จริงๆแล้วพม่าเผากรุงศรีฯจริงรึเปล่าครับ

เห็นมีนักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่ากรุงศรีฯถูกไฟเผาเพราะเกิดการวางเพลิงกันเองของคนไทยในช่วงที่พม่ากำลังจะบุกกรุงศรีฯได้ร่อมร่อ เพราะการขาดเสบียงอาหาร
จริงๆแล้วพม่าเผากรุงศรีฯจริงรึเปล่าครับ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
เรื่องการทำลายโดยคนไทยหรือจีนอย่างหนักส่งผลให้กรุงศรีอยุทธยากลายเป็นซากอย่างที่เห็นในปัจจุบันมีหลักฐานสนับสนุนอยู่มาก อย่าง การขุดสมบัติหรือทุบทำลายพระเจดีย์ในสมัยธนบุรีเพื่อหาเงิน รื้อการรื้อกำแพงเมืองทิ้งในสมัยรัชกาลที่ ๑ (น่าจะรวมถึงซากอิฐจากวัดวาอารามที่ไม่เหลือสภาพด้วย) เพื่อเอาอิฐไปสร้างกรุงเทพและเอามาทำทำนบกั้นน้ำที่คลองปากลัดเพื่อไม่ให้น้ำเค็มไหลมา เพื่อให้ประชาชนมีน้ำจืดใช้

แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง หลักฐานที่ระบุว่ามีความเสียหายจากไฟไหม้ตอนเสียกรุงจากพม่าก็มีอยู่จำนวนมากครับ

ซึ่งถ้าพิจารณาตามตรรกะของคนปกติคงจะประหลาดมากว่าจะมีคนไทยในกำแพงกรุงมาลอบปล้นกันเองในขณะที่พม่ากำลังบุกมาจับหรือมาฆ่าคนในกำแพงกรุงซึ่งมันเสี่ยงต่อการเอาตัวรอดมาก


มีไฟไหม้ใหญ่ในพระนครก่อนช่วงเสียกรุง พงศาวดารระบุว่าเกิดขึ้นในเดือนยี่ ปลาย พ.ศ. ๒๓๐๙ ไฟไหม้กลางพระนครเสียหายมากกว่าหมื่นหลังคาเรือน

"ครั้นถึง ณ วันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีจอ อัฐศก ศักราช ๑๑๒๘ ปี เพลาดึกเที่ยงคืน เกิดเพลีงในพระนครไหม้ตั้งแต่ท่าทราย ติจลามมาถึ่งตะพานช้าง คลองประตูเข้าเปลือก แล้วข้ามมาติจป่ามพร้าว แลป่าโทน ป่าถ่าน ป่าทอง ป่ายา วัดราชบุณะ วัดพระศรีรัตนมหาทาตุ เพลีงไปหยุดเพียงวัดฉัดทัน คิดกุฎิวิหารแลบ้านเรือนที่เพลียงไหม้ครั้งนั้นมากกว่าหมื่นหลัง"

ไฟไหม้ครั้งนั้นค่อนข้างรุนแรงมาก จนพงศาวดารถึงกับระบุว่าพระยาตากซึ่งตีฝ่าออกไปจากกรุงในวันนั้นพอดียังมองเห็นเมื่อยกทัพมาถึงสามบัณฑิตแล้ว

“พอบรรลุถึงสำบัณฑิตเพลาเที่ยงคืน ๒ ยามเศษ เพลิงเกิดในกรุงเทพฯ ไหม้แต่ท่าทรายตลอดถนนหลวงไปจนวัดฉัททันต์ แสงเพลิงรุ่งโรจ โชตนาการ ครั้งพระองค์ได้ทอดทัศนาเห็นก็สังเวชสลดพระทัย ด้วยอาลัยถึง สมณพราหมณาจารย์ขัติวงศานุวงศ์ แลเสนาพฤฒามาตย์ราษฏร และพระบวรพุทธศาสนา มิใคร่จะไปได้ ดุจมีใจย่อหย่อนจากอุตสาหะ ซึ่งตั้งปฏิธานปรารถนาว่าจะแก้กรุงเทพมหานคร ซึ่งพระบวรพุทธ ศาสนา เทพดาเจ้าจึงบันดาลให้สมฤดีมีกำลังกรุณาอุตสาหะ”

อย่างไรก็ตาม พงศาวดารไม่ได้ระบุว่าสาเหตุของเพลิงไหม้เกิดจากอะไร เนื่องจากในเวลานั้นพม่ายังบุกเข้ากรุงไม่ได้ จึงอาจเกิดจากคนไทยในกรุงเป็นต้นเหตุ แต่จะเกิดจากการตั้งใจเผาหรืออุบัติเหตุก็ไม่พบหลักฐานชัดเจน


ส่วนเรื่องการเผาทำลายเมืองของพม่า พงศาวดารที่ชำระในสมัยรัชกาลที่ ๑ อย่างฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเป็นพงศาวดารที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงเสียกรุงกล่าวไว้เพียงย่นย่อว่า

“ครั้นณวันอังคารเดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุรนพศก เพลาบ่าย ๔ โมง พะม่ายิงปืนป้อมสูงวัดการ้อง วัดแม่นางปลื้ม ระดมเข้ามาในกรุง แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพงครั้นเพลาค่ำกำแพงซุดลงหน่อยหนึ่ง พะม่าก็เข้ากรุงได้ เข้าเผา พระราชวังและวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แล้วกวาดเอากษัตริย์ขัตติยวงศ์ แลท้าวพระยาเสนาบดี อพยพครอบครัวทั้งปวงพาไป”


ในพระราชพงศาวดารที่ชำระครั้งหลังๆ อย่างฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน และฉบับพระราชหัตถเลขามาความละเอียดในเรื่องการเผาทำลายเมืองของพม่ามากขึ้น อย่างพระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนว่า

"ลุศักราช ๑๑๒๙ ปีกุญ นพศก ถึ่ง ณะ วันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ  เปนวันเนาสงกรานวันกลาง พม่าจุดเพลีงเผาฟืนเชื้อใต้รากกำแพง ตรงหัวรอริมป้อมมหาไชย แลพม่าค่ายวัดท่าการ้อง วัดนางปลื้ม แลค่ายอื่นๆ ทุกค่าย จุดปืนใหญ่บนป้อมแลหอรบยิงระดมเข้ามาในกรุงพร้อมกัน ตั้งแต่เพลาบ่าย ๓ โมงจนพลบค่ำ ภอกำแพงที่จุดเชื้อฟืนเผารากนั้นทรุดลงน่อยหนึ่ง ถึ่งเพลา ๒ ทุ่ม จึ่งให้จุดปืนสัญาขึ้น พลพม่าทุกด้านทุกกองซึ่งเตรียมไว้ก็เอาบันไดพาดที่กำแพงทรุดแลที่อื่นๆ รอบพระนครพร้อมกัน ก็ปีนเข้ากรุงได้ในเพลานั้น แล้วจุดเพลีงขึ้นทุกตำบล เผาเย่าเรือนอาวาด แลพระราชวังทั้งปราสาทราชมณเฑียร แสงเพลีงสว่างดั่งกลางวัน แล้วเทียวไล่จับผู้คนค้นริบเอาทรัพเงีนทองสิ่งของทั้งปวงต่างๆ"


ถ้าพิจารณาในหลักฐานที่มีอายุร่วมสมัยกับพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) แล้วก็มีการระบุถึงการเผาทำลายเมืองอยุทธยารวมถึงวัดวาอารามจนเสียหายอย่างมาก ปรากฏในเอกสารสังคีติยวงศ์ พงศาวดารเรื่องสังคายนาพระธรรมวินัย งานนิพนธ์ภาษามคธของสมเด็จพระวันรัตน วัดพระเชตุพน แต่งใน พ.ศ. ๒๓๓๒ สมัยรัชกาลที่ ๑ ความว่า

“พระนครนั้น ก็ยิ้มตามกาลอย่างใด ความยิ้มอย่างใด สิ้นอายุอย่างใด สาปสูญโดยประการใด (พม่าข้าศึก) จับเอาประชาชนทั้งหลายมีพระราชวงศ์เปนต้นด้วย เก็บทรัพย์ทั้งหลายมีประการเปนอันมากด้วย แล้วเผาพระนครแลปราสาทสามองค์ แลพระอารามวิหารเสียด้วย แล้วทำลายกำแพงเสียด้วย แล้วทำพัศดุของกรุงอโยธยนคร มีพระธรรมแลพระวินัย คือไตรปิฎกเปนต้น ให้พินาศเสียแล้ว ก็กลับไปสู่บ้านเมืองของตน”


