ผม และกรรมของเขา 7. ตอน ผีรุมหลอกที่โรงพยาบาล

ตอนที่ 7  ผมอยากจะเขียนเรื่องนี้ ให้ละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากช่วงนี้ ผมรู้สึกว่า มีหลายคนที่กำลังหมดกำลังใจในชีวิต...                ครับ โลกเริ่มอยู่ยากขึ้นทุกที แม้แต่ตัวผมเอง ก็รู้สึกว่า เรื่องต่างๆที่เราได้รับข่าวสาร มันดูจะเลวร้ายขึ้นทุกวัน ถ้าหากใครกำลังต้องการกำลังใจ หากได้ผ่านมาอ่านเรื่องของผม อาจจะทำให้ใครหลายคนมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไป           ขอส่งผ่านกำลังใจไปหาคุณทุกๆ คน นะครับ อย่าลืมนะครับ หากพูดไม่ออกบอกใครไม่ได้ ไปวัดกราบพระประธาน ทำบุญเล็กๆน้อยๆ เพื่อใจสบาย เชื่อว่า คุณคงพบทางออกให้กับชีวิตนะครับ

เรื่องราวของผม ขอย้อนไปนิดหนึ่งนะครับ หรือผมอาจจะเขียนแล้ว แต่เขียนไม่ละเอียด ถึงความทุกข์ยากของผม มีอยู่ช่วงหนึ่ง ก็ในช่วงที่ผมโดนคุณไสย อาคม อะไรต่างๆมาสักระยะหนึ่งแล้วล่ะครับ อยู่ๆ มันเกิด อาการมีก้อนเนื้อคล้ายๆลูกหนู เกิดขึ้นที่คอก่อน ก่อนที่จะเกิด ผมฝันว่า มีผีวางแผนทำร้ายผม เนื่องจากผม เคยทำร้ายพวกเขา ผมได้ยินเสียงนั้นชัดเจน เหมือนกับว่า ผมยืนอยู่ขณะที่เขาวางแผนทำร้ายผมด้วย เพียงแต่ว่า เขาไม่เห็นผม เนื่องจากผมเป็นเงามืดๆ ที่อยู่ใกล้ๆกับเหล่าผีนั้น  ผีทั้งหมดต่างโกรธแค้นผมเป็นอย่างมาก เคียดแค้นอยากจะให้ผมตายอย่างทรมาน ผมได้ยิน ก็เกิดความกลัวขึ้น (ผมเคยบอกคุณรึยังครับ? ว่าตอนเด็กๆ ผมขี้กลัวผีที่สุด กลัวที่จะหลับ เพราะฝันเห็นแต่ผีมาทำร้าย)  ตอนเช้าของวันนั้น ผมยังจำได้ว่า ผมไปใส่บาตรที่วัดใกล้สถาบันอยู่เลย และช่วงนั้น ผมก็โดนอะไรต่อมิอะไรเล่นงานจนเยินไปหมด ผมไม่รู้จะบอกใครดี ปรึกษาใครดี ใครๆก็ต้องว่าผมบ้าไปแล้วแน่ๆ คิดเอาความฝันมาเป็นเรื่องที่กังวลใจ แต่...ไอ้สิ่งที่ผมเป็นเนี่ย มันเกิดขึ้นกับผมจริงๆนี่นา

