## นาน....น่าจะนับเป็นสิบปีที่ไม่ได้โพสต์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตของตัวเอง เพราะเหตุผลหลาย ๆ ด้าน แต่วันนี้ถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจเสียที จึงได้เข้ามาโพสต์ โดยอยากได้ คคห.จากหลาย ๆ ท่านและโดยเฉพาะแม่เลี้ยงเดี่ยว##
ขอเริ่มเลยแล้วกัน.....
ดิฉันและสามีแต่งงานกันมา 14 ปี เราทำงาน บ.ทั้งคู่ แต่งงานแล้วเขาทำงานต่ออีก 3 ปีเพื่อผ่อนรถ หลังจากนั้นลาออกเพราะอยากจะมาทำส่วนตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนอนรองาน ดิฉันทนไม่ไหว มีหางานป้อนให้บ้าง แต่ก็ไม่มาก สุดท้ายก็ต้องเลิกทำตรงนี้ไป ระหว่าง 2 ปีนี้ ดิฉันไม่ได้ช่วย คชจ.อะไรเขาเท่าไหร่ เขาพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ก็กินใช้ตรงนั้น สุดท้ายดิฉันทนไม่ไหว ต้องไปบนให้เขาได้ทำงาน ซึ่งก็ได้งานทำจริง ๆ
เขาทำงานอีก 2 ปี เราอยากมีลูกด้วยกันเลย ไปปรึกษาหมอ เพราะดิฉันมีภาวะมีลูกยาก ปรากฏว่าโชคดีมากทำครั้งเดียวติด ได้ลูกชาย (ตอนนี้ใกล้จะ 7 ขวบแล้ว) ระหว่างที่ท้องได้ 6-7 เดือน เขาก็บอกดิฉันว่าจะลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง ตอนนั้นดิฉันช๊อคค่ะ แต่ก็นิ่ง ๆ ไม่ได้ว่าอะไร จนคลอดลูก ดิฉันลางานครบ 90 วัน เค้าก็ลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก
จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ดิฉันคือคนทำงานเพียงคนเดียวในบ้าน ตอนแรก ๆ ยอมรับนะทำใจไม่ได้เป็น ปี – 2 ปี เพราะรายได้รวม 2 คนหลักแสน หายไปครึ่ง มีวีน-เหวี่ยงใส่บ้าง ช่วงปีแรกไม่เยอะ เพราะยุ่ง ๆ เรื่องน้ำท่วมใหญ่ ถึงจะมีตรงนี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตลอด เป็นช่วง ๆ ตามจังหวะอารมณ์
ค่าใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ สิ่งของเครื่องใช้ทุกชิ้นในบ้านดิฉันรับผิดชอบซื้อหาหมด ปีแรกนี้ให้เงินเขาใช้ต่อเดือน ๆ ละ 2,000-2,500 บาท เพราะดิฉันมีภาระผ่อนรถ หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ จนปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 6,000 แม้แต่ประกันชีวิตส่วนตัวเขาดิฉันก็รับผิดชอบส่งให้ เพราะเค้าจะเวนคืนแต่ดิฉันเสียดาย เพราะส่งมาประมาณ 10 ปีแล้ว ก็เลยเอามาส่งต่อ ส่งต่อให้มา 5 ปีได้แล้ว
ระหว่างที่ลูกเข้า รร.ก็ให้ทุนเขาเล่นหุ้น เขามีทุนของเขาลงไปประมาณแสนนึง ดิฉันเติมให้อีกปีละ 5 หมื่น สำหรับลงทุนให้ลูก แต่ปีนี้ต้องตัดใจ ไม่เติมให้ เพราะว่าไม่รู้ถึงความคืบหน้ากำไรขาดทุน ถามทีก็มีอารมณ์เสียฉุนเฉียว ตอบแบบเสียไม่ได้ เงินที่อยู่ตรงนั้นของดิฉัน ลงไปให้เกือบ ๆ 2 แสน
ตอนลูกอยู่ อ.2 เขาก็คิดจะทำกิจการของเขาอีก ไปสมัครอบรมงานช่างไม้ ดิฉันก็โอเครนะ อย่างน้อยเค้าก็ยังพยายามจะหาอะไรทำ.... ( แต่งานนี้ไม่ช่วยแล้ว เพราะว่าตัวดิฉันเอง ก็ทำงานหารายได้เสริม และจริง ๆ ก็ดูว่าจะไปได้ดีกว่างานของเค้า แต่เค้าก็ไม่เคยช่วยดิฉันสานต่อตรงนั้น ซึ่งปัจจุบันดิฉันทำเองคนเดียวตรงนี้ไม่ไหว ก็เลิกทำไปแล้ว ) จากที่เล่ามาเหมือนไม่มีอะไรใช่มั๊ยคะ ?? ชีวิตเรียบง่ายของผู้หญิงคนหนึ่งที่แค่เลี้ยงดูสามีและลูก แต่ในระยะหลัง ปี/2ปีมานี้ เราทะเลาะและมีปากเสียงกันค่อนข้างบ่อย ลูกเริ่มโตแล้ว เริ่มรู้เรื่อง หลังจากมีปากเสียงกันทุกครั้ง ดิฉันพยายามเงียบ เงียบ (แล้วก็) เงียบ คือไม่พูดกัน ไม่คุยกัน ต่างคนต่างเหมือนอากาศธาตุ ถ้าไม่มีเรื่องที่จำเป็นต้องพูดกันจริง ๆ เพราะไม่อยากทะเลาะเถียงกันให้ลูกได้ยิน ได้เห็น สิ่งที่ทะเลาะ/เถียงกัน เป็นเรื่องที่เขามาหาว่า ดิฉันขี้เกียจ ไม่ช่วยทำงานบ้าน ไม่ตื่นมาหุงข้าว , ดิฉันนอนตื่นสาย (ในวันหยุด ) ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก ( ซึ่งทำให้ปลุกลูก ๆ ไม่ยอมลุกจากที่นอน เพื่อจะไป รร.เพราะสาเหตุนี้ – เขาว่า..) ซึ่งเวลามีเรื่องแบบนี้ ดิฉันก็จะเถียงบอกว่า “ เขาไม่มีสิทธิ์มาพูดอย่างนี้ เพราะเขาไม่ได้ดีกว่าดิฉัน ช่วยไปพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าดีกว่า หรือเท่ากับ จึงค่อยมาว่า ถ้ายังไม่ดีกว่า ไม่มีสิทธิ์มาว่ากัน ” และที่สำคัญ ดิฉันไม่เคยว่าเค้า ไม่เคยบอกว่าทำไมเค้าเป็น/ไม่เป็น หรือไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ดิฉันเงียบ-เฉยตลอด บ้านช่อง ห้องน้ำสกปรกดิฉันไม่เคยว่า ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้วันหยุดดิฉันก็ทำ
ดิฉันออกจากบ้านไปทำงาน 7 โมงเช้าค่ะ กลับถึงบ้านประมาณ 2-2ทุ่มครึ่ง เพราะกลับจากทำงานก็แวะรับลูกกลับจากเรียนกีฬาด้วยเลย กลางคืนอาบน้ำให้ พาลูกอ่านนิทาน พานอน ทำอย่างนี้ตั้งแต่เกิด เสาร์-อาทิตย์ ซักผ้าลูก ชุดชั้นในตัวเอง (ซักมือ) – รีดผ้า , ล้างห้องน้ำ และอื่น ๆ ส่วนตัวเขาไปส่งลูกที่ รร.ตอนเช้า 7 โมง กลับถึงบ้านไม่เกิน 7 ครึ่ง แล้วไปรับลูกตอนประมาณบ่าย 4 แล้วไปส่งลูกเรียนกีฬา
อ้อ....งานไม้งานเฟอร์นิเจอร์ที่เค้าทำ มันยังขายไม่ได้ ไม่ได้มีออเดอร์อะไรเข้ามา ทำมากองไว้ที่บ้าน จะเอาไปขายทีตอนที่ทางราชการหาที่ให้ขาย ถ้าไม่มีตรงนี้ เค้าก็ไม่ไปหาที่ขาย สรุปคือมันยังไม่สามารถยึดถือเอามาเป็นรายได้หลักได้
ที่เจ็บช้ำน้ำใจที่สุดคือ ดิฉันเพิ่งมารู้ว่าเขาเอาดิฉันไปด่าในกลุ่มไลน์ของครอบครัวเค้าหลายครั้งมาแล้ว ซึ่งในกลุ่มนั้นมีหลายคน พี่น้อง สะใภ้ หลาน ๆ ดิฉันไม่ได้เข้าอยู่ในกลุ่มกับเขาด้วย เพราะเห็นว่าไร้สาระ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็พอจะทราบว่าเขาต้องเอาไปพูดคุยกับพ่อแม่ น้องเค้าบ้าง เพราะถ้าไปหากันทีไรกลับมาก็จะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง เช่น ดิฉันจะพาลูกไปเรียนภาษาจีน (แต่จริง ๆ ลูกไม่อยากไป ก็ไม่ได้บังคับให้ไป ปัจจุบันก็ไม่ได้ให้เรียน) เค้าก็ด่าว่าบังคับลูก หาว่าดิฉันบังคับลูกอ่านหนังสือ จนลูกไม่ชอบภาษาไทย และอ่านไม่ได้ (แต่ผลสอบออกมาลูกทำคะแนนวิชาภาษาไทยได้ดีที่สุด) ด่าอีกหลายเรื่อง ขี้เกียจ... ไม่ช่วยงาน...เป็นนังแม่มดร้าย...ใครไม่อยู่ด้วยไม่รู้หรอก..?? (ตามที่บอก เวลาเถียง/ทะเลาะหรือมีปากเสียงกัน สำหรับดิฉันคือตรงนั้นจบ อาจจะเถียงกัน 2-3 นาที หลังจากนั้นดิฉันก็จะเงียบตลอดคือไม่...อะไรเลย...
นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้รับการตอบแทนจาก ผช.คนนี้ ดิฉันต้องเลี้ยงดูให้เงินเค้าใช้นานมากกว่า 6 ปีแล้ว รับผิดชอบทุกอย่างในบ้าน ทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ ของกินของใช้ทุกอย่าง ข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องปรุงต่าง ๆ ของอุปโภค บริโภค ค่าเล่าเรียนลูก เค้าไม่ได้เคยช่วยดิฉันเลยแม้แต่บาทหรือสลึงเดียว ตลอดเวลาที่มีลูกที่ผ่านมา และ ณ.ปัจจุบัน ดิฉันก็ไม่ได้คาดหวังถึงรายได้จากการทำงานของเขา ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะทำงานมีอาชีพของตัวเองเลี้ยงดูครอบครัวได้ สิ่งที่คาดหวังคือ ให้เขาทำหน้าที่ “แม่บ้าน ” คือกลับบ้านมาดิฉันอยากเห็นบ้านช่องสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่ต้องมาหงุดหงิดกับเรื่องเหล่านี้
ณ.ตอนนี้ดิฉันต้องการเดินออกมาจากชีวิตเขา แต่ติดตรงที่ลูกยังเล็ก ยังช่วยตัวเองไม่ได้ และส่วนตัวดิฉันเองก็มีข้อจำกัดของตัวเอง คือ
1. ดิฉันไม่มีญาติ/พี่น้องแม้แต่คนเดียวอยู่ในบริเวณพื้นที่ ๆ ที่จะไปขออาศัยอยู่ด้วยได้ (พ่อแม่ญาติพี่น้องทุกคนอยู่ ตจว.หมด - เพื่อนรักที่พอจะช่วยกันได้ ก็อยู่รอบนอก ถ้าไปอยู่กับด้วย ดิฉันจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางไปทำงาน )
2. จะกลับไปอยู่กับ พ่อแม่ที่ ตจว.ก็ติดปัญหา เรื่องที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงาน (คงต้องลาออกจากงาน –ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีอะไรรองรับ ) และการรับส่งลูกไป รร. เพราะพ่อแม่ดิฉันแก่มากแล้วค่ะ อายุ 80 แล้ว มีพี่สาว-พี่ชายอยู่บ้านก็จริง แต่เค้ามีอาชีพค้าขาย ก็ไม่ได้มีเวลาจะมาดูแลหรือรับส่งให้ อีกอย่าง ในเขตที่อยู่ตรงนี้ มันมีทรัพยากร มีความพร้อมมากกว่า ตจว.ในการที่จะปูพื้นฐานดี ๆ ให้กับลูก เช่น สถานที่เรียน ที่เรียนพิเศษ เรียนกีฬา ซึ่งที่ ตจว.ไม่มีสิ่งเหล่านี้ค่ะ
สิ่งทิ่คิดจะทำ และอยากขอคำปรึกษาหลายท่าน โดยเฉพาะแม่เลี้ยงเดี่ยวคือ ดิฉันคิดว่าจะเจรจากับเขา คือดิฉันจะแยกบ้านออกไป ไปเช่าอยู่ แต่อาจอยู่ในละแวกเดียวกับเขา ตอนเช้าดิฉันไปส่งลูกที่ รร.ตอนเย็นเขาไปรับและไปส่งเรียนกีฬา เลิกงานดิฉันรับกลับและลูกนอนกับดิฉันอยู่กับดิฉัน ลูกจะอยู่กับเค้า ทุกวันจันทร์ และเดือนละ 2-3 เสาร์ (เพราะดิฉันติดทำงาน ) โดยดิฉันจะจ้างเค้าค่ะ อยากทราบว่าสิ่งนี้ทำได้มั๊ย ?? มีใครทำอย่างนี้บ้าง เลิกกันแล้ว และจ้างให้อดีตสามีดูแลลูก หรือใครมีวิธีการอย่างไร รบกวนแนะนำด้วยค่ะ
ขอความคิดเห็น : ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกทางชีวิตใหม่ (อยากได้ ปสก.ตรงจากแม่เลี้ยงเดี่ยวค่ะ)
ขอเริ่มเลยแล้วกัน.....
ดิฉันและสามีแต่งงานกันมา 14 ปี เราทำงาน บ.ทั้งคู่ แต่งงานแล้วเขาทำงานต่ออีก 3 ปีเพื่อผ่อนรถ หลังจากนั้นลาออกเพราะอยากจะมาทำส่วนตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนอนรองาน ดิฉันทนไม่ไหว มีหางานป้อนให้บ้าง แต่ก็ไม่มาก สุดท้ายก็ต้องเลิกทำตรงนี้ไป ระหว่าง 2 ปีนี้ ดิฉันไม่ได้ช่วย คชจ.อะไรเขาเท่าไหร่ เขาพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ก็กินใช้ตรงนั้น สุดท้ายดิฉันทนไม่ไหว ต้องไปบนให้เขาได้ทำงาน ซึ่งก็ได้งานทำจริง ๆ
เขาทำงานอีก 2 ปี เราอยากมีลูกด้วยกันเลย ไปปรึกษาหมอ เพราะดิฉันมีภาวะมีลูกยาก ปรากฏว่าโชคดีมากทำครั้งเดียวติด ได้ลูกชาย (ตอนนี้ใกล้จะ 7 ขวบแล้ว) ระหว่างที่ท้องได้ 6-7 เดือน เขาก็บอกดิฉันว่าจะลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง ตอนนั้นดิฉันช๊อคค่ะ แต่ก็นิ่ง ๆ ไม่ได้ว่าอะไร จนคลอดลูก ดิฉันลางานครบ 90 วัน เค้าก็ลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก
จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ดิฉันคือคนทำงานเพียงคนเดียวในบ้าน ตอนแรก ๆ ยอมรับนะทำใจไม่ได้เป็น ปี – 2 ปี เพราะรายได้รวม 2 คนหลักแสน หายไปครึ่ง มีวีน-เหวี่ยงใส่บ้าง ช่วงปีแรกไม่เยอะ เพราะยุ่ง ๆ เรื่องน้ำท่วมใหญ่ ถึงจะมีตรงนี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตลอด เป็นช่วง ๆ ตามจังหวะอารมณ์
ค่าใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ สิ่งของเครื่องใช้ทุกชิ้นในบ้านดิฉันรับผิดชอบซื้อหาหมด ปีแรกนี้ให้เงินเขาใช้ต่อเดือน ๆ ละ 2,000-2,500 บาท เพราะดิฉันมีภาระผ่อนรถ หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ จนปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 6,000 แม้แต่ประกันชีวิตส่วนตัวเขาดิฉันก็รับผิดชอบส่งให้ เพราะเค้าจะเวนคืนแต่ดิฉันเสียดาย เพราะส่งมาประมาณ 10 ปีแล้ว ก็เลยเอามาส่งต่อ ส่งต่อให้มา 5 ปีได้แล้ว
ระหว่างที่ลูกเข้า รร.ก็ให้ทุนเขาเล่นหุ้น เขามีทุนของเขาลงไปประมาณแสนนึง ดิฉันเติมให้อีกปีละ 5 หมื่น สำหรับลงทุนให้ลูก แต่ปีนี้ต้องตัดใจ ไม่เติมให้ เพราะว่าไม่รู้ถึงความคืบหน้ากำไรขาดทุน ถามทีก็มีอารมณ์เสียฉุนเฉียว ตอบแบบเสียไม่ได้ เงินที่อยู่ตรงนั้นของดิฉัน ลงไปให้เกือบ ๆ 2 แสน
ตอนลูกอยู่ อ.2 เขาก็คิดจะทำกิจการของเขาอีก ไปสมัครอบรมงานช่างไม้ ดิฉันก็โอเครนะ อย่างน้อยเค้าก็ยังพยายามจะหาอะไรทำ.... ( แต่งานนี้ไม่ช่วยแล้ว เพราะว่าตัวดิฉันเอง ก็ทำงานหารายได้เสริม และจริง ๆ ก็ดูว่าจะไปได้ดีกว่างานของเค้า แต่เค้าก็ไม่เคยช่วยดิฉันสานต่อตรงนั้น ซึ่งปัจจุบันดิฉันทำเองคนเดียวตรงนี้ไม่ไหว ก็เลิกทำไปแล้ว ) จากที่เล่ามาเหมือนไม่มีอะไรใช่มั๊ยคะ ?? ชีวิตเรียบง่ายของผู้หญิงคนหนึ่งที่แค่เลี้ยงดูสามีและลูก แต่ในระยะหลัง ปี/2ปีมานี้ เราทะเลาะและมีปากเสียงกันค่อนข้างบ่อย ลูกเริ่มโตแล้ว เริ่มรู้เรื่อง หลังจากมีปากเสียงกันทุกครั้ง ดิฉันพยายามเงียบ เงียบ (แล้วก็) เงียบ คือไม่พูดกัน ไม่คุยกัน ต่างคนต่างเหมือนอากาศธาตุ ถ้าไม่มีเรื่องที่จำเป็นต้องพูดกันจริง ๆ เพราะไม่อยากทะเลาะเถียงกันให้ลูกได้ยิน ได้เห็น สิ่งที่ทะเลาะ/เถียงกัน เป็นเรื่องที่เขามาหาว่า ดิฉันขี้เกียจ ไม่ช่วยทำงานบ้าน ไม่ตื่นมาหุงข้าว , ดิฉันนอนตื่นสาย (ในวันหยุด ) ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก ( ซึ่งทำให้ปลุกลูก ๆ ไม่ยอมลุกจากที่นอน เพื่อจะไป รร.