สวัสดีทุกๆท่านครับที่เข้ามาอ่าน กระทู้นี้น่าจะเป็นกระทู้ที่สองของผมแล้ว
เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมเป็นวัยรุ่นคนนึงครับ อายุ 22 เรียนจบแล้ว ปัจจุบันทำงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ผมเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพเรียนจบก็ทำงานเลย ฉะนั้น ผมจะกลับบ้านค่อนข้างบ่อยเพราะใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เช่นเดียวกับวันนี้ผมก็กลับบ้านมางานศพย่าผมเอง จริงๆแล้วจุดประสงค์คือผมจะมาคุยเรื่องหมั้นแฟนแม่ผม ก็คือวางแผนว่าปีใหม่นี้ ถ้าเป็นไปได้ก็จะไปหมั้นกันไว้ก่อน แต่ขอเท้าความก่อนว่า แม่ผมทำเกษตร พ่อแม่หย่าร้างกัน ที่บ้านจึงมีแม่ น้อง และตา ครอบครัวฝั่งแม่ผมจะเป็นข้าราชการระดับสูงกันหมด เลยเป็นผลดีที่บ้านผมไม่ค่อยลำบาก แม่ผมเองเป็นน้องสุดท้องที่ไม่ได้เรียนเพราะแกป่วยตั้งแต่เด็กๆ พี่ๆแกเลยได้ดีทางราชการ ( ลุงๆป้าๆ ของผมเอง ) ที่ผ่านมาตัวผมเองเป็นเด็กเกเรคนนึง ที่แต่ก่อน กินเหล้าสูบบุหรี่ แข่งรถ ก็เป็นไปตามวัย พ่อกับแม่ช่วงนั้นก็เคลียดกับผมมาก แม่ผมจะเป็นคนค่อนข้างที่จะจู้จี้มาก แกหวงผมมาก ผมไปไหนแกจะตามไปตี ด่า ต่อหน้าเพื่อนๆผมเพื่อให้ผมอายแล้วไม่กล้ามาเที่ยวอีก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมอยู่ ม.2-ม.4 เกเรมากจนไม่คิดว่าผมจะกลับตัวได้ขนาดนี้
ปี 2556 ผมได้เข้ามาเรียนมหาลัยในกรุงเทพ แม่ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ผมมาเรียนแรกๆแกก็จะโทรมาทุกวันถามเรื่องนั่นนี่เรื่อยเปื่อย และแกจะพูดเสมอว่า อย่าไปเที่ยว ไปขี่รถขับรถกับเพื่อนนะ เกิดไรขึ้นมาใครรับผิดชอบ โอเคผมก็เข้าใจนะว่า คนเป็นแม่ก็ย่อมจะห่วงลูกแหละ ช่วงปิดเทอมหรือวันหยุดต่างๆ ผมก็จะกลับบ้านไปช่วงงานแม่ บ้านผมมีรถไถก็ไปช่วยแกทำไร่ไถนา เพราะพ่อแม่ก็เลิกลากันไป จึงมีแม่คนเดียวที่ต้องทำนาทำไร่เกือบ 50 ไร่ คนเดียว ผมก็จะมีเพื่อนช่วงเรียนมอปลายด้วยกันนัดกันไปกินหมูกะทะ กลุ่มเพื่อนที่ผมคบจะต่างกับตอนคบเพื่อนช่วง ม.ต้น ที่วุฒิภาวะความรับผิดชอบต่างๆที่ไม่มีเลย ก็คือมีวันนึงไปกินหมูกะทะจริงๆผมกลับมาตอน 3 ทุ่ม แกลุกขึ้นมาด่าว่าผมกลับดึก ไปกินเหล้า ไปเล่นยา สาระพัดครับ ผมก็อธิบายนะว่า ก็ไปกินหมูกะทะจริงๆ แกก็ร้องไห้ ผมก็งง แกก็เป็นแบบนี้บ่อย จนมาช่วงผมอยู่ ปี 3-4 ผมก็ยังกลับบ้านมาช่วยงานเช่นเคย แม่ผมเริ่มพูดประชดประชัน ถามไม่ตอบ ทำไม่ได้ยิน จะเรียกว่าหยิ่งก็ไม่เชิงนะ พูดห่วนๆ อยากจะพูดอะไรก็พูด แกจะชอบเอาเรื่องเสียๆหายๆของผมไปเล่าให้คนนู้นคนนี้ฟัง คือผมว่าผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดไปแต่อย่างใด แกก็ขุดเอาเรื่องนานมาแล้วมาพูด จนทำให้ผมคิดว่า จะหนีปัญหาด้วยการกลับบ้านน้อยลง ปัญหาจะได้ไม่มี จนช่วงผมเรียนจบ ผมผอมมาก กินอะไรลงไปก็ผอมไม่อ้วนเลย มีครั้งนึงผมกลับบ้านเช่นเคยครับ 555 ก็มานั่งช่วยงานแก เช่นเคยครับแกพูดว่า ดูแลตัวเองหน่อย นอนให้พอ กินซะบ้างอย่าปล่อยตัวเองใหัเป็นแบบนี้ กูเห็นสภาพแล้วรับไม่ได้ กูอายคนอื่นที่มีลูกผอม ผมก็งง อะไรขนาดนั้น คนอื่นก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับสภาพร่างกายผมแล้วบังเอิญมีลุงข้างบ้สนแกเดินมา แม่พูดว่า ดูๆลูกฉันหน่อย ผอมอะไรขนาดนั้น คือผมก็ถามตัวเองในใจนะว่า เอ้าเมื่อกี้บอกอายคน แต่ดันเอาลูกไปเผา สุดท้ายแกก็พูดวนเข้าเรื่องผมเล่นยา เวลาที่ผมไปกินหมูกะทะกับเพื่อนก็ว่าไปมั่วสุม ไปเล่นดนตรีก็หนักเลย ผมก็ไม่รู้จะอธิบายให้ใครฟัง ผมเคลียดบางครั้งที่ต้องมาฟังอะไรแบบนี้ สิ่งที่ผมเขียนมานี้มันอาจจะดูน้อยนะครับ แต่จริงๆแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าแกบ่นไรมั่ง คือมีแต่เสียๆหายๆ ผมมีน้องสาว ก็ตอนเป็นเด็กก็เล่นกันและค่อนข้างจะสนิทกันมาก แกก็บอกว่า เล่นกันดีๆ อย่าทำ

กับน้อง ( เอาน้อง ) ผมอึ้งเลย ผมก็ไตร่ตรองนะว่าทำไรผิดไป แต่คือ ผมไม่ใช่คนแบบนั้นไง มันทำให้ผมปวดหัวมากกับเรื่องราวๆเล็กๆน้อยจนบานปลาย มีช่วงนึงแม่ผมไปดูดวงว่าผมเล่นยาไหม ติดยาหรือป่าว หมอดูก็แม่นนะ หมอดูบอกว่า เนี่ยถ้าลูกชายมานะคงพูดว่า เอาตำรวจมาตรวจเยี่ยวเลย 5555
ก็อย่างที่กล่าวมาข้างต้นครับ มีปัญหาหลายอย่างที่แกรับไม่ได้ในตัวผมเอง ผมเรียนใกล้จบแล้วก็จะพูดกรอกหู อาชีพที่เรียนเนี่ย ต้องมีบุคลิกดี นี่อะไรผอมขนาดนี้ใครจะมาเชื่อถือ ผมเกาหัวเลย งง มีอยู่ช่วงนึงผมไปบ้านย่าดังเช่นเดิม แต่ไปในสถานครอบครัวที่พ่อแม่หย่ากันแล้ว แกก็ด่าเป็นฟืนเป็นไฟ ว่า จะไปทำดีกับมันทำไม คนเค้าก็รู้ว่าพ่อหลอกใช้ คนอื่นเค้ามองออกนะว่ากตัญญู แต่พ่อมองออกไหมว่าคือลูก สาระพัดครับ ก็โดนกรีดกันอยู่ช่วงนึง แต่ถ้าผมกลับบ้านเมื่อไรแม่จะพูดแต่คำเดิมๆทุกวัน ผมนั่งแปรงฟัน เดินไปนั่นนี่ ก็จะทักท้วงว่าผอมจัง ผอมๆๆๆๆๆ บลาๆ จนผลไปหาหมอพบว่าที่ผอมเนี่ย เพราะผมเป็นไทรอยด์
มาจนปัจจุบันนี้ ผมปรึกษากับแฟนว่า ต่อไปอาจกลับบ้านให้น้อยลง ปัญหาจะได้ไม่เกิด ครับก็หนักเลยยิ่งไม่กลับยิ่งจัดหนักให้ผม มีวันนี้ที่ผมจะคุยกับแม่ตั้งแต่ต้นกระทู้คือ จู่ๆแม่ผมถามผมว่า