ลูกหนูที่คอ นับวันมันยิ่งเคลื่อนตัวครับ จากคอก็เคลื่อนตัวขึ้นมาทีละนิดๆ มันมีอาการเจ็บและปวดบริเวณที่เป็นก้อนเนื้อนั่นล่ะครับ มันคลื่นที่ได้ จนในที่สุด ก็คลื่นมาสู่ลูกตาด้านซ้ายของผม ตอนนั้นเพื่อนผมที่ไม่ค่อยได้เจอกัน มาหาเห็นท่าทางของแล้ว เพื่อนคิดว่าผมเครียดเรื่องเรียน และเรื่องเงิน และเพื่อนก็อยากจะผ่อนคลาย เลยพาผมไปเที่ยวสักหน่อย เพื่อนยังตกใจเลยครับ ว่า ทำไมมีก้อนเนื้อเล็กๆ ที่ใต้ตาของผม ที่เพื่อนคิดว่าโดนแมลงต่อย ก็พยายามช่วยทายา (ผมก็ไม่ได้เล่าอะไรมากหรอกครับ กลัวเขาไม่เชื่อผม)ในคืนนั้นก่อนที่เคลื่อนเข้าสู่ตาเต็มที่ ผมกับเพื่อน ก็นั่งคุยกันถึงเรื่องราวในครอบครัวของแต่ละคน เพื่อนผมมีฐานะครับ มีคอนโดของครอบครัวริมทะเล เราก็พักที่นั่น มีอยู่ฉากหนึ่งที่เพื่อนผมชวนผมให้ไปคุยรับลมที่ขอบระเบียง พวกผมอยู่ชั้นที่ 21 สูงพอดูเลยล่ะครับ ก็คุยกันเรื่อยเปื่อย จนมีวูบนึงที่เพื่อนผมเงียบไป แล้วเงยหน้าถามผมว่า เคยคิดจะกระโดดลงไปรึปล่าว? เพื่อนผมดื่มเล็กน้อยครับ  แต่ผมไม่ได้ดื่ม เนื่องจากผมเคยดื่มอยู่ช่วงนึงตามประสาวัยรุ่นนี่แหละ แต่พอดื่มแล้ว ผมมักจะเกิดเรื่องไม่ดีในชีวิตขึ้นแทบทุกครั้ง ตอนวัยรุ่น มันก็ค่อนข้างโลดโผนพอสมควรล่ะครับ จนวันนึงผมฝัน ว่ามีพระมายืนบิณฑบาตรความเมาไปจากชีวิตผม เป็นที่ใส่จีวรเก่าๆ ผมมองไม่เห็นหน้าของท่าน เป็นตัวผม นั่งคุกเข่าแบบเตรียมกราบ ผมเห็นปลายเท้าท่านเพราะท่านยืนใกล้ผมมาก ผมนั่งไห้น้ำตาไหลแบบสำนึกผิด เหมือนผมเคยสัญญาอะไรไว้ แล้วผมก็ผิดสัญญา ทำเป็นลืมสัญญา ผมเสียใจมากในฝัน ตอนมาก็ยังร้องไห้อยู่เลย ผมจึงสาบานกันตัวเองว่า ผมจะไม่ดื่มอีกตลอดชีวิต  ครับ กลับมาต่อ...

พอได้ยินเพื่อนถามแบบนั้น ผมมองตาเพื่อน รู้สึกแปลกใจว่า เอ๊ะ ....ทำไมมันแปลกๆวะ เหมือนกับคนที่ไม่มีแววตา หรือ เงาตาเลย   แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ผมตอบเพื่อนว่า ไม่กล้ากระโดดหรอก กลัวศพไม่หล่อ ...ถ้าจะตายก็ต้องตายอะไรที่มันสมฐานะหน่อย แล้วก็หัวเราะติดตลก แต่เพื่อนผมไม่ตลกด้วยเลย ตอนนี้ผมรู้สึกแปลกๆแล้วล่ะครับ เพื่อนสนิทคนนี้ก็คบกันมาหลายปี ปกติจะมีคำพูดฮาๆ ตามประสาเพื่อนกัน เพราะต่างคนก็ต่างมีความเครียด มาเจอกันก็ต้องขำขันหน่อยล่ะ

