พายุฝนยังคงกระหน่ำเป็นเสียงดังสะท้อน
..เมื่อกระทบกับหลังคาเรือที่สร้างขึ้นจากใบเตยหนาม แม้ใบของมัน จะทนแดด ทนฝน ทนร้อน ทนหนาว เพียงไร แต่มันก็พร้อมที่จะพังอับปางลงได้ทุกเมื่อเหมือนมนุษย์ หากเจอพายุใหญ่เกินจะต้านทาน
เรือก่าบางเร่งเครื่องยนต์ มุ่งตรงใกล้สู่เกาะมากขึ้นทุกที
ท่ามกลางม่านฝนรุนแรง ภาพรางๆ เหมือนมีแสงไฟตรงเกาะเบื้องหน้า เหมือนแสงของไฟบนแผ่นดินใหญ่ที่เขาและละมอเพิ่งออกเรือมา ทั้งสายตาของทั้งสองเหมือนกำลังจับจ้องในสิ่งเดียวกัน พิศวงแห่งแสงไฟอันเลือนรางบนเกาะ คือความไม่คุ้นตางงใจ เพราะเกาะร้างเล็กตรงหน้านี้ แต่เด็กจนโตเขาไปเคยพบแสงไฟแบบนี้เลยสักดวง
และเมื่อยิ่งเข้าไปใกล้
แสงไฟที่พบ ก็เริ่มแตกออกเป็นสองดวง สามดวง และสี่ดวง
ตาไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม ซายอถามตัวเอง และยังคงจ้องมองแสงไฟผ่านม่านพายุ ส่วนละมอเองก็ยังคงงุนงงกับสิ่งที่เห็น แต่ไม่มีคำถาม มีเพียงความสับสน ถ้ามีแสงไฟก็ต้องมีมนุษย์ แต่เท่าที่เคยมายังเกาะแห่งนี้ แต่เด็กจนโตเป็นสาวแรกละมอเองไม่เคยเจอมนุษย์ หรือคนจากฝั่งเมืองเลยสักคน เหมือนที่พี่ชายของหล่อนก็ไม่เคยเจอ
แล้วถ้ามันเป็นแสงไฟที่ไม่เกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ มันจะคืออะไร คนทะเล คนป่า ไร้การศึกษาอย่างพวกเขา ยังคิดอะไรไม่ออกมากไปกว่านี้
เรือก่าบางเกยหาด.. ซายอดับเครื่องยนต์
แต่สายตาทุกวินาทียังคงจับจดอยู่กับแสงไฟตรงหน้า แสงไฟที่เหมือนกับหลอดไฟบนฝั่งเมือง เหมือนจะลืมไปแล้วด้วยว่า พายุฝนที่สาดกระหน่ำร่าง ทำให้เผ้าผม เนื้อตัว เสื้อผ้าที่สวมใส่ เปียกปอนไปมากมาย
ทั้งซายอและละมอก้าวออกจากเรือ เร่งรีบเดินลุยคลื่นทะเลริมฝั่ง จนก้าวเท้าขึ้นมาบนชาดหาด สายตาของทั้งคู่ที่จ้องมองแสงไฟนั้น เหมือนจะยังสงสัยไม่เลิก
“เหมือนจะมีคน”
คำของละมอ คือการคาดคะเนปนความหวาดระแวง
ไม่มีถ้อยคำแสดงความเห็นใดๆจากคนผู้เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของหล่อน แต่ในใจนั้นซายอพอจะเชื่อเหมือนละมออยู่ว่า น่าจะมีคน
ท่ามกลางแผ่นน้ำทะเลกว้างใหญ่ เกาะเล็ก เกาะน้อยทุกแห่งหนทั่วน่านน้ำอันดามัน เขาและพวกชนเผ่าของเขาเคยไปตั้งถิ่นฐานโยกย้ายไปมา พักค้างแรม แวะหลบพักลมมรสุมมาแล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เกาะเล็กๆที่เขากำลังยืนอยู่ในตอนนี้
