28 ปีของ Chen Risheng กว่าจะได้สายพันธุ์ข้าวทนเค็มพันธุ์ใหม่ของจีน



ในปี 1994
Lester Brown ประธานสถาบัน World Watch
ได้เขียนบทความเรื่อง
ใครจะเลี้ยงชาวจีน
ซึ่งมีการตีพิมพ์ซ้ำในหน้าแรกของ
Washington Post ในหัวข้อ
จีนจะทำให้ชาวโลกอดตายได้อย่างไร
หัวข้อนี้ กลายเป็นเปลวไฟทางการเมืองในปักกิ่ง

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตร
Wan Baorui ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับบทวิเคราะห์นี้
โดยอ้างว่าในปี 2025
จีนจะเพิ่มกำลังการผลิตข้าวเป็นเกือบ 2 เท่า
และจะไม่มีปัญหาในการจัดหาอาหาร
เพื่อตอบสนองประชากรจีนที่เพิ่มขึ้น

Hu Angang นักวิจัยของ
สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน
ได้ชี้ให้เห็นถึง การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ของการผลิตธัญญพืชภายในจีน
นับตั้งแต่การก่อตั้งระบอบ
ชาติจีนใหม่ ในปี 1949

ถึงแม้ว่า จะยอมรับการคาดการณ์ว่า
ความต้องการข้าวของประชากรเพิ่มขึ้น

แนวโน้มการผลิตข้าวจะน้อยลง
แต่จีนมีศักยภาพมหาศาล
ในการขยายการเก็บเกี่ยวข้าว
และ Lester Brown  ได้ประเมิน
ค่าจีนต่ำเกินไปจากข้อเท็จจริง

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 1995 
Lester Brown  ได้เข้าร่วมการประชุม
การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในออสโล นอร์เวย์ 
แต่หลังจากเดินทางไปถึงสตอกโฮล์มแล้ว

Xie Zhenhua จากสถานทูตจีนในนอร์เวย์
ได้พูดถึงเรื่องนี้ในห้องประชุม
แม้ว่าจะไม่มีรายชื่ออยู่ในกำหนดการก็ตาม
อ้างว่าการวิเคราะห์ของ Lester Brown
ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
" เราให้ความสำคัญกับผลผลิตทางการเกษตร 
โครงการวางแผนครอบครัวของเรา
ประสบความสำเร็จอย่างมาก 
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา
จะเห็นว่าเราสอบผ่านโดยตลอด "

ในตอนท้ายยังได้ย้ำคำถามาว่า  
ใครจะเลี้ยงดูชาวจีน

และแล้วได้ตอบอย่างเคร่งขรึมว่า  
คนจีนจะเลี้ยