เมื่อวานได้อ่านข่าวที่มี 3 เหตุการณ์เชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และ ไทยแลนด์ 4.0 รู้สึกประเทศกำลังเดินหน้าอย่างมีความหวัง

คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ พูดในงานสัมมนาแห่งปี THAILAND 2018 จุดเปลี่ยนและความท้าทาย ว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งโอกาสสำหรับคนไทยและประเทศไทยให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เพราะโลกกำลังจับตามองอาเซียน ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างมุ่งตรงมาที่อาเซียน โอกาสทองเปิดแล้ว เราจึงต้องรีบคว้าไว้ ต้องเร่งดำเนินการโครงการใหญ่ ๆ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของกับ EEC เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง สนามบิน และท่าเรือ
นอกจากนี้ก็ต้องเร่งกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น ให้มีโครงการดี ๆ ที่จะทำให้เกิดการจ้างงาน และรัฐจะต้องกระจายเงินทุนไปยังท้องถิ่นมากขึ้น ให้มีการใช้เงิน มีการหมุนเวียน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับล่าง อย่างโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านก็สำคัญ สำหรับการค้นคว้าข้อมูลความรู้ต่าง ๆ และเพื่อรองรับอนาคตที่จะเป็นการสื่อสารผ่านออนไลน์ การค้าขายออนไลน์ โลจิสติกส์ และฟินเทค
อีกงานหนึ่งที่จัดโดยกองทัพเรือ มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “โอกาสการพัฒนา EEC ให้สอดคล้องกับ Thailand 4.0” โดยคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แสดงทรรศนะว่า ตอนนี้เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว อาเซียนเองมีอัตราการเจริญเติบโตสูงร้อยละ 6 – 10 จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะก้าวสู่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคไฮเทค โดยต้องกล้าลงทุนให้ทันสมัย คือ ต้องกล้าลงทุนสูง ประสิทธิภาพสูง คุณภาพสูง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำ
(ถ้าลงทุนต่ำ ไม่ทันสมัย พอเข้ายุค 4.0 กลายเป็นลงทุนต่ำ คุณภาพต่ำ ต้นทุนก็จะสูง ซึ่งจะขายของไม่ได้)
ส่วนเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ การผลิตหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และควรจะต้องมีการพัฒนาพลังงานใหม่ โดยนำพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม มาใช้ให้มากขึ้น ยุค 4.0 จะเกิดได้จริงต้องมีคนที่มีความรู้ความสามารถ คิดและทำอย่างรวดเร็วมาทำ
ในส่วนของพื้นที่ EEC ก็ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ที่จะก้าวสู่ยุค 4.0 ดึงดูดนักลงทุนและสตาร์ทอัพ โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเต็มไปด้วยโอกาส ทั่วโลกเห็นว่า เมืองไทยน่าสนใจที่จะลงทุน แต่ยังลังเลเรื่องกฎหมาย เราจึงควรต้องพิจารณาปรับแก้กฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งต้องเชื่อมกับกฎหมายโลก ถ้าเราทำให้พร้อม ก็จะดึงดูดคนทั่วโลกที่เก่ง ๆ ให้เข้ามาเมืองไทย
ด้านดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้สัมภาษณ์สื่อว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน เพราะต้องการให้การพัฒนา EEC เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อเป็นแกนนำในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยคำนึงถึงการต่อเนื่องเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน
การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในอีอีซีเป็นการต่อยอดจากการพัฒนาโครงการที่มีอยู่เดิม และเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 แบบก้าวกระโดด โดยเป้าหมายที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นยกระดับรายได้ให้ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งมีเมืองที่น่าอยู่ มีงานดี ไม่ต้องออกนอกพื้นที่
อ่านแล้วรู้สึกมีความหวังว่า ตั้งแต่ปีหน้าประเทศไทยน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะภาครัฐและเอกชนเอาจริงเอาจัง ส่วนภาคประชาชนก็มีความตื่นตัว และถ้ารัฐเร่งกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นหรือรากหญ้าอย่างที่ดร.สมคิดบอก ภาคประชาชนก็จะยิ้มได้กว้างขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่าทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์โดยทั่วถึงกัน
