ค้านเก็บภาษีอีคอมเมิรซ์ ปิดประชาพิจารณ์คนไม่เห็นด้วยมากกว่า คลังเร่งแจงข้อสงสัยคาดกระทบให้มีผลบังคับใช้ล่าช้าออกไป จากเดิมกำหนดปี 61
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้สรุปผลการแสดงรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. เก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือภาษีอีคอมเมิร์ซผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ในช่วงวันที่ 21 มิ.ย. -11 ก.ค. 60 โดยมีผู้แสดงความคิดเห็น 64 ราย เห็น 29 ราย และไม่เห็นด้วย 35 ราย
ทั้งนี้การที่มีผู้แสดงไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย ทำให้กรมสรรพากรต้องทำการชี้การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยอย่างละเอียด ว่าเหตุใดรัฐบาลถึงมีความจำเป็นในการออกกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่จะเสนอร่างกฎหมายให้ ครม.และเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบ ซึ่งเดิมกรมสรรพากรตั้งเป้าหมายจะให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ในปี 61 เพื่อทำให้การเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่เมื่อมีคนไม่เห็นด้วยอาจทำให้การพิจารณากฎหมายนี้ล่าช้าออกไป
สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีอีคอมเมิร์ซ การเก็บภาษีกับผู้ประกอบการนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการโดยการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดรายได้ในประเทศไทย เช่น เฟสบุคส์ กูเกิล ยูทูบ ไลน์ เป็นต้น จะมีการกำหนดอัตราเพดานสูงสุดไว้ในกฎหมาย ให้เสียภาษีหักที่จ่ายไม่เกิน 15% โดยผู้จ่ายเงินเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากร อย่างไรก็ตามจะต้องมีการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดอัตราที่แท้จริงอีกครั้ง ซึ่งจะมีหลายอัตราตามประเภทการประกอบธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ผู้แสดงความคิดเห็นต่างตั้งข้อสังเกตุ ถึงการกำหนดนิยามของผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษี รายได้ที่ต้องเสียภาษี รวมถึงการชำระภาษี ว่าเป็นอย่างไรและจะทำให้เกิดปัญหาในการประกอบธุรกิจมากน้อยขนาดไหน ซึ่งกรมสรรพากรได้ทำการชี้แจงการแสดงความเห็นต่างๆ ให้มากที่สุด
นายอภิศักดิ์ ตันติวงรวศ์รมว.คลัง กล่าวว่า การต้องเปิดรับแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 77 สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษี จะทำให้เกิดปัญหามาก เพราะไม่มีใครเห็นด้วยกับการเก็บภาษีอยู่แล้ว หากไม่แก้ไขก็จะทำให้การออกกฎหมายภาษีมีปัญหาทำได้ยาก ซึ่งการออกกฎหมายเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีของกรมสรรพากร และการเก็บรายได้โดยรวมของรัฐบาล เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องไปเพิ่มอัตราภาษีอื่นๆ โดยเฉพาะการเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปัจจุบันลดการเก็บจากอัตรา 10% เป็น 7%
JJNY : ปฏิรูปดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ชาวบ้านค้านภาษีอีคอมเมิรซ์
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้สรุปผลการแสดงรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. เก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือภาษีอีคอมเมิร์ซผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ในช่วงวันที่ 21 มิ.ย. -11 ก.ค. 60 โดยมีผู้แสดงความคิดเห็น 64 ราย เห็น 29 ราย และไม่เห็นด้วย 35 ราย
ทั้งนี้การที่มีผู้แสดงไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย ทำให้กรมสรรพากรต้องทำการชี้การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยอย่างละเอียด ว่าเหตุใดรัฐบาลถึงมีความจำเป็นในการออกกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่จะเสนอร่างกฎหมายให้ ครม.และเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบ ซึ่งเดิมกรมสรรพากรตั้งเป้าหมายจะให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ในปี 61 เพื่อทำให้การเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่เมื่อมีคนไม่เห็นด้วยอาจทำให้การพิจารณากฎหมายนี้ล่าช้าออกไป
สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีอีคอมเมิร์ซ การเก็บภาษีกับผู้ประกอบการนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการโดยการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดรายได้ในประเทศไทย เช่น เฟสบุคส์ กูเกิล ยูทูบ ไลน์ เป็นต้น จะมีการกำหนดอัตราเพดานสูงสุดไว้ในกฎหมาย ให้เสียภาษีหักที่จ่ายไม่เกิน 15% โดยผู้จ่ายเงินเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากร อย่างไรก็ตามจะต้องมีการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดอัตราที่แท้จริงอีกครั้ง ซึ่งจะมีหลายอัตราตามประเภทการประกอบธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ผู้แสดงความคิดเห็นต่างตั้งข้อสังเกตุ ถึงการกำหนดนิยามของผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษี รายได้ที่ต้องเสียภาษี รวมถึงการชำระภาษี ว่าเป็นอย่างไรและจะทำให้เกิดปัญหาในการประกอบธุรกิจมากน้อยขนาดไหน ซึ่งกรมสรรพากรได้ทำการชี้แจงการแสดงความเห็นต่างๆ ให้มากที่สุด
นายอภิศักดิ์ ตันติวงรวศ์รมว.คลัง กล่าวว่า การต้องเปิดรับแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 77 สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษี จะทำให้เกิดปัญหามาก เพราะไม่มีใครเห็นด้วยกับการเก็บภาษีอยู่แล้ว หากไม่แก้ไขก็จะทำให้การออกกฎหมายภาษีมีปัญหาทำได้ยาก ซึ่งการออกกฎหมายเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีของกรมสรรพากร และการเก็บรายได้โดยรวมของรัฐบาล เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องไปเพิ่มอัตราภาษีอื่นๆ โดยเฉพาะการเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปัจจุบันลดการเก็บจากอัตรา 10% เป็น 7%