นึกแรกซายอคิดว่าอาจเป็นคนเผ่าของพวกเขา มาตั้งถิ่นฐานอ้างแรมที่นี่ แต่แสงแห่งดวงไฟ ผิดวิสัยที่ชนเผ่าอย่างพวกเขาจะมีหรือรู้จัก และเมื่อเป็นดังนี้.. ชนเผ่าที่เป็นเจ้าของแสงไฟเหล่านี้ คือพวกใด
“เราไปหาที่หลบฝนก่อนเถอะพี่”
คำของละมอ เริ่มเปลี่ยนความสนใจจากแสงไฟตรงหน้ามาเป็นเรื่องราวของตัวเอง ความหนาวเย็นของพายุฝนที่กระทบร่างเปียกปอน ทำให้เริ่มนึกมองหาที่พักพิงก่อน ก่อนจะมาครุ่นคิดว่าใครคือเจ้าของแสงไฟเหล่านั้น อีหรือมันเป็นพวกไหนกัน
“ไปตรงแสงไฟนั่นละ กูอยากรู้ว่าพวกมันเป็นใคร”
ว่ากล่าวเสร็จไม่รีรอ ซายอรีบก้าวเดินต่อตรงไปยังแสงไฟตรงหน้าทันที ขณะที่ละมอเร่งก้าวเท้าเดินตามหลัง อย่างจะให้ทันพี่ชายให้ได้
ร่นเข้าไปจากขอบชายทะเลราวกว่าหนึ่งกิโลเมตร
เป็นหมู่ทิวสนและต้นมะพร้าวตั้งตระหง่านเรียงกันอยู่หนาตา แต่ในยามนี้เหล่าต้นไม้ดูสูงทะมึนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด และใบของพวกมันก็กรูเสียงดัง ลู่ไปตามแรงของลมพายุ แรงฝน ดูน่ากลัว
อ่านต่อในครั้งหน้า
สำนักพิมพ์บ้านทะเลล้อม 2008
หุบเขาแสงจันทร์ 2 (ปฐมบท ทะเลแห่งชีวิต) / ตรีวิทย์ นฤดม
พายุฝนยังคงกระหน่ำเป็นเสียงดังสะท้อน
..เมื่อกระทบกับหลังคาเรือที่สร้างขึ้นจากใบเตยหนาม แม้ใบของมัน จะทนแดด ทนฝน ทนร้อน ทนหนาว เพียงไร แต่มันก็พร้อมที่จะพังอับปางลงได้ทุกเมื่อเหมือนมนุษย์ หากเจอพายุใหญ่เกินจะต้านทาน
เรือก่าบางเร่งเครื่องยนต์ มุ่งตรงใกล้สู่เกาะมากขึ้นทุกที
ท่ามกลางม่านฝนรุนแรง ภาพรางๆ เหมือนมีแสงไฟตรงเกาะเบื้องหน้า เหมือนแสงของไฟบนแผ่นดินใหญ่ที่เขาและละมอเพิ่งออกเรือมา ทั้งสายตาของทั้งสองเหมือนกำลังจับจ้องในสิ่งเดียวกัน พิศวงแห่งแสงไฟอันเลือนรางบนเกาะ คือความไม่คุ้นตางงใจ เพราะเกาะร้างเล็กตรงหน้านี้ แต่เด็กจนโตเขาไปเคยพบแสงไฟแบบนี้เลยสักดวง
และเมื่อยิ่งเข้าไปใกล้
แสงไฟที่พบ ก็เริ่มแตกออกเป็นสองดวง สามดวง และสี่ดวง
ตาไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม ซายอถามตัวเอง และยังคงจ้องมองแสงไฟผ่านม่านพายุ ส่วนละมอเองก็ยังคงงุนงงกับสิ่งที่เห็น แต่ไม่มีคำถาม มีเพียงความสับสน ถ้ามีแสงไฟก็ต้องมีมนุษย์ แต่เท่าที่เคยมายังเกาะแห่งนี้ แต่เด็กจนโตเป็นสาวแรกละมอเองไม่เคยเจอมนุษย์ หรือคนจากฝั่งเมืองเลยสักคน เหมือนที่พี่ชายของหล่อนก็ไม่เคยเจอ
