บรรดาผู้ประกอบการ อี-คอมเมอร์ซ ได้อ่านกันบ้างหรือยัง เลยเอามาให้ลองดูกัน
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=163361:2013-01-11-15-27-17&catid=89:2009-02-08-11-24-05&Itemid=417
สรรพากรเดินเครื่องขยายฐานภาษี ส่งจดหมายเรียกประเมินภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
พุ่งเป้าเจ้าของเว็บไซต์ค้าสินค้าราคาแพง ทั้งพระเครื่อง ปืน เครื่องบินบังคับ อุปกรณ์แต่งรถยนต์หรือจักรยานยนต์ เสียงเข้มพบตุกติกโดนฟันค่าปรับเพิ่มทุกกรณี วางระบบเพิ่มให้ผู้ค้าเรียกเก็บภาษีแวตหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ซื้ออีกทอด นายกสมาคมอี-คอมเมิร์ซรับ ซื้อขายต้องเสียภาษี แนะสรรพากรเร่งให้ความรู้ผู้ประกอบการ เว็บไซต์เช่าพระโวย ให้เก็บภาษีวัดด้วย
ตามที่กรมสรรพากรกำลังปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ โดยปรับลดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาลงเป็นลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป พร้อมกับเร่งขยายฐานภาษีเพื่อชดเชยเม็ดเงินรายได้ที่ขาดหายไป และเป็นการสร้างความเป็นธรรมที่ผู้มีเงินได้ควรต้องเสียภาษีโดยเสมอหน้ากัน จึงเร่งรัดการจัดเก็บรายได้จากกลุ่มที่ไม่อยู่ในฐานภาษีมาก่อนหลายกลุ่ม นั้น
ล่าสุด กรมสรรพากรได้มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการเปิดซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต และหน้าร้าน หรือที่เรียกว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่ทำธุรกรรมซื้อขายและโอนเงินทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้แสดงตัวยื่นแสดงแบบเงินได้เพื่อประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2555 ภายในเดือนมีนาคม 2556 นี้ ให้ถูกต้องครบถ้วน
-เข้มภาษีอี-คอมเมิร์ซ
โดยนางวณี ทัศนมณเฑียร ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า มาตรการการขยายฐานภาษีไปยังผู้ประกอบการ ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ให้ครบถ้วนและถูกต้องนั้น เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง โดยในปีนี้กรม จะเพิ่มการตรวจสอบเข้มงวดขึ้น ที่ในปีที่แล้วเป็นเพียงการเชิญมาพูดคุยและให้โอกาสปรับปรุงตัว ซึ่งผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว โดยให้สามารถกลับเข้ามายื่นเสียภาษีในระบบให้ถูกต้อง และคิดเบี้ยปรับเพียงเล็กน้อย "ปีก่อนเหมือนการโยนหินลงน้ำ จะเกิดคลื่นกระจายเป็นวงกว้างต่อไปในปีนี้และต่อ ๆ ไป กรมยังมีโอกาสจัดเก็บภาษีจากธุรกิจดังกล่าวเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่าจากปีก่อน ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซบางรายตื่นตัว เริ่มกลัวจะต้องเสียค่าปรับเงินเพิ่ม ก็ทยอยมายื่นแบบแสดงรายได้เสียภาษีด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปมากที่สุด"
-เข้มฟันไม่เลี้ยงเลี่ยงภาษี
นางวณีกล่าวอีกว่า ในทางปฏิบัติตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ กว่า 1,000 รายขึ้นไป ทั้งหมดทั่วประเทศ ให้มารายงานยื่นแบบรายได้ประเมินภาษี หากกรม ตามตรวจสอบพบภายหลัง และเรียกชำระภาษีจากผู้ประกอบการรายใด ทั้งเจตนาเลี่ยงภาษีหรือไม่รู้ก็ตาม จะต้องเสียเบี้ยปรับย้อนหลัง 2 เท่าของมูลค่าภาษี บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ถ้ายื่นแบบภาษีอื่นแต่ไม่ยื่นแบบภาษีนี้ จะเสียย้อนหลัง 1 เท่าของมูลค่าภาษี และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และถ้าเจตนาเลี่ยงภาษีจะมีโทษจำคุก 3 เดือน ไม่เกิน 7 ปีด้วย โดยไม่มีการลดหย่อนในทุกกรณี
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถตรวจสอบเชิงลึกได้ ถึงความถูกต้องของรายการเงินได้ จากการโอนเงินในการซื้อขายสินค้าเข้าบัญชีว่าได้มีการแจ้งเป็นรายได้จริงหรือไม่ หลังจากที่กรมมีข้อมูลธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั้งหมดแล้ว รวมถึงการร่วมมือกับกระทรวงไอซีทีในการติดตามข้อมูลต่อไปด้วย
-จับตาพระเครื่องยันเครื่องสำอางนอก
สำหรับธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ที่กรมส่งหนังสือเรียก เพื่อตรวจสอบเป็นพิเศษในปีนี้ เป็นกลุ่มที่มีรายได้เป็นจำนวนมาก ซื้อขายสินค้าที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ ธุรกิจพระเครื่อง อาวุธปืน ของเล่นราคาแพง เช่น เครื่องบินบังคับ และชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ หรือจักรยานยนต์
ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร ย้ำด้วยว่า นอกจากนั้นต้องติดตามกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภท ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมซื้อขายบนอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะสินค้าประเภทเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และเครื่องสำอาง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแบรนด์เนม นำเข้าจากต่างประเทศ และยังรวมถึงสินค้าในกลุ่มธุรกิจขายตรง หรือธุรกิจเครือข่ายด้วย
-บี้ต่อภาษีแวตรับเออีซี
"ปีนี้จะเป็นการขยายผลต่อยอดจากปีที่ก่อน หลังจากให้เวลาผู้ประกอบการแจงรายได้สิ้นปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั่วประเทศ ที่เข้ามาแสดงตัวแล้วพันราย แต่ตัวเลขที่ชัดเจนนั้นอยู่ระหว่างการติดตามผล ซึ่งมาตรการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ กรมสามารถจัดเก็บรายได้ ปี 2556 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.77 ล้านล้านบาทแน่นอน"
อีกทั้ง กรมกำลังวางระบบเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ โดยกำหนดให้ทุกครั้งที่ผู้สั่งซื้อสินค้าจ่ายเงินค่าสินค้า ผู้ค้าต้องหักภาษีนำส่งกรมด้วย โดยการยื่นแบบ ภ.พ.36 หรือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร ใช้เมื่อได้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร เพราะหลังจากเปิดเสรีการค้าอาเซียนในปี 2558 ปริมาณการซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต จะเพิ่มมากขึ้น
-รับวงการอี-คอมเมิร์ซไม่รู้
ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัทตลาดดอตคอม จำกัด กล่าวในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยว่า เห็นด้วยที่กรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษี การขายสินค้าอินเตอร์เน็ต หรือ อี-คอมเมิร์ซ เพราะขายสินค้าก็ต้องเสียภาษี แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลทั่วไปไม่รู้ว่า ขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซต้องเสียภาษี และไม่นำไปคิดคำนวณภาษี ทั้งนี้มองว่ากรมสรรพากรควรแจ้งให้ทราบ และให้ความรู้กับกลุ่มผู้ประกอบการ อี-คอมเมิร์ซ ให้ทั่วถึง
"ที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่รู้ โดยพื้นฐานเดิมเขากลัวกรมสรรพากรอยู่แล้ว ซึ่งหากไม่สร้างความรู้ความเข้าใจ สุดท้ายเห็นว่ายุ่งยาก ไม่ขายดีกว่า ก็จะส่งผลกระทบกับการเติบโตโดยภาพรวมของอี-คอมเมิร์ซ ในไทย"
-เช่าพระโวยเก็บภาษีวัดด้วย
ส่วนนายธีรวุธ วงษ์วิบูลย์สิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน สตาร์ เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการเว็บอี-คอมเมิร์ซ ทูโฮมดอตคอม (www.tohome.com) กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ของกรมสรรพากร ถือเป็นเรื่องดี เนื่องจากจะทำให้ผู้ค้าอี-คอมเมิร์ซเข้าระบบภาษี อย่างไรก็ตาม อาจส่งผลกระทบ กับกลุ่มขายสินค้าผ่าน อี-คอมเมิร์ซ ที่ไม่มีการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยทำเป็นรายได้เสริมหรืองานอดิเรก เพราะส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมจะทำเป็นธุรกิจ
ขณะที่นายประทีบ เทียนนาวา เจ้าของเว็บไซต์พระเครื่องดอตคอม (www.phrakrueng.com) หนึ่งในผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับหนังสือแจ้งไปแสดงรายงานเงินได้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เปิดเว็บไซต์ดังกล่าวขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่สนใจเช่าพระต่อ และสอนทำกรอบพระเท่านั้น มีรายได้จากการให้เช่าต่อเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โต ขณะที่เว็บไซต์บางรายก็ทำเป็นงานอดิเรก ที่กรมสรรพากรมาประเมินเรียกเก็บภาษีถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการเรียกเก็บภาษีจากผู้มีรายได้น้อย หากเป็นแบบนี้ วัดที่ปล่อยเช่าพระก็ต้องโดนเรียกเก็บภาษีด้วยสิ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,809 วันที่ 13 - 16 มกราคม พ.ศ. 2556
ข่าวจากฐานเศรษฐกิจ "ไล่บี้ภาษีขายผ่านเน็ต คลังยื่นโนติซด่วนเรียกแจงรายได้/ธุรกิจเสียงอ่อย-รายย่อยโวยลั่น!"