ขับเคลื่อน EEC ดันไทยสู่ยุค 4.0 บูรณาการทุกฝ่ายได้ประโยชน์
คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ พูดในงานสัมมนาแห่งปี THAILAND 2018 จุดเปลี่ยนและความท้าทาย ว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งโอกาสสำหรับคนไทยและประเทศไทยให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เพราะโลกกำลังจับตามองอาเซียน ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างมุ่งตรงมาที่อาเซียน โอกาสทองเปิดแล้ว เราจึงต้องรีบคว้าไว้ ต้องเร่งดำเนินการโครงการใหญ่ ๆ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของกับ EEC เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง สนามบิน และท่าเรือ
นอกจากนี้ก็ต้องเร่งกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น ให้มีโครงการดี ๆ ที่จะทำให้เกิดการจ้างงาน และรัฐจะต้องกระจายเงินทุนไปยังท้องถิ่นมากขึ้น ให้มีการใช้เงิน มีการหมุนเวียน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับล่าง อย่างโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านก็สำคัญ สำหรับการค้นคว้าข้อมูลความรู้ต่าง ๆ และเพื่อรองรับอนาคตที่จะเป็นการสื่อสารผ่านออนไลน์ การค้าขายออนไลน์ โลจิสติกส์ และฟินเทค
อีกงานหนึ่งที่จัดโดยกองทัพเรือ มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “โอกาสการพัฒนา EEC ให้สอดคล้องกับ Thailand 4.0” โดยคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แสดงทรรศนะว่า ตอนนี้เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว อาเซียนเองมีอัตราการเจริญเติบโตสูงร้อยละ 6 – 10 จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะก้าวสู่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคไฮเทค โดยต้องกล้าลงทุนให้ทันสมัย คือ ต้องกล้าลงทุนสูง ประสิทธิภาพสูง คุณภาพสูง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำ (ถ้าลงทุนต่ำ ไม่ทันสมัย พอเข้ายุค 4.0 กลายเป็นลงทุนต่ำ คุณภาพต่ำ ต้นทุนก็จะสูง ซึ่งจะขายของไม่ได้)
ส่วนเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ การผลิตหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และควรจะต้องมีการพัฒนาพลังงานใหม่ โดยนำพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม มาใช้ให้มากขึ้น ยุค 4.0 จะเกิดได้จริงต้องมีคนที่มีความรู้ความสามารถ คิดและทำอย่างรวดเร็วมาทำ
ในส่วนของพื้นที่ EEC ก็ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ที่จะก้าวสู่ยุค 4.0 ดึงดูดนักลงทุนและสตาร์ทอัพ โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเต็มไปด้วยโอกาส ทั่วโลกเห็นว่า เมืองไทยน่าสนใจที่จะลงทุน แต่ยังลังเลเรื่องกฎหมาย เราจึงควรต้องพิจารณาปรับแก้กฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งต้องเชื่อมกับกฎหมายโลก ถ้าเราทำให้พร้อม ก็จะดึงดูดคนทั่วโลกที่เก่ง ๆ ให้เข้ามาเมืองไทย
ด้านดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้สัมภาษณ์สื่อว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน เพราะต้องการให้การพัฒนา EEC เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อเป็นแกนนำในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยคำนึงถึงการต่อเนื่องเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน
การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในอีอีซีเป็นการต่อยอดจากการพัฒนาโครงการที่มีอยู่เดิม และเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 แบบก้าวกระโดด โดยเป้าหมายที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นยกระดับรายได้ให้ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งมีเมืองที่น่าอยู่ มีงานดี ไม่ต้องออกนอกพื้นที่
อ่านแล้วรู้สึกมีความหวังว่า ตั้งแต่ปีหน้าประเทศไทยน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะภาครัฐและเอกชนเอาจริงเอาจัง ส่วนภาคประชาชนก็มีความตื่นตัว และถ้ารัฐเร่งกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นหรือรากหญ้าอย่างที่ดร.สมคิดบอก ภาคประชาชนก็จะยิ้มได้กว้างขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่าทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์โดยทั่วถึงกัน