[รีวิว] Justice League - เมื่อคุณมีเทพทรูอยู่ในทีม
(Zack Snyder/Joss Whedon, 2017)
[หนังโรงเรื่องที่ 206]
by ตั๋วหนังมันแพง
คะแนนความชอบ : B+ (จากสเกล D-A)
*ไม่มีการสปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ
เรื่องย่อ: เหตุการณ์ต่อเนื่องจาก Batman vs Superman เมื่อโลกต้องสูญเสียสัญลักษณ์แห่งความหวังอย่าง "คลาร์ก เคนท์/ซูเปอร์แมน" (Henry Cavill) ไป โลกก็เริ่มตกต่ำอีกครั้ง มนุษย์ไม่ศรัทธาและแตกแยกซึ่งกันและกัน ประจวบกับการรุกรานจากสิ่งมีชีวิตต่างมิติ "สเตพเพนวูล์ฟ" ที่หมายจะยึดครองมหาขุมพลังอย่าง "มาเธอร์บ็อกซ์" ที่กระจัดกระจายเป็นสามชิ้นไปทั่วทุกมุมโลก ... ร้อนไปถึงผู้ชายกลางๆ อย่าง "แบทแมน/บรูซ เวย์น" (Ben Affleck) ต้องมาระดมเหล่ายอดมนุษย์ หรือ "เมต้าฮิวแมน" ทั้งหลาย เพื่อมารวมพลังกันปกป้องโลกอีกครั้ง
📖
โอเค เกริ่นหัวไว้เลยว่าส่วนตัวแล้วผู้เขียนรู้สึกผิดหวังกับหนังเรื่องนี้นะ แต่ในความผิดหวังมันก็มีความเข้าอกเข้าใจพ่วงกันไปด้วย เรียกว่าเป็นหนังอาภัพได้มั้ย ทั้งโดนเปลี่ยนมือผู้กำกับคนแล้วคนเล่า ทั้งมีปัญหาของค่ายใหญ่อย่าง WB แถมยังมีประเด็นจุกจิกมากมายอีก แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องตัดสินจากตัวหนังนี่แหละ
📖
สิ่งหนึ่งที่รู้สึกขัดใจมากๆ ก็คือ "ความยาวของหนัง" (ทราบภายหลังว่าโดนค่ายสั่งตัดไปเกือบ 45 นาที) คือเข้าใจว่าค่ายหนังมีประสบการณ์เลวร้ายจาก BvS ในประเด็นน้ำท่วมทุ่ง และใช้เวลาเล่าเรื่องมากจนเกินความจำเป็น จึงตัดสินใจที่จะหั่นหนังระดับ "เรือธง" เรื่องนี้ให้เหลือเพียง 2 ชั่วโมงถ้วนเท่านั้น ... ซึ่งถือว่าเป็นผลเสียต่อหนังรวมทีมอย่างร้ายแรง เพราะว่าด้วยเวลาอันจำกัดนี้ทำให้เราไม่สามารถลงไปเจาะลึกกับตัวละครแต่ละตัวได้มากเท่าที่ควร
📖
จุดอ่อนอย่างนึงของหนัง DC ก็คือ "ตัวละครไม่มีหนังเดี่ยวมาก่อน" ยกเว้นซูเปอร์แมน ซึ่งถ้าวัดจากมาตรฐานของอีกค่ายที่เริ่มจากการสร้างหนังเดี่ยวสะสมมาเรื่อยๆแล้ว เราจะเห็นความต่างที่ชัดเจนมากในแง่ของมิติตัวบุคคล, อุปนิสัยใจคอเชิงลึก และรวมไปถึงแรงผลักดัน (drive) ของตัวละครนั้นๆ ด้วย สำคัญคือในหนังเรื่องนี้มีการเปิดตัวฮีโร่ตัวใหม่ถึงสามตัว นั่นก็คือ "เดอะ แฟลช" (Ezra Miller), "อควาแมน" (Jason Momoa) และ "ไซบอร์ก" (Ray Fisher) ซึ่งปรากฏออกมาแบบงงๆ โดยที่เราแทบไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับตัวละครเหล่านี้เลย
📖
ประเด็นขัดใจที่สองก็คือ "ตัวร้าย" อย่างสเตพเพนวูล์ฟ ที่ถูกออกแบบมาได้น่าเบื่อหน่ายซ้ำซากสุดๆ (monotonous) คือการปรากฏตัวของตัวร้ายตัวนี้ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำมากไปกว่าการพร่ำเพร้อหา "มาเธอร์" เอย "เอกภาพ" เอย ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ คือถ้าถามผู้เขียนจริงๆ ก็คงตัดเกรดให้ความโหลยโท่ยของตัวละครนี้สูงพอๆกับ "อัลตรอน" จากอีกค่ายอ่ะครับ คือเกิดมาเป็นกระสอบทรายและดับไปอย่างไร้ค่าจริงๆ ... ที่สำคัญคืออำนาจบารมีของตัวร้ายก็ไม่ได้ convince เราเลยว่า "เออเว้ย มันเก่งจริงๆ นะ" เลยแม้แต่น้อย ซึ่งถ้าวัดกับ Doomsday จาก BvS แล้วล่ะก็ จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว
📖
ส่วนที่เสียดายที่สุดของหนังเรื่องนี้จนผู้เขียนอยากตะโกนถามที่สุด ก็คือบรรดาฉากแอคชั่นที่โคตรเท่จาก MoS และ BvS ทั้งหลายนั้นมันหายไปไหนหมดโว้ยยย! ไอ้ฉากเล่นแสงสีเสียงสุดอลังการพวกนั้นถือว่าเป็น iconic scene ที่น่าจดจำที่สุดเลยนะ (จำฉากดวลลำแสงระหว่างซูเปอร์แมนกับดูมส์เดย์ได้มั้ย?) ของพวกนั้นมันหายไปหมดเลย หรือเพราะศัตรูกากเกินไปเลยไม่มีฉากให้ปล่อยของก็เป็นได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วนี่คือสิ่งที่ผิดหวังที่สุดของผู้เขียนครับ
📖
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือความพยายามในการหัดเล่นมุกของหนังครับ ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่ DC จะพยายามลดดีกรี "วานนาบีดาร์ค" ลงไปเสียบ้าง ถึงแม้มุกเกือบครึ่งมันจะไม่ขำก็เถอะ แต่ถ้าที่หนังรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาก็ทำให้มันย่อยได้ง่ายขึ้น และมุกที่ถือว่าปังที่สุดสำหรับผู้เขียนก็คงหนีไม่พ้นฉาก "พี่เห็นหนูด้วยเหรอคะ" ที่กระชากซีนโดยเดอะแฟลชของเราได้ฮาจนขำกลิ้ง ... โดยส่วนตัวคิดว่าในอนาคตหนังน่าจะจับจังหวะที่เป็นของตัวเองได้มากกว่านี้ (ถ้าไม่เจ๊งจากเรื่องนี้ยับเยินไปก่อนล่ะนะ)
📖
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าหนังมันมีเวลาแนะนำตัวละครน้อย ดังนั้นอะไรหลายๆ อย่างมันเลยดูตื้นเขินไปหมด ทั้งที่มาที่ไปของตัวละครใหม่ และพัฒนาการของบรรดาตัวละครเก่า ทั้งหลายทั้งมวลนี้ถือว่าสอบไม่ผ่านอย่างรุนแรง ทุกอย่างมันดูรีบไปหมด เหมือนกับว่าจะรีบเร่งไปให้ถึง "องก์นั้น" เร็วๆ โดยที่ลืมเก็บเกี่ยวความงดงามข้างทางไปอย่างน่าเสียดาย ประจวบกับความกระจอกงอกง่อยของตัวร้ายที่มีสเกลพลังต่ำเตี้ยเลียดินเกินไปจนไม่อาจต้านทานสหบาทาของเหล่าฮีโร่ได้ ทำให้หนังมันขาดเสน่ห์บางอย่างไปเยอะเลย
ส่วนเรื่องซีจีบางฉากที่ลอยๆ ดูเกรดบีไปบ้าง กับซาวน์แทร็กที่กลมกลืนไปกับฉากมากจนแยกแทบไม่ออกนั้น ถือว่าหยวนๆ ให้แล้วกันเนอะ
📖
สรุปแล้ว Justice League ก็เป็นหนังอีกเรื่องนึงที่อาจจะจัดหมวดให้เป็น "หนังสนุก" ได้ ด้วยเนื้อเรื่องที่เรียบง่าย แอคชั่นที่ไม่มีความรุนแรงมากนัก และบทพูดที่ไม่ซับซ้อนเข้าใจง่าย
แต่หากมองในฐานะ "หนังเรือธง" ของค่ายที่กำลังพยายามตั้งไข่อย่าง DC แล้วนั้นก็อาจจะพูดได้ว่า "ยังดีไม่พอ" ที่จะไปแข่งกับคู่แข่งได้จริงๆ และไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการบริหารจัดการยังไงก็ตามแต่ แต่การที่ค่ายปล่อยผลงานแบบนี้ออกมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ ทั้งๆ ที่มันควรจะ "มีเสน่ห์" ได้มากกว่านี้แท้ๆ
ป.ล. ฉากที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดคือฉากที่ซากอนุสรณ์ครับ ทรงพลัง บันเทิง และน่าเกรงขามเอามากๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้หากชื่นชอบรีวิวรบกวนช่วยไลค์ช่วยแชร์เพื่อให้กำลังใจหรือติดตามผลงานได้ที่เพจ https://www.facebook.com/expensivemovie/ นะครับ!