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=163361:2013-01-11-15-27-17&catid=89:2009-02-08-11-24-05&Itemid=417
สรรพากรเดินเครื่องขยายฐานภาษี ส่งจดหมายเรียกประเมินภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ พุ่งเป้าเจ้าของเว็บไซต์ค้าสินค้าราคาแพง ทั้งพระเครื่อง ปืน เครื่องบินบังคับ อุปกรณ์แต่งรถยนต์หรือจักรยานยนต์ เสียงเข้มพบตุกติกโดนฟันค่าปรับเพิ่มทุกกรณี วางระบบเพิ่มให้ผู้ค้าเรียกเก็บภาษีแวตหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ซื้ออีกทอด นายกสมาคมอี-คอมเมิร์ซรับ ซื้อขายต้องเสียภาษี แนะสรรพากรเร่งให้ความรู้ผู้ประกอบการ เว็บไซต์เช่าพระโวย ให้เก็บภาษีวัดด้วย
ตามที่กรมสรรพากรกำลังปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ โดยปรับลดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาลงเป็นลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป พร้อมกับเร่งขยายฐานภาษีเพื่อชดเชยเม็ดเงินรายได้ที่ขาดหายไป และเป็นการสร้างความเป็นธรรมที่ผู้มีเงินได้ควรต้องเสียภาษีโดยเสมอหน้ากัน จึงเร่งรัดการจัดเก็บรายได้จากกลุ่มที่ไม่อยู่ในฐานภาษีมาก่อนหลายกลุ่ม นั้น
ล่าสุด กรมสรรพากรได้มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการเปิดซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต และหน้าร้าน หรือที่เรียกว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่ทำธุรกรรมซื้อขายและโอนเงินทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้แสดงตัวยื่นแสดงแบบเงินได้เพื่อประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2555 ภายในเดือนมีนาคม 2556 นี้ ให้ถูกต้องครบถ้วน
-เข้มภาษีอี-คอมเมิร์ซ
โดยนางวณี ทัศนมณเฑียร ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า มาตรการการขยายฐานภาษีไปยังผู้ประกอบการ ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ให้ครบถ้วนและถูกต้องนั้น เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง โดยในปีนี้กรม จะเพิ่มการตรวจสอบเข้มงวดขึ้น ที่ในปีที่แล้วเป็นเพียงการเชิญมาพูดคุยและให้โอกาสปรับปรุงตัว ซึ่งผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว โดยให้สามารถกลับเข้ามายื่นเสียภาษีในระบบให้ถูกต้อง และคิดเบี้ยปรับเพียงเล็กน้อย "ปีก่อนเหมือนการโยนหินลงน้ำ จะเกิดคลื่นกระจายเป็นวงกว้างต่อไปในปีนี้และต่อ ๆ ไป กรมยังมีโอกาสจัดเก็บภาษีจากธุรกิจดังกล่าวเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่าจากปีก่อน ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซบางรายตื่นตัว เริ่มกลัวจะต้องเสียค่าปรับเงินเพิ่ม ก็ทยอยมายื่นแบบแสดงรายได้เสียภาษีด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปมากที่สุด"
-เข้มฟันไม่เลี้ยงเลี่ยงภาษี
นางวณีกล่าวอีกว่า ในทางปฏิบัติตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการส่งหนังสือเรียกไปยังผู้ประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ กว่า 1,000 รายขึ้นไป ทั้งหมดทั่วประเทศ ให้มารายงานยื่นแบบรายได้ประเมินภาษี หากกรม ตามตรวจสอบพบภายหลัง และเรียกชำระภาษีจากผู้ประกอบการรายใด ทั้งเจตนาเลี่ยงภาษีหรือไม่รู้ก็ตาม จะต้องเสียเบี้ยปรับย้อนหลัง 2 เท่าของมูลค่าภาษี บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ถ้ายื่นแบบภาษีอื่นแต่ไม่ยื่นแบบภาษีนี้ จะเสียย้อนหลัง 1 เท่าของมูลค่าภาษี และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และถ้าเจตนาเลี่ยงภาษีจะมีโทษจำคุก 3 เดือน ไม่เกิน 7 ปีด้วย โดยไม่มีการลดหย่อนในทุกกรณี
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถตรวจสอบเชิงลึกได้ ถึงความถูกต้องของรายการเงินได้ จากการโอนเงินในการซื้อขายสินค้าเข้าบัญชีว่าได้มีการแจ้งเป็นรายได้จริงหรือไม่ หลังจากที่กรมมีข้อมูลธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั้งหมดแล้ว รวมถึงการร่วมมือกับกระทรวงไอซีทีในการติดตามข้อมูลต่อไปด้วย
-จับตาพระเครื่องยันเครื่องสำอางนอก
สำหรับธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ที่กรมส่งหนังสือเรียก เพื่อตรวจสอบเป็นพิเศษในปีนี้ เป็นกลุ่มที่มีรายได้เป็นจำนวนมาก ซื้อขายสินค้าที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ ธุรกิจพระเครื่อง อาวุธปืน ของเล่นราคาแพง เช่น เครื่องบินบังคับ และชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ หรือจักรยานยนต์
ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร ย้ำด้วยว่า นอกจากนั้นต้องติดตามกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภท ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมซื้อขายบนอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะสินค้าประเภทเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และเครื่องสำอาง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าแบรนด์เนม นำเข้าจากต่างประเทศ และยังรวมถึงสินค้าในกลุ่มธุรกิจขายตรง หรือธุรกิจเครือข่ายด้วย
-บี้ต่อภาษีแวตรับเออีซี
"ปีนี้จะเป็นการขยายผลต่อยอดจากปีที่ก่อน หลังจากให้เวลาผู้ประกอบการแจงรายได้สิ้นปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั่วประเทศ ที่เข้ามาแสดงตัวแล้วพันราย แต่ตัวเลขที่ชัดเจนนั้นอยู่ระหว่างการติดตามผล ซึ่งมาตรการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ กรมสามารถจัดเก็บรายได้ ปี 2556 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.77 ล้านล้านบาทแน่นอน"
อีกทั้ง กรมกำลังวางระบบเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ โดยกำหนดให้ทุกครั้งที่ผู้สั่งซื้อสินค้าจ่ายเงินค่าสินค้า ผู้ค้าต้องหักภาษีนำส่งกรมด้วย โดยการยื่นแบบ ภ.พ.36 หรือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร ใช้เมื่อได้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร เพราะหลังจากเปิดเสรีการค้าอาเซียนในปี 2558 ปริมาณการซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต จะเพิ่มมากขึ้น
-รับวงการอี-คอมเมิร์ซไม่รู้
ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัทตลาดดอตคอม จำกัด กล่าวในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยว่า เห็นด้วยที่กรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษี การขายสินค้าอินเตอร์เน็ต หรือ อี-คอมเมิร์ซ เพราะขายสินค้าก็ต้องเสียภาษี แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลทั่วไปไม่รู้ว่า ขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซต้องเสียภาษี และไม่นำไปคิดคำนวณภาษี ทั้งนี้มองว่ากรมสรรพากรควรแจ้งให้ทราบ และให้ความรู้กับกลุ่มผู้ประกอบการ อี-คอมเมิร์ซ ให้ทั่วถึง
"ที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่รู้ โดยพื้นฐานเดิมเขากลัวกรมสรรพากรอยู่แล้ว ซึ่งหากไม่สร้างความรู้ความเข้าใจ สุดท้ายเห็นว่ายุ่งยาก ไม่ขายดีกว่า ก็จะส่งผลกระทบกับการเติบโตโดยภาพรวมของอี-คอมเมิร์ซ ในไทย"
-เช่าพระโวยเก็บภาษีวัดด้วย
ส่วนนายธีรวุธ วงษ์วิบูลย์สิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน สตาร์ เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการเว็บอี-คอมเมิร์ซ ทูโฮมดอตคอม (www.tohome.com) กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ของกรมสรรพากร ถือเป็นเรื่องดี เนื่องจากจะทำให้ผู้ค้าอี-คอมเมิร์ซเข้าระบบภาษี อย่างไรก็ตาม อาจส่งผลกระทบ กับกลุ่มขายสินค้าผ่าน อี-คอมเมิร์ซ ที่ไม่มีการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยทำเป็นรายได้เสริมหรืองานอดิเรก เพราะส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมจะทำเป็นธุรกิจ
ขณะที่นายประทีบ เทียนนาวา เจ้าของเว็บไซต์พระเครื่องดอตคอม (www.phrakrueng.com) หนึ่งในผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับหนังสือแจ้งไปแสดงรายงานเงินได้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เปิดเว็บไซต์ดังกล่าวขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่สนใจเช่าพระต่อ และสอนทำกรอบพระเท่านั้น มีรายได้จากการให้เช่าต่อเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โต ขณะที่เว็บไซต์บางรายก็ทำเป็นงานอดิเรก ที่กรมสรรพากรมาประเมินเรียกเก็บภาษีถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการเรียกเก็บภาษีจากผู้มีรายได้น้อย หากเป็นแบบนี้ วัดที่ปล่อยเช่าพระก็ต้องโดนเรียกเก็บภาษีด้วยสิ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,809 วันที่ 13 - 16 มกราคม พ.ศ. 2556