แล้วถ้ามันเป็นแสงไฟที่ไม่เกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ มันจะคืออะไร คนทะเล คนป่า ไร้การศึกษาอย่างพวกเขา ยังคิดอะไรไม่ออกมากไปกว่านี้
เรือก่าบางเกยหาด.. ซายอดับเครื่องยนต์
แต่สายตาทุกวินาทียังคงจับจดอยู่กับแสงไฟตรงหน้า แสงไฟที่เหมือนกับหลอดไฟบนฝั่งเมือง เหมือนจะลืมไปแล้วด้วยว่า พายุฝนที่สาดกระหน่ำร่าง ทำให้เผ้าผม เนื้อตัว เสื้อผ้าที่สวมใส่ เปียกปอนไปมากมาย
ทั้งซายอและละมอก้าวออกจากเรือ เร่งรีบเดินลุยคลื่นทะเลริมฝั่ง จนก้าวเท้าขึ้นมาบนชาดหาด สายตาของทั้งคู่ที่จ้องมองแสงไฟนั้น เหมือนจะยังสงสัยไม่เลิก
“เหมือนจะมีคน”
คำของละมอ คือการคาดคะเนปนความหวาดระแวง
ไม่มีถ้อยคำแสดงความเห็นใดๆจากคนผู้เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของหล่อน แต่ในใจนั้นซายอพอจะเชื่อเหมือนละมออยู่ว่า น่าจะมีคน
ท่ามกลางแผ่นน้ำทะเลกว้างใหญ่ เกาะเล็ก เกาะน้อยทุกแห่งหนทั่วน่านน้ำอันดามัน เขาและพวกชนเผ่าของเขาเคยไปตั้งถิ่นฐานโยกย้ายไปมา พักค้างแรม แวะหลบพักลมมรสุมมาแล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่เกาะเล็กๆที่เขากำลังยืนอยู่ในตอนนี้
นึกแรกซายอคิดว่าอาจเป็นคนเผ่าของพวกเขา มาตั้งถิ่นฐานอ้างแรมที่นี่ แต่แสงแห่งดวงไฟ ผิดวิสัยที่ชนเผ่าอย่างพวกเขาจะมีหรือรู้จัก และเมื่อเป็นดังนี้.. ชนเผ่าที่เป็นเจ้าของแสงไฟเหล่านี้ คือพวกใด
“เราไปหาที่หลบฝนก่อนเถอะพี่”
คำของละมอ เริ่มเปลี่ยนความสนใจจากแสงไฟตรงหน้ามาเป็นเรื่องราวของตัวเอง ความหนาวเย็นของพายุฝนที่กระทบร่างเปียกปอน ทำให้เริ่มนึกมองหาที่พักพิงก่อน ก่อนจะมาครุ่นคิดว่าใครคือเจ้าของแสงไฟเหล่านั้น อีหรือมันเป็นพวกไหนกัน
“ไปตรงแสงไฟนั่นละ กูอยากรู้ว่าพวกมันเป็นใคร”
ว่ากล่าวเสร็จไม่รีรอ ซายอรีบก้าวเดินต่อตรงไปยังแสงไฟตรงหน้าทันที ขณะที่ละมอเร่งก้าวเท้าเดินตามหลัง อย่างจะให้ทันพี่ชายให้ได้
ร่นเข้าไปจากขอบชายทะเลราวกว่าหนึ่งกิโลเมตร
เป็นหมู่ทิวสนและต้นมะพร้าวตั้งตระหง่านเรียงกันอยู่หนาตา แต่ในยามนี้เหล่าต้นไม้ดูสูงทะมึนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด และใบของพวกมันก็กรูเสียงดัง ลู่ไปตามแรงของลมพายุ แรงฝน ดูน่ากลัว
อ่านต่อในครั้งหน้า
สำนักพิมพ์บ้านทะเลล้อม 2008