~มาลาริน~** ฟังลุงสมคิดพูดกันค่ะ... "สมคิด แฟกเตอร์” ปัจจัยฟื้นเศรษฐกิจ

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พูดถึง “สมคิด แฟกเตอร์” ครั้งแรกในการกล่าวปาฐกถา เรื่อง “แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2559” ในงานสัมมนาประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559



ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้เพียง 4 เดือนกว่า จากเดิมที่ เคยเป็นที่ปรึกษา คสช.พร้อมกับทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่มาแทนทีม ครม.เศรษฐกิจของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตีซึ่งถูกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปรับออกทั้งชุด รวมทั้งตัวหัวหน้าทีมเพราะไม่ได้ทำอะไรเลย ในช่วงหนึ่งปีเต็มๆ หนำซ้ำยังไปนินทานายกรัฐมนตรีว่า ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ

ตอนหนึ่งในการปาฐกถาครั้งนั้น สมคิดกล่าวถึงการทำนายการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2558 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยว่า จะขยายตัว 2.7% ว่า

“พอบอกว่า จีพีดีโต 2.7% เราต้องทำให้มากกว่านั้น เพราะเวลาที่ทำนาย เขาคิดจากแบบจำลองที่มีตัวแปร ไม่ว่าเรื่องการบริโภค เรื่องการลงทุน การใช้จ่ายรัฐบาล แต่เราต้องเติมตัวแปร “สมคิด” เข้าไปในตัวแปรเหล่านั้นด้วย เป็น “สมคิด แฟกเตอร์” หมายความว่า เราจะไปเร่งสิ่งเหล่านี้ให้ได้”

สมคิด แฟกเตอร์ จึงหมายถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งตัวแปรที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ



สมคิด แฟกเตอร์ ถูกพูดถึงอีกครั้งหนึ่ง โดย ดร.สมคิด ในการปาฐกถาเรื่อง “Transforming the Economy” ในงานสัมมนา “Thailand Economic Outlook 2018 : An Era of Business Transformation” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

เขาบอกว่า ขณะนี้ทุกสำนักเศรษฐกิจยอมรับว่า เศรษฐกิจดีขึ้น แม้คนที่อยู่อีกฝั่งจะบอกว่า รัฐบาลไม่ทำอะไร ล้มเหลว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้ แต่อยากให้ย้อนกลับไปดูเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า เป็นอย่างไร เปรียบเทียบกับวันนี้

“อยากให้หลับตาคิดว่า 3 ปีที่แล้วกับวันนี้ เกิดอะไรขึ้น 3 ปีที่แล้ว บนถนนวุ่นวาย กลัวว่าเมืองไทยจะไปรอดไหม นักท่องเที่ยวไม่กล้ามาเพราะไม่แน่ใจเมืองไทยจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ข้างนอกทุกอย่างสงบ เป็นไปตามสภาพที่ควรเป็น ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตอนผมเป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อยู่ที่ 0.8% ชีพจรอ่อนล้า และไต่มา 3.2% และ 3.7% และเชื่อว่า ไตรมาสที่ผ่านมานี้ อาจจะถึง 4% หรือทะลุ 4% ก็ได้ ซึ่งไม่ได้มาง่ายๆ หรือฟลุก ไม่ใช่ส่งออกดี แต่ความเชื่อมั่นของคนเกิด หากไม่เกิดก็จะไม่จับจ่ายใช้สอย ไม่ลงทุน

ผมเคยบอกคุณแล้ว มีปัจจัยการส่งออก ปัจจัยการบริโภค แต่อย่าลืมว่า ยังมี “สมคิด แฟกเตอร์” ทีมงานบางคนไม่เข้าใจว่า ไปบีบ ข่มขู่จริงๆ เปล่า แต่เพราะผมรู้ว่า ตรงไหนเครื่องหลวม พอผลออกมา เขาก็เข้าใจและให้ความร่วมมือ”

สมคิดยกตัวอย่างรูปธรรม ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นผลจาก “สมคิด แฟกเตอร์” ว่า เรื่องหนักๆ ที่รัฐบาลเจอ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ที่ให้ธงแดงประเทศไทย ก็สามารถปลดล็อกไปได้ การกำหนดมาตรการป้องกันและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ IUU ได้รับการยอมรับดีขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่หยุดชะงักมาเป็นเวลา 10 ปี รัฐบาลนี้อยู่มาแค่ 2-3 ปี สามารถผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ออกมาได้ รถไฟที่สร้างตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ขยายเพิ่มขึ้นเป็นพันกิโลเมตร สำหรับอินเทอร์เน็ตสิ้นปีหน้าทุกหมู่บ้านจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เข้าถึงข้อมูลการศึกษา สาธารณสุข

คนมองแต่ว่า รัฐบาลนี้ช่วยแต่ทุนใหญ่ แต่ 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ได้รับสินเชื่ออย่างน้อย 2 แสนล้านบาท และไม่ใช่รัฐบาลนี้หรือ ที่ผลักดันสตาร์ทอัพ

นอกจากนี้ โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์น ซีบอร์ด ที่กินบุญเก่ามา 30 ปี รัฐบาลนี้ต่อยอดเป็นโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ให้นักลงทุนที่กำลังจะหนีจากเมืองไทยกลับมา ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี และได้เริ่มต้นระบบเศรษฐกิจดิจิตอลที่ไม่เคยมีใครสนใจ กระทรวงการคลังนำระบบอีเพย์เมนต์มาใช้ มีการจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ ซึ่งในอนาคตประชาชนที่มีบัตรใบนี้ จะเกิดการเชื่อมโยงมหาศาล

สมคิดยอมรับว่า ประชาชนยังมีปัญหาปากท้องซึ่งเรื่องนี้จะเป็นวาระที่ต้องแก้ให้ได้ในปีหน้า โดยเฉพาะปัญหาของประชาชนในภาคเกษตร ที่เผชิญกับปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ

“เรื่องที่ดีกลับบอกไม่ดี สิ่งที่เกิดกลับบอกไม่เกิด แต่ผมเข้าใจคนที่ออกมาพูดรู้จักกันทั้งนั้น เมื่อสัญญาณเลือกตั้งใกล้เข้ามาก็ต้องออกมาพูด ผมกับทีมไม่มีพรรค ไม่ต้องห่วงอนาคตพรรค แต่ผมก้มหน้าก้มตาทำเพื่อเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

https://mgronline.com/daily/detail/9600000114375

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่