[หนังโรงเรื่องที่ 206] Justice League - เมื่อคุณมีเทพทรูอยู่ในทีม by ตั๋วหนังมันแพง
[รีวิว] Justice League - เมื่อคุณมีเทพทรูอยู่ในทีม
(Zack Snyder/Joss Whedon, 2017)
[หนังโรงเรื่องที่ 206]
by ตั๋วหนังมันแพง
คะแนนความชอบ : B+ (จากสเกล D-A)
*ไม่มีการสปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ
เรื่องย่อ: เหตุการณ์ต่อเนื่องจาก Batman vs Superman เมื่อโลกต้องสูญเสียสัญลักษณ์แห่งความหวังอย่าง "คลาร์ก เคนท์/ซูเปอร์แมน" (Henry Cavill) ไป โลกก็เริ่มตกต่ำอีกครั้ง มนุษย์ไม่ศรัทธาและแตกแยกซึ่งกันและกัน ประจวบกับการรุกรานจากสิ่งมีชีวิตต่างมิติ "สเตพเพนวูล์ฟ" ที่หมายจะยึดครองมหาขุมพลังอย่าง "มาเธอร์บ็อกซ์" ที่กระจัดกระจายเป็นสามชิ้นไปทั่วทุกมุมโลก ... ร้อนไปถึงผู้ชายกลางๆ อย่าง "แบทแมน/บรูซ เวย์น" (Ben Affleck) ต้องมาระดมเหล่ายอดมนุษย์ หรือ "เมต้าฮิวแมน" ทั้งหลาย เพื่อมารวมพลังกันปกป้องโลกอีกครั้ง
โอเค เกริ่นหัวไว้เลยว่าส่วนตัวแล้วผู้เขียนรู้สึกผิดหวังกับหนังเรื่องนี้นะ แต่ในความผิดหวังมันก็มีความเข้าอกเข้าใจพ่วงกันไปด้วย เรียกว่าเป็นหนังอาภัพได้มั้ย ทั้งโดนเปลี่ยนมือผู้กำกับคนแล้วคนเล่า ทั้งมีปัญหาของค่ายใหญ่อย่าง WB แถมยังมีประเด็นจุกจิกมากมายอีก แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องตัดสินจากตัวหนังนี่แหละ
สิ่งหนึ่งที่รู้สึกขัดใจมากๆ ก็คือ "ความยาวของหนัง" (ทราบภายหลังว่าโดนค่ายสั่งตัดไปเกือบ 45 นาที) คือเข้าใจว่าค่ายหนังมีประสบการณ์เลวร้ายจาก BvS ในประเด็นน้ำท่วมทุ่ง และใช้เวลาเล่าเรื่องมากจนเกินความจำเป็น จึงตัดสินใจที่จะหั่นหนังระดับ "เรือธง" เรื่องนี้ให้เหลือเพียง 2 ชั่วโมงถ้วนเท่านั้น ... ซึ่งถือว่าเป็นผลเสียต่อหนังรวมทีมอย่างร้ายแรง เพราะว่าด้วยเวลาอันจำกัดนี้ทำให้เราไม่สามารถลงไปเจาะลึกกับตัวละครแต่ละตัวได้มากเท่าที่ควร
จุดอ่อนอย่างนึงของหนัง DC ก็คือ "ตัวละครไม่มีหนังเดี่ยวมาก่อน" ยกเว้นซูเปอร์แมน ซึ่งถ้าวัดจากมาตรฐานของอีกค่ายที่เริ่มจากการสร้างหนังเดี่ยวสะสมมาเรื่อยๆแล้ว เราจะเห็นความต่างที่ชัดเจนมากในแง่ของมิติตัวบุคคล, อุปนิสัยใจคอเชิงลึก และรวมไปถึงแรงผลักดัน (drive) ของตัวละครนั้นๆ ด้วย สำคัญคือในหนังเรื่องนี้มีการเปิดตัวฮีโร่ตัวใหม่ถึงสามตัว นั่นก็คือ "เดอะ แฟลช" (Ezra Miller), "อควาแมน" (Jason Momoa) และ "ไซบอร์ก" (Ray Fisher) ซึ่งปรากฏออกมาแบบงงๆ โดยที่เราแทบไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับตัวละครเหล่านี้เลย
ประเด็นขัดใจที่สองก็คือ "ตัวร้าย" อย่างสเตพเพนวูล์ฟ ที่ถูกออกแบบมาได้น่าเบื่อหน่ายซ้ำซากสุดๆ (monotonous) คือการปรากฏตัวของตัวร้ายตัวนี้ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำมากไปกว่าการพร่ำเพร้อหา "มาเธอร์" เอย "เอกภาพ" เอย ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ คือถ้าถามผู้เขียนจริงๆ ก็คงตัดเกรดให้ความโหลยโท่ยของตัวละครนี้สูงพอๆกับ "อัลตรอน" จากอีกค่ายอ่ะครับ คือเกิดมาเป็นกระสอบทรายและดับไปอย่างไร้ค่าจริงๆ ... ที่สำคัญคืออำนาจบารมีของตัวร้ายก็ไม่ได้ convince เราเลยว่า "เออเว้ย มันเก่งจริงๆ นะ" เลยแม้แต่น้อย ซึ่งถ้าวัดกับ Doomsday จาก BvS แล้วล่ะก็ จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว
