนาคนที่อยู่ในประเทศไทยให้มีความสามารถทัดเทียมกับต่างประเทศ และดึงดูดคนเก่งจากต่างประเทศไปพร้อมๆกันด้วย เห็นว่าถึงขนาดจะให้สัญชาติไทยกันเลยทีเดียว ถ้าใครสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศได้ โดยทั้งนี้ทั้งนั้นท่านก็ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ยังเล่าถึงวิสัยทัศน์โดยพร้อมที่จะลงทุนในทรัพยากรบุคคล และสร้างระบบนิเวศน์ ตลอดจนให้สวัสดิการ สาธารนูปโภค แรงจูงใจต่างๆที่สามารถดึงดูดคนเหล่านั้นด้วย
ฟังจบผมจึงไม่ค่อยแปลกใจว่าคนเก่งๆมากมาย ทำไมถึงอาสาไปทำงานให้ท่านกัน ก็คงเพราะท่านให้ความสำคัญเรื่องคนมาเป็นอันดับหนึ่งนี่เอง ที่เหลือคือการบรรยายหน้าตาของเมืองอัจฉริยะ 4.0 ที่ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทราว่าจะน่าอยู่ ทันสมัย ไฉไล ปลอดภัยขนาดไหน ฟังจนคิดว่าจะหาเงินไปดาวคอนโดสักห้องอยู่ที่นั่นน่าจะดี เพราะในเมืองนั้นนอกจากจะมีพื้นที่สีเขียวเป็นปอดให้คนในเมืองแล้ว ยังจะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศมาเปิดสาขา ตลอดจนโรงพยาบาลที่ว่าจะใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียนเลยก็ว่าได้ ยังไม่รวมถึงสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือน้ำลึก และรถไฟความเร็วสูงที่จะวิ่งออกจากกรุงเทพใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เรียกว่ามีทุกอย่างครบวงจรกันเลยทีเดียว ว่าแล้วเราก็เตรียมตัวเข้าไปสำรวจที่ทางภาคตะวันออกของบ้านเรากันดีไหมครับ จะได้ไม่ตกเทรน
แหนมเนือง