เพื่อนผมเดินเข้าไปในห้อง เพื่อจะเข้าห้องน้ำ ผมมองเพื่อนด้วยความรู้สึกวูบๆ พิกล ไม่ไว้ใจเพื่อนเลย แต่ก็ตอบไม่ได้ว่า เพื่อนผมเป็นอะไร ผมจึงไม่ได้สนใจ เห็นว่าไปเข้าห้องน้ำ แต่แล้ว เพื่อนผมก็เดินมาจากด้านหลัง ผมซึ่งยืนตัวเอียงๆอยู่ตรงระเบียง เห็นจากเงาสะท้อนจากกระจกสไลค์ประตู ว่าเพื่อนเดินมาหาผม แล้วเพื่อนก็ผลักผมครับ ผลักอย่างแรงมากๆ จนผมกระเด็น แต่ดีที่ผมตั้งรับเอาไว้แล้ว ขนาดว่าตั้งรับเอาไว้แล้ว ผมยังกระเด็นเกือบตกจากระเบียง ผมร้อง เห้ย...ผมเกาะขอบระเบียงเอาไว้แน่น มันเป็นราวระเบียงซีเมนต์มีช่องๆระบายอากาศ ผมจึงคว้าช่องพวกนี้เอาไว้ได้ เพื่อนผมได้ยินผมเสียงดังก็ตกใจ อาจจะประกอบเพื่อนแตะถูกตัวของผม ซึ่งแขวนพระก็ได้ เพื่อนได้สติอย่างไรไม่ทราบ จึงรีบวิ่งมาจับผมไว้ แล้วถามว่า ผมจะกระโดดตึกเหรอ? ผมงง รีบเดินเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนผมทำท่าตกอกตกใจมากแล้วเดินตามผมเข้ามาให้ห่างระเบียง ผมก็เล่าให้เพื่อนฟังว่า มันเองนั่นแหละที่เป็นคนผลักผม จนเกือบตกลงไปข้างล่าง เพื่อนหน้าซีดเผือดเลยครับ แล้วบอกว่า ทำไมเราไม่รู้ตัวเลยวะ? ทีนี้ผมจึงเล่าเรื่องของผมให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งครับ แต่ผมไม่ได้เล่าเรื่องก้อนเนื้อ ที่มันคล้ายลูกหนูนี่ หลังจากนั้น เราก็ผลัดกันเล่าเรื่องเหนือธรรมชาติ ก็เรื่องผีเนี่ยล่ะครับ จนดึกดื่นก็หลับไป รุ่งเช้า ผมลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ เพื่ออาบน้ำ คิดว่าวันนี้จะไปเล่นน้ำสักหน่อย เพราะที่ผ่านมา ถ้าเพื่อนคนนี้ไม่มาหาผม ผมก็หมกตัวอยู่ในห้องไม่พบเจอใครเหมือนกัน เพื่อนคนนี้ของผมก็คบกันมานาน มันก็ไม่ค่อยว่างมาเจอผมนักหรอก  ผมก้มหน้าล้างหน้า พอเงยหน้าขึ้น ก็ร้องเสียงหลง เห้ยยยยยยยยยยยยย.....ในกระจกนั้นเป็นภาพของตาของผม เหมือนกับ ตานกก็ไม่ผิดครับ คือ ตาสีขาว ตอนนี้กลายเป็นตาดีแดงจัด ลูกตาก็ดันตัวออกมาจากเบ้าตา มีน้ำไหลออกมาจากดวงตาอยู่ตลอดเวลา ผมตกใจมาก พยายามตบตัวเองอยู่หลายครั้งครับ นี่ มันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่วะ ผมไปปลุกเพื่อนที่ยังหลับอยู่ เพื่อนตื่นมาก็ร้อง เสียงหลงเลย ผมก็ไม่รู้จะทำยังงัยแล้วครับ จึงรีบกลับกรุงเทพเพื่อเข้าโรงพยาบาลทันที ผมไปหาโรงพยาบาล หู ตา คอ จมูก ตรงตลิ่งชัน ซึ่งเป็นตรงกับโรคมากที่สุด หมอตกใจกันใหญ่เลยที่เห็น ทำเรื่องส่งตัวผมไปโรงพยาบาลรามาในทันที (ต้องขอบคุณหมอมากๆเลยครับ)

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลรามาในตอน 6 โมงเย็น แน่นอนผมได้เจอหมอซึ่งเข้าเวรอยู่ หมอเห็นผมเท่านั้นก็ ตกใจมาก รีบโทรปรึกษาและตามอาจารย์หมออย่างเร่งด่วน ทุกคนที่ผมขณะนั้น ด้วยสายตากลัวสุดขีด รวมไปถึงคนไข้ที่มารอหมออยู่ มีคุณยายคนนึงที่รอคิวก่อนหน้าผม ยายกลัวผมจนจะเป็นลมเลยครับ ผมก็กลัวตัวเองนะครับตอนนั้น เครียด คิดมากไปสารพัด แล้วอาจารย์หมอก็มาถึง สั่งแสกนสมองผมทันที กว่าจะเสร็จ ก็ 4 ทุ่มเข้าไปแล้วครับ หมอสั่งให้ผมโทรตามญาติมา ผมบอกไปว่า ผมตัวคนเดียวครับ ผมรับฟังได้ หมอจึงค่อยๆบอกผมว่า ผมจะผ่าตัดสมองผมในเวลา ตี 5 ของพรุ่งนี้ โดยอาจารย์หมอ ให้ผมเซ็นต์เอกสารยินยอม และก่อนที่จะผ่าตัดจะเรียกนักเรียนแพทย์มาเพื่อศึกษาเคสของผม