แม่ : เงินเดือนออกเก็บบ้างนะ หรือให้แฟนเก็บ
ผมปี๊ดเลย
ผม : จะให้เก็บทำไม เงินของตัวเองปะ ที่มันไม่เหลือเนี่ยเพราะเงินมันออกไม่เต็มมันออกนิดเดียว แม่ : ไม่รู้ล่ะ กูเห็นมาเยอะละ เก็บตังไว้กับแฟน มันเอาไปใช้จะทำไง กูเห็นมาเยอะแล้วนะ
ผม : ไม่เคยให้เก็บอ่ะ เงินตัวเอง เงินเดือนแฟนมากกว่าตั้งหลายเท่า เค้าจะเอาไปทำไม คนมันไม่ได้เหมือนกันหมดนะ
ผมไม่รู้ว่าแกจะพูดแบบนี้ไปเพื่ออะไร ผมคิดเสมอว่าแกสอนลูกไม่เป็นหรือเปล่า จึงไม่มีคำพูดที่รักษาใจกันกลับเป็นคำที่ทำร้ายจิตใจกันมากกว่า มันไม่ได้มีเหตุจูงใจอะไร หรือปัญหาอะไร แกใช้คติประจำใจคือ เคยได้ยิน เคยเห็นคนอื่นเจอแกเลยคิดว่า ผมต้องเจอ ต้องเป็นแบบนั้น ทุกสิ่งอย่างนี้มันบั่นทอนจิตใจผมมาก ผมจึงยุติการคุยทุกๆอย่างไว้ที่แกเสียก่อน ผมคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปผมคงไม่ทนแล้ว
จากข้อความที่ผมเล่ามานั้น ผมไม่ได้เอาแม่กับแฟนมาเทียบกัน หรือมีเจตนาไม่ดีต่อแม่ใดๆทั้งสิ้น นิสัยส่วนตัวผมเป็นมีจิตใจดี ไม่คิดร้ายต่อบุพการี ผมปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณทุกคนอย่างดีตามกำลัง จึงอยากถามความคิดเห็นกับผู้ที่มีประสบการณ์เหมือนกัน ว่ารับมือกับสิ่งเล่านี้อย่างไร
หากมีข้อความ หรือคำพูดใดที่หยาบ ต้องขออภัยด้วยครับ
แบบนี้เรียกว่าอคติหรือไม่ แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร
เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมเป็นวัยรุ่นคนนึงครับ อายุ 22 เรียนจบแล้ว ปัจจุบันทำงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ผมเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพเรียนจบก็ทำงานเลย ฉะนั้น ผมจะกลับบ้านค่อนข้างบ่อยเพราะใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เช่นเดียวกับวันนี้ผมก็กลับบ้านมางานศพย่าผมเอง จริงๆแล้วจุดประสงค์คือผมจะมาคุยเรื่องหมั้นแฟนแม่ผม ก็คือวางแผนว่าปีใหม่นี้ ถ้าเป็นไปได้ก็จะไปหมั้นกันไว้ก่อน แต่ขอเท้าความก่อนว่า แม่ผมทำเกษตร พ่อแม่หย่าร้างกัน ที่บ้านจึงมีแม่ น้อง และตา ครอบครัวฝั่งแม่ผมจะเป็นข้าราชการระดับสูงกันหมด เลยเป็นผลดีที่บ้านผมไม่ค่อยลำบาก แม่ผมเองเป็นน้องสุดท้องที่ไม่ได้เรียนเพราะแกป่วยตั้งแต่เด็กๆ พี่ๆแกเลยได้ดีทางราชการ ( ลุงๆป้าๆ ของผมเอง ) ที่ผ่านมาตัวผมเองเป็นเด็กเกเรคนนึง ที่แต่ก่อน กินเหล้าสูบบุหรี่ แข่งรถ ก็เป็นไปตามวัย พ่อกับแม่ช่วงนั้นก็เคลียดกับผมมาก แม่ผมจะเป็นคนค่อนข้างที่จะจู้จี้มาก แกหวงผมมาก ผมไปไหนแกจะตามไปตี ด่า ต่อหน้าเพื่อนๆผมเพื่อให้ผมอายแล้วไม่กล้ามาเที่ยวอีก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมอยู่ ม.2-ม.4 เกเรมากจนไม่คิดว่าผมจะกลับตัวได้ขนาดนี้
ปี 2556 ผมได้เข้ามาเรียนมหาลัยในกรุงเทพ แม่ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ผมมาเรียนแรกๆแกก็จะโทรมาทุกวันถามเรื่องนั่นนี่เรื่อยเปื่อย และแกจะพูดเสมอว่า อย่าไปเที่ยว ไปขี่รถขับรถกับเพื่อนนะ เกิดไรขึ้นมาใครรับผิดชอบ โอเคผมก็เข้าใจนะว่า คนเป็นแม่ก็ย่อมจะห่วงลูกแหละ ช่วงปิดเทอมหรือวันหยุดต่างๆ ผมก็จะกลับบ้านไปช่วงงานแม่ บ้านผมมีรถไถก็ไปช่วยแกทำไร่ไถนา เพราะพ่อแม่ก็เลิกลากันไป จึงมีแม่คนเดียวที่ต้องทำนาทำไร่เกือบ 50 ไร่ คนเดียว ผมก็จะมีเพื่อนช่วงเรียนมอปลายด้วยกันนัดกันไปกินหมูกะทะ กลุ่มเพื่อนที่ผมคบจะต่างกับตอนคบเพื่อนช่วง ม.ต้น ที่วุฒิภาวะความรับผิดชอบต่างๆที่ไม่มีเลย ก็คือมีวันนึงไปกินหมูกะทะจริงๆผมกลับมาตอน 3 ทุ่ม แกลุกขึ้นมาด่าว่าผมกลับดึก ไปกินเหล้า ไปเล่นยา สาระพัดครับ ผมก็อธิบายนะว่า ก็ไปกินหมูกะทะจริงๆ แกก็ร้องไห้ ผมก็งง แกก็เป็นแบบนี้บ่อย จนมาช่วงผมอยู่ ปี 3-4 ผมก็ยังกลับบ้านมาช่วยงานเช่นเคย แม่ผมเริ่มพูดประชดประชัน ถามไม่ตอบ ทำไม่ได้ยิน จะเรียกว่าหยิ่งก็ไม่เชิงนะ พูดห่วนๆ อยากจะพูดอะไรก็พูด แกจะชอบเอาเรื่องเสียๆหายๆของผมไปเล่าให้คนนู้นคนนี้ฟัง คือผมว่าผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดไปแต่อย่างใด แกก็ขุดเอาเรื่องนานมาแล้วมาพูด จนทำให้ผมคิดว่า จะหนีปัญหาด้วยการกลับบ้านน้อยลง ปัญหาจะได้ไม่มี จนช่วงผมเรียนจบ ผมผอมมาก กินอะไรลงไปก็ผอมไม่อ้วนเลย มีครั้งนึงผมกลับบ้านเช่นเคยครับ 555 ก็มานั่งช่วยงานแก เช่นเคยครับแกพูดว่า ดูแลตัวเองหน่อย นอนให้พอ กินซะบ้างอย่าปล่อยตัวเองใหัเป็นแบบนี้ กูเห็นสภาพแล้วรับไม่ได้ กูอายคนอื่นที่มีลูกผอม ผมก็งง อะไรขนาดนั้น คนอื่นก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับสภาพร่างกายผมแล้วบังเอิญมีลุงข้างบ้สนแกเดินมา แม่พูดว่า ดูๆลูกฉันหน่อย ผอมอะไรขนาดนั้น คือผมก็ถามตัวเองในใจนะว่า เอ้าเมื่อกี้บอกอายคน แต่ดันเอาลูกไปเผา สุดท้ายแกก็พูดวนเข้าเรื่องผมเล่นยา เวลาที่ผมไปกินหมูกะทะกับเพื่อนก็ว่าไปมั่วสุม ไปเล่นดนตรีก็หนักเลย ผมก็ไม่รู้จะอธิบายให้ใครฟัง ผมเคลียดบางครั้งที่ต้องมาฟังอะไรแบบนี้ สิ่งที่ผมเขียนมานี้มันอาจจะดูน้อยนะครับ แต่จริงๆแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าแกบ่นไรมั่ง คือมีแต่เสียๆหายๆ ผมมีน้องสาว ก็ตอนเป็นเด็กก็เล่นกันและค่อนข้างจะสนิทกันมาก แกก็บอกว่า เล่นกันดีๆ อย่าทำ
ก็อย่างที่กล่าวมาข้างต้นครับ มีปัญหาหลายอย่างที่แกรับไม่ได้ในตัวผมเอง ผมเรียนใกล้จบแล้วก็จะพูดกรอกหู อาชีพที่เรียนเนี่ย ต้องมีบุคลิกดี นี่อะไรผอมขนาดนี้ใครจะมาเชื่อถือ ผมเกาหัวเลย งง มีอยู่ช่วงนึงผมไปบ้านย่าดังเช่นเดิม แต่ไปในสถานครอบครัวที่พ่อแม่หย่ากันแล้ว แกก็ด่าเป็นฟืนเป็นไฟ ว่า จะไปทำดีกับมันทำไม คนเค้าก็รู้ว่าพ่อหลอกใช้ คนอื่นเค้ามองออกนะว่ากตัญญู แต่พ่อมองออกไหมว่าคือลูก สาระพัดครับ ก็โดนกรีดกันอยู่ช่วงนึง แต่ถ้าผมกลับบ้านเมื่อไรแม่จะพูดแต่คำเดิมๆทุกวัน ผมนั่งแปรงฟัน เดินไปนั่นนี่ ก็จะทักท้วงว่าผอมจัง ผอมๆๆๆๆๆ บลาๆ จนผลไปหาหมอพบว่าที่ผอมเนี่ย เพราะผมเป็นไทรอยด์
มาจนปัจจุบันนี้ ผมปรึกษากับแฟนว่า ต่อไปอาจกลับบ้านให้น้อยลง ปัญหาจะได้ไม่เกิด ครับก็หนักเลยยิ่งไม่กลับยิ่งจัดหนักให้ผม มีวันนี้ที่ผมจะคุยกับแม่ตั้งแต่ต้นกระทู้คือ จู่ๆแม่ผมถามผมว่า
แม่ : เงินเดือนออกเก็บบ้างนะ หรือให้แฟนเก็บ
ผมปี๊ดเลย
ผม : จะให้เก็บทำไม เงินของตัวเองปะ ที่มันไม่เหลือเนี่ยเพราะเงินมันออกไม่เต็มมันออกนิดเดียว แม่ : ไม่รู้ล่ะ กูเห็นมาเยอะละ เก็บตังไว้กับแฟน มันเอาไปใช้จะทำไง กูเห็นมาเยอะแล้วนะ
ผม : ไม่เคยให้เก็บอ่ะ เงินตัวเอง เงินเดือนแฟนมากกว่าตั้งหลายเท่า เค้าจะเอาไปทำไม คนมันไม่ได้เหมือนกันหมดนะ
ผมไม่รู้ว่าแกจะพูดแบบนี้ไปเพื่ออะไร ผมคิดเสมอว่าแกสอนลูกไม่เป็นหรือเปล่า จึงไม่มีคำพูดที่รักษาใจกันกลับเป็นคำที่ทำร้ายจิตใจกันมากกว่า มันไม่ได้มีเหตุจูงใจอะไร หรือปัญหาอะไร แกใช้คติประจำใจคือ เคยได้ยิน เคยเห็นคนอื่นเจอแกเลยคิดว่า ผมต้องเจอ ต้องเป็นแบบนั้น ทุกสิ่งอย่างนี้มันบั่นทอนจิตใจผมมาก ผมจึงยุติการคุยทุกๆอย่างไว้ที่แกเสียก่อน ผมคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปผมคงไม่ทนแล้ว
จากข้อความที่ผมเล่ามานั้น ผมไม่ได้เอาแม่กับแฟนมาเทียบกัน หรือมีเจตนาไม่ดีต่อแม่ใดๆทั้งสิ้น นิสัยส่วนตัวผมเป็นมีจิตใจดี ไม่คิดร้ายต่อบุพการี ผมปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณทุกคนอย่างดีตามกำลัง จึงอยากถามความคิดเห็นกับผู้ที่มีประสบการณ์เหมือนกัน ว่ารับมือกับสิ่งเล่านี้อย่างไร
หากมีข้อความ หรือคำพูดใดที่หยาบ ต้องขออภัยด้วยครับ