หลักฐานพม่าเองก็ยังยืนยันว่าพม่าเองได้เผาทำลายเมืองอย่างหนัก มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า คือพงศาวดารฉบับหอแก้ว (Hmannan Mahayazawin Dawgyi) ของพม่าที่แปลเป็นภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยหม่องต่อ แต่ไม่ได้แปลครบถ้วนตามต้นฉบับ ได้กล่าวถึงการกระทำของกองทัพพม่าในช่วงเสียกรุงว่า

“ครั้นถึง ณ วัน ๕ ๑๑ฯ ๕ จุลศักราช ๑๑๒๙ พลทหารแลนายทัพนายกองทั้งปวงก็เข้าในกำแพงเมืองกรุงศรีอยุทธยาได้ เมื่อเข้าในกำแพงเมืองได้นั้น พลพม่าทั้งปวงก็เที่ยวเอาไฟเผาบ้านเรือนของพลเมืองแลวัดวาอารามเสียสิ้น


เทียบกับ Hmannan Mahayazawin Dawgyi ฉบับแปลภาษาอังกฤษโดยหลวงไพรสณฑ์สาลารักษ์ (อองเทียน สุพินทุ - U Aung Thein) ข้าราชการชาวพม่าในกรมป่าไม้สมัยรัชกาลที่ ๕ ตีพิมพ์ในวารสารสยามสมาคม (Journal of The Siam Society) มีความใกล้เคียงกันว่า

“As soon as the Burmese gained a footing in the city they set fire to the houses, public building, monasteries, and other religion edifices.

(ทันที่ที่พม่าเข้าพระนครได้ ก็ได้จุดไฟเผาบ้านเรือน อาคารสาธารณะ วัดวาอารามและสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาทั้งปวง)


ในวรรณกรรมร่วมสมัยของพม่าอีกชิ้นชื่อ Yodayar Naing Mawgun (บันทึกชัยชนะเหนืออยุทธยา) ผลงานประพันธ์ของลักไวนรธา (Letwe Nawrahta) ขุนนางพม่าซึ่งมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับสงครามเสียกรุงศรีอยุทธยา และสันนิษฐานด้วยว่าน่าจะได้เข้าร่วมในสงครามนี้เพราะได้บรรยายรายละเอียดถึงสงครามครั้งนี้ในงานประพันธ์ของตนอย่างละเอียด ตั้งแต่การเคลื่อนทัพลงมาถึงรายละเอียดการตั้งค่ายล้อมกรุง ซึ่งก็ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการทำลายเมืองอยุทธยาไว้ด้วยในตอนที่ ๕ บทที่ ๓๔ ความว่า

“Before the arrival of the Myanmar armies, the Siamese King Ekathat, who was merely of Sawbwa rank, proclaimed loudly that he ruled in the realm of human beings just like Saka ruled in Tavatimsa. When he tried to escape, no one recognized him as king, and he was hit and killed by a bullet. Because Ayutthaya suffered in the same way as everything on earth is scorched by the intense heat of seven suns which are said to rise nearing the extinction of the world, the palace, buildings with tiered roofs, and even brick houses were inflamed by fire and overwhelmed with smoke.

(เมื่อก่อนกองทัพพม่าจะเข้ากรุง พระเจ้าเอกทัศน์พระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งทรงมีศักดิ์เป็นเจ้าฟ้า ทรงอวดอ้างว่าพระองค์ทรงปกครองมนุสสภูมิประดุจท้าวสักกะครองดาวดึงส์ เมื่อพระองค์ทรงพยายามจะหลบหนี ไม่มีผู้ใดสามารถจดจำพระองค์ได้ และพระองค์ทรงต้องกระสุนปืนสวรรคต กรุงศรีอยุทธยาเปรียบเสมือนโลกภูมิที่ถูกเพลิงผลาญจากความร้อนมหาศาลของพระอาทิตย์เจ็ดดวงที่ปรากฏเมื่อจะใกล้จะสิ้นโลก พระราชวัง อาคารที่มุงหลังคากระเบื้อง แม้แต่อาคารก่ออิฐล้วนถูกเผาไหม้เปลวเพลิงและปกคลุมด้วยหมอกควัน)