ส่วนที่เสียดายที่สุดของหนังเรื่องนี้จนผู้เขียนอยากตะโกนถามที่สุด ก็คือบรรดาฉากแอคชั่นที่โคตรเท่จาก MoS และ BvS ทั้งหลายนั้นมันหายไปไหนหมดโว้ยยย! ไอ้ฉากเล่นแสงสีเสียงสุดอลังการพวกนั้นถือว่าเป็น iconic scene ที่น่าจดจำที่สุดเลยนะ (จำฉากดวลลำแสงระหว่างซูเปอร์แมนกับดูมส์เดย์ได้มั้ย?) ของพวกนั้นมันหายไปหมดเลย หรือเพราะศัตรูกากเกินไปเลยไม่มีฉากให้ปล่อยของก็เป็นได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วนี่คือสิ่งที่ผิดหวังที่สุดของผู้เขียนครับ
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือความพยายามในการหัดเล่นมุกของหนังครับ ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่ DC จะพยายามลดดีกรี "วานนาบีดาร์ค" ลงไปเสียบ้าง ถึงแม้มุกเกือบครึ่งมันจะไม่ขำก็เถอะ แต่ถ้าที่หนังรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาก็ทำให้มันย่อยได้ง่ายขึ้น และมุกที่ถือว่าปังที่สุดสำหรับผู้เขียนก็คงหนีไม่พ้นฉาก "พี่เห็นหนูด้วยเหรอคะ" ที่กระชากซีนโดยเดอะแฟลชของเราได้ฮาจนขำกลิ้ง ... โดยส่วนตัวคิดว่าในอนาคตหนังน่าจะจับจังหวะที่เป็นของตัวเองได้มากกว่านี้ (ถ้าไม่เจ๊งจากเรื่องนี้ยับเยินไปก่อนล่ะนะ)
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าหนังมันมีเวลาแนะนำตัวละครน้อย ดังนั้นอะไรหลายๆ อย่างมันเลยดูตื้นเขินไปหมด ทั้งที่มาที่ไปของตัวละครใหม่ และพัฒนาการของบรรดาตัวละครเก่า ทั้งหลายทั้งมวลนี้ถือว่าสอบไม่ผ่านอย่างรุนแรง ทุกอย่างมันดูรีบไปหมด เหมือนกับว่าจะรีบเร่งไปให้ถึง "องก์นั้น" เร็วๆ โดยที่ลืมเก็บเกี่ยวความงดงามข้างทางไปอย่างน่าเสียดาย ประจวบกับความกระจอกงอกง่อยของตัวร้ายที่มีสเกลพลังต่ำเตี้ยเลียดินเกินไปจนไม่อาจต้านทานสหบาทาของเหล่าฮีโร่ได้ ทำให้หนังมันขาดเสน่ห์บางอย่างไปเยอะเลย
ส่วนเรื่องซีจีบางฉากที่ลอยๆ ดูเกรดบีไปบ้าง กับซาวน์แทร็กที่กลมกลืนไปกับฉากมากจนแยกแทบไม่ออกนั้น ถือว่าหยวนๆ ให้แล้วกันเนอะ
สรุปแล้ว Justice League ก็เป็นหนังอีกเรื่องนึงที่อาจจะจัดหมวดให้เป็น "หนังสนุก" ได้ ด้วยเนื้อเรื่องที่เรียบง่าย แอคชั่นที่ไม่มีความรุนแรงมากนัก และบทพูดที่ไม่ซับซ้อนเข้าใจง่าย
แต่หากมองในฐานะ "หนังเรือธง" ของค่ายที่กำลังพยายามตั้งไข่อย่าง DC แล้วนั้นก็อาจจะพูดได้ว่า "ยังดีไม่พอ" ที่จะไปแข่งกับคู่แข่งได้จริงๆ และไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการบริหารจัดการยังไงก็ตามแต่ แต่การที่ค่ายปล่อยผลงานแบบนี้ออกมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับ ทั้งๆ ที่มันควรจะ "มีเสน่ห์" ได้มากกว่านี้แท้ๆ
ป.ล. ฉากที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดคือฉากที่ซากอนุสรณ์ครับ ทรงพลัง บันเทิง และน่าเกรงขามเอามากๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้