ตอนนี้ผมสัมผัส น้ำเสียงของหมอที่แฝงความหนักใจเอาไว้ หมอบอกว่าต้องรีบผ่าตัดทันทีไม่อย่างนั้น ตาของผมจะบอดและไม่มีสิทธิ์มองเห็นอีกต่อไป หมอต้องพยายามลดความดันของลูกตา เพื่อให้ลูกตาไม่ดันตัวออกนอกเบ้าตา เท่านี้ครับ ผมก็หน้าซีดตัวเย็นและไม่ได้ยินเสียงหมออีกแล้ว ผมเงียบจนหมอต้องให้เพื่อนมาหิ้วปีกผมไว้ แล้วพากลับไปพัก คืนนั้นของผม มันทรมานมาก ผมไม่กล้าบอกครอบครัวกลัวทุกคืนจะตกใจกับเรื่องนี้ และการผ่าตัดก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับครอบครัวผมด้วย เพื่อนผมให้ผมยืมเงินก่อน ผมก็กล่าวขอบคุณเพื่อนและขอให้เพื่อนกลับบ้านไปก่อน

พยาบาลพาผมขึ้นเตียง เปลี่ยนชุด เพื่อรอผ่าตัดในคืนนั้น ผมนอนไม่หลับเลยครับ จึงเอาหนังสือสวดมนต์มาสวดมนต์หน้าห้องคนไข้รวมนั่นล่ะ แล้วก็ กรวดน้ำอุทิศบุญ ในตอนกรวดน้ำนี้ก็ไม่รู้จะกรวดตรงไหน จึงขออนุญาตพยาบาลคนสวย ไปกรวดน้ำข้างล่าง พยาบาลทุกคนต่างมองผมด้วยสายตาประหลาดใจอย่างมาก ผมเป็นคนแปลกและก็สวดมนต์ นี่ก็จะลงไปกรวดน้ำอีก พยาบาลถามย้ำว่า ผมกลัวผีมั้ย? แล้วหัวเราะกันคิกๆคักๆ ผมก็ตอบแบบแมนๆไปว่า กลัวครับ (5555555) แต่ต้องลงไปจริงๆ พยาบาลก็อนุญาตให้ไปครับ (แต่ไม่มีใครคิดจะไปเป็นเพื่อนผมเลย) คุณนึกภาพออกมั้ย?ครับ ในยามกลางวันโรงพยาบาลรัฐบาลที่แสนวุ่นวายขวักไขว่ไปด้วยผู้คน ตอนกลางคืนกลับหลอนอย่างไม่น่าเชื่อ มันดูวังเวง และเยือกเย็นจนน่าตกใจเลยทีเดียว ผมเสียวสันหลังวาบๆ แต่ผมก็ต้องทำสิ่งที่ผมตั้งใจให้ได้ ผมหยาดน้ำลงกลางตึก ซึ่งเป็นช่องโล่งๆ มีต้นไม้ต้นเล็กๆที่ถูกปลูกประดับเอาไว้ ไม่กี่ต้น แค่น้ำแตะลงดินเท่านั้น

ผมถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งร่างเลยครับ ห้วยยยยยยยยยยยยย.....หนาวไปถึงสันหลังเชียว คิดดูซิครับ คนเราจะขนลุกได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าได้แบบนี้เนี่ย มันคงจะมีเรื่องเดียวละมั้งครับที่ทำได้ขนาดนี้ ใช่ๆๆ ผี................................................. แน่นอนเลย เหงื่อผมเริ่มตกแล้วล่ะ หลังจากที่บรรยากาศหนาวมากตั้งแต่เดินลงมาข้างล่างเนี่ย จังหวะที่กำลังคิดว่า ต้องรีบเดินขึ้นอย่างด่วนๆ เลย ไม่งั้นผมคงเจอดีแน่ๆ ผมได้ยินเสียง ฮือออออออออออออออ................ มาจากทั่วทุกทิศทางของโรงพยาบาล เสียงคล้ายๆกับ คนร้องไห้ ลากเสียงยาวๆน่ะครับ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผมตกใจมากหันไปมอง (ตรงที่ผมยืน เป็นลักษณะตึกล้อมรอบ ตรงกลางโหว่นะครับ คิดภาพ กล่องสี่เหลี่ยมเปิดด้านข้าง เจาะรูใหญ่ตรงกลาง แบบนั้นนะครับ) ตอนนี้ผมยืน ณ ศูนย์กลางของโรงพยาบาล คนเดียว เน้นคำว่า คนเดียวววววววว อีกทีนะ คนเดียวคร้าบบบบบบ ในจังหวะที่ชีวิตกำลังรู้สึกว่า เหมือนโดนผีหลอกอยู่นั้นแหละ ผมเงยหน้าขึ้นเพื่อเตรียมวิ่ง ......แต่....
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่