แม้ว่าเนื้อหาอาจมีการใช้โวหารขยายความตามประสากวี แต่เนื้อความก็ไม่ได้แตกต่างจากหลักฐานพม่าชิ้นอื่นที่ระบุตรงกันว่าเมื่อคราววเสียกรุงมีการเผาทำลายทั้งพระราชวังและอาคารอื่นๆ ในตัวเมืองอย่างหนัก และภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ควรจำกัดอยู่แค่ “ปราสาทบางหลังในวังหลวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ” อย่างที่มีบางคนสันนิษฐาน


นอกจากหลักฐานของไทยและพม่าแล้ว หลักฐานร่วมสมัยของชาวฝรั่งเศสก็ได้กล่าวถึงการเผาทำลายเมืองของพม่าอย่างหนักไว้เช่นเดียวกัน ปรากฏในจดหมายของมองเซนเยอร์บรีโกต์ บิชอปคณะมิสซังต่างประเทศซึ่งอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาตั้งแต่ก่อนเสียกรุง ส่งถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศกรุงปารีส (Missions Etrangères de Paris) ระบุเหตุการณ์ในช่วงเสียกรุงว่า

“เมื่อพม่าเข้ากรุงได้แล้วนั้น พม่าได้เอาไฟเผาบ้านเรือนทำลายเข้าของอยู่ ๑๕ วัน และได้ฆ่าผู้ฟันตนไม่เลือกว่าคนมีเงินหรือไม่มีเงินก็ฆ่าเสียสิ้น แต่พวกพม่าก็พยายามฆ่าพวกพระสงฆ์มากกว่า และได้ฆ่าเสียนับจำนวนไม่ถ้วน ข้าพเจ้าเองได้เห็นพม่าฆ่าพระสงฆ์ ในตอนเช้าวันเดียวเท่านั้นกว่า ๒๐ องค์ เมื่อพม่าได้เผาบ้านเรือนในพระนครตลอดจนพระราชวังและวัดวาอารามหมดสิ้นแล้ว พวกพม่าจึงเตรียมการที่จะยกทัพกลับไป พวกพม่าได้ยกทัพออกจากกรุงเมื่อวันที่ ๑๕ เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๖๗ (พ.ศ. ๒๓๑๐) บาดหลวงแบนาดีโนได้ตกน้ำตายใต้บางกอก บาดหลวงเยซวิตได้ตายที่ข้างช้าง บาดหลวงอีซีดอร์ได้หนีไปที่เมืองคันเคา ซาอานา ซิโอกับภรรยาถูกพม่าเก็บทรัพย์สมบัติจนหมดตัว ลงปลายที่สุด ก็อดอาหารตาย ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นได้หนีไปบางกอกพร้อมด้วย พวกเข้ารีด ๓๐๐ คน แล้วได้ลงเรือจีนไปยังเมืองคันเคาต่อไป”

นอกจากในพระนคร อาคารนอกกรุงส่วนใหญ่ก็ถูกเผาทำลายตั้งแต่ก่อนเสียกรุงจำนวนมาก ทั้งห้างฮอลันดาที่ถูกเผาจนเหลือแต่กำแพง วัดแซงโดมินิก รวมถึงบ้านเรือนนอกพระนคร

หากข้อความที่ระบุว่า “พม่าได้เอาไฟเผาบ้านเรือนทำลายเข้าของอยู่ ๑๕ วัน” เป็นความจริง (จริงๆ ไม่ควรถึง ๑๕ วันเนื่องจากเสียกรุงในวันที่ ๗ แต่ถอนทัพกลับในวันที่ ๑๕ มีเวลาอยู่ประมาณ ๑ สัปดาห์) ก็น่าจะแสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่พม่าตั้งทัพอยู่ตั้งแต่ช่วงที่ตีกรุงได้จนถึงถอนทัพกลับ ก็น่าจะมีการเผาทำลายเมืองมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ไม่น่าเผาแค่สถานที่สำคัญเท่านั้น และความเสียหายที่เกิดขึ้นควรจะมากพอสมควร

จากหลักฐานที่ยกมาน่าจะสื่อให้เห็นว่า เมื่อคราวเสียกรุงนั้น ตัวพระนครกรุงศรีอยุทธยาเองก็ถูกกองทัพของพม่าเผาทำลายอย่างหนักเช่นเดียวกัน ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยแล้วถูกซ้ำด้วยการทำลายของคนไทยหรือคนจีนในภายหลัง

อ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งค์ครับ
https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/1357404740989659
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่