เพราะสาเหตุนี้ – เขาว่า..) ซึ่งเวลามีเรื่องแบบนี้ ดิฉันก็จะเถียงบอกว่า “ เขาไม่มีสิทธิ์มาพูดอย่างนี้ เพราะเขาไม่ได้ดีกว่าดิฉัน ช่วยไปพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าดีกว่า หรือเท่ากับ จึงค่อยมาว่า ถ้ายังไม่ดีกว่า ไม่มีสิทธิ์มาว่ากัน ” และที่สำคัญ ดิฉันไม่เคยว่าเค้า ไม่เคยบอกว่าทำไมเค้าเป็น/ไม่เป็น หรือไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ดิฉันเงียบ-เฉยตลอด บ้านช่อง ห้องน้ำสกปรกดิฉันไม่เคยว่า ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้วันหยุดดิฉันก็ทำ
ดิฉันออกจากบ้านไปทำงาน 7 โมงเช้าค่ะ กลับถึงบ้านประมาณ 2-2ทุ่มครึ่ง เพราะกลับจากทำงานก็แวะรับลูกกลับจากเรียนกีฬาด้วยเลย กลางคืนอาบน้ำให้ พาลูกอ่านนิทาน พานอน ทำอย่างนี้ตั้งแต่เกิด เสาร์-อาทิตย์ ซักผ้าลูก ชุดชั้นในตัวเอง (ซักมือ) – รีดผ้า , ล้างห้องน้ำ และอื่น ๆ ส่วนตัวเขาไปส่งลูกที่ รร.ตอนเช้า 7 โมง กลับถึงบ้านไม่เกิน 7 ครึ่ง แล้วไปรับลูกตอนประมาณบ่าย 4 แล้วไปส่งลูกเรียนกีฬา
อ้อ....งานไม้งานเฟอร์นิเจอร์ที่เค้าทำ มันยังขายไม่ได้ ไม่ได้มีออเดอร์อะไรเข้ามา ทำมากองไว้ที่บ้าน จะเอาไปขายทีตอนที่ทางราชการหาที่ให้ขาย ถ้าไม่มีตรงนี้ เค้าก็ไม่ไปหาที่ขาย สรุปคือมันยังไม่สามารถยึดถือเอามาเป็นรายได้หลักได้
ที่เจ็บช้ำน้ำใจที่สุดคือ ดิฉันเพิ่งมารู้ว่าเขาเอาดิฉันไปด่าในกลุ่มไลน์ของครอบครัวเค้าหลายครั้งมาแล้ว ซึ่งในกลุ่มนั้นมีหลายคน พี่น้อง สะใภ้ หลาน ๆ ดิฉันไม่ได้เข้าอยู่ในกลุ่มกับเขาด้วย เพราะเห็นว่าไร้สาระ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็พอจะทราบว่าเขาต้องเอาไปพูดคุยกับพ่อแม่ น้องเค้าบ้าง เพราะถ้าไปหากันทีไรกลับมาก็จะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง เช่น ดิฉันจะพาลูกไปเรียนภาษาจีน (แต่จริง ๆ ลูกไม่อยากไป ก็ไม่ได้บังคับให้ไป ปัจจุบันก็ไม่ได้ให้เรียน) เค้าก็ด่าว่าบังคับลูก หาว่าดิฉันบังคับลูกอ่านหนังสือ จนลูกไม่ชอบภาษาไทย และอ่านไม่ได้ (แต่ผลสอบออกมาลูกทำคะแนนวิชาภาษาไทยได้ดีที่สุด) ด่าอีกหลายเรื่อง ขี้เกียจ... ไม่ช่วยงาน...เป็นนังแม่มดร้าย...ใครไม่อยู่ด้วยไม่รู้หรอก..?? (ตามที่บอก เวลาเถียง/ทะเลาะหรือมีปากเสียงกัน สำหรับดิฉันคือตรงนั้นจบ อาจจะเถียงกัน 2-3 นาที หลังจากนั้นดิฉันก็จะเงียบตลอดคือไม่...อะไรเลย...
นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้รับการตอบแทนจาก ผช.คนนี้ ดิฉันต้องเลี้ยงดูให้เงินเค้าใช้นานมากกว่า 6 ปีแล้ว รับผิดชอบทุกอย่างในบ้าน ทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ ของกินของใช้ทุกอย่าง ข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องปรุงต่าง ๆ ของอุปโภค บริโภค ค่าเล่าเรียนลูก เค้าไม่ได้เคยช่วยดิฉันเลยแม้แต่บาทหรือสลึงเดียว ตลอดเวลาที่มีลูกที่ผ่านมา และ ณ.ปัจจุบัน ดิฉันก็ไม่ได้คาดหวังถึงรายได้จากการทำงานของเขา ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะทำงานมีอาชีพของตัวเองเลี้ยงดูครอบครัวได้ สิ่งที่คาดหวังคือ ให้เขาทำหน้าที่ “แม่บ้าน ” คือกลับบ้านมาดิฉันอยากเห็นบ้านช่องสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่ต้องมาหงุดหงิดกับเรื่องเหล่านี้
ณ.ตอนนี้ดิฉันต้องการเดินออกมาจากชีวิตเขา แต่ติดตรงที่ลูกยังเล็ก ยังช่วยตัวเองไม่ได้ และส่วนตัวดิฉันเองก็มีข้อจำกัดของตัวเอง คือ
1. ดิฉันไม่มีญาติ/พี่น้องแม้แต่คนเดียวอยู่ในบริเวณพื้นที่ ๆ ที่จะไปขออาศัยอยู่ด้วยได้ (พ่อแม่ญาติพี่น้องทุกคนอยู่ ตจว.หมด - เพื่อนรักที่พอจะช่วยกันได้ ก็อยู่รอบนอก ถ้าไปอยู่กับด้วย ดิฉันจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางไปทำงาน )
2. จะกลับไปอยู่กับ พ่อแม่ที่ ตจว.ก็ติดปัญหา เรื่องที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงาน (คงต้องลาออกจากงาน –ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีอะไรรองรับ ) และการรับส่งลูกไป รร. เพราะพ่อแม่ดิฉันแก่มากแล้วค่ะ อายุ 80 แล้ว มีพี่สาว-พี่ชายอยู่บ้านก็จริง แต่เค้ามีอาชีพค้าขาย ก็ไม่ได้มีเวลาจะมาดูแลหรือรับส่งให้ อีกอย่าง ในเขตที่อยู่ตรงนี้ มันมีทรัพยากร มีความพร้อมมากกว่า ตจว.ในการที่จะปูพื้นฐานดี ๆ ให้กับลูก เช่น สถานที่เรียน ที่เรียนพิเศษ เรียนกีฬา ซึ่งที่ ตจว.ไม่มีสิ่งเหล่านี้ค่ะ
สิ่งทิ่คิดจะทำ และอยากขอคำปรึกษาหลายท่าน โดยเฉพาะแม่เลี้ยงเดี่ยวคือ ดิฉันคิดว่าจะเจรจากับเขา คือดิฉันจะแยกบ้านออกไป ไปเช่าอยู่ แต่อาจอยู่ในละแวกเดียวกับเขา ตอนเช้าดิฉันไปส่งลูกที่ รร.ตอนเย็นเขาไปรับและไปส่งเรียนกีฬา เลิกงานดิฉันรับกลับและลูกนอนกับดิฉันอยู่กับดิฉัน ลูกจะอยู่กับเค้า ทุกวันจันทร์ และเดือนละ 2-3 เสาร์ (เพราะดิฉันติดทำงาน ) โดยดิฉันจะจ้างเค้าค่ะ อยากทราบว่าสิ่งนี้ทำได้มั๊ย ?? มีใครทำอย่างนี้บ้าง เลิกกันแล้ว และจ้างให้อดีตสามีดูแลลูก หรือใครมีวิธีการอย่างไร รบกวนแนะนำด้วยค่ะ