พอสักทีกับการอยู่แบบไร้สถานะกับหนุ่มสถาปนิก

วันนี้ตัดใจลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า “พอสักที” กับสถานะะที่ไม่มีความหมาย
ต่อให้พยายามเข้าใจอีกคนแค่ไหน ถ้าเค้าไม่ยินดีให้เราเข้าใจก็ไร้ค่า
ช่วงผ่านมาคุยกับสถาปนิกค่ะ เข้าใจว่าคนทำงานด้านนี้จะติสต์ โลกส่วนตัวสูงทำงานต้องคิด ก็เออ ไม่เป็นไร โตๆกันแล้วแต่ที่งงคือก่อนหน้านี้แชทได้ตลอด พอมาหมดโปรโมชั่น หายไปที 2-3 วัน พอคุยสักพักก็เหมือนเดิม  โดยไม่รู้อะไรเลย ก็ไม่ไหวคะ เคยคุยว่าเข้าใจนะงานยุ่ง เครียด แต่บอกสักนิดได้ไหม ว่าอะไร การหายไปคิดถึงใจคนรอไหม ถ้ามันยากมากก็พอเถอะ เหนื่อยที่พยายามเข้าใจ แต่การไม่รับรู้อะไรเลย คือคำตอบใช่ไหม คำพูดบอกหมดเรื่องยุ่งๆค่อยคุยกัน ไม่ใช่ไม่รอนะ แต่ไม่หมดเรื่องยุ่งคือคุย ทักกันไม่ใช่ได้เชียวหรา พิมพ์ไว้มากมาย ““เรากลับไปเป็นแค่เพื่อน/คนรู้จักกันแค่ห่างกันหรือไม่ต้องจำได้ว่ารู้จักกันเลยก็ได้นะคะ เห็นว่า
ดีไหมค่ะ มันคงดีกว่าการกั๊ก/รั้งกันไปมาแบบนี้ เพราะการอยู่แบบไม่รู้อะไรเลย มันไร้ตัวตนค่ะ” ไม่ใช่ไม่เข้าใจนะคะว่ายุ่ง  ไม่ใช่คนงี่เง่าค่ะ พยายามเข้าใจนิวนะ ไม่ดราม่า และพยายามเข้าใจทุกอย่าง แต่คืองงว่า คนติสต์ขนาดไหนก็ตาม มันคงจะไม่ใช่หรือไม่มีเวลาแม้แค่พิมพ์ข้อความสัก 1-2 ข้อความเลย บอกสักนิดถ้ามันยากไป ก็ไม่เป็นไรเนอะ ในขณะที่พยายามเข้าใจ พร้อมเป็นกำลังใจ ว่าเราอยู่ในสถานะ “คุยกัน” และเค้ามีปัญหา เราควรเข้าใจ แต่จุดหนึ่งที่ลืมนึกไปคือเค้ายินดีไหม ที่จะให้เค้ามาอยู่จุดนี้ ที่จริงความอึมครืมมันก็ตอบได้นะคะ ว่าเค้าไม่ต้องการ เพราะถ้ายังอยากมีเราจริง คงไม่มาๆหายๆหรอกคะ มันคงไม่มีอะไรต้องคุยแหระ ทุกอย่างที่ชัดไป ขอโทษนะ พยายามเข้าไปในโลกของคุณแล้ว แต่คุณไม่เปิดใจก็ไม่ต้องการรบกวน ยื้อจนเหนื่อยใจคะ บางทีการพูดกันดีๆ อาจจะเสียใจบ้าง เสียเวลาเล็กน้อย แต่มันคงไม่ทำให้เสียความรู้สึกดีๆขนาดนี้ค่ะ ” ท้ายสุดเหลือแค่วลีเดียวจริงๆ  ขอโทษนะคะ ที่พิมพ์อะไรไร้สาระ และท้ายสุดบางคนเหมาะเป็นเพื่อนจริงๆ พอเลยข้ามจากเพื่อนแล้ว อาจจะแย่ก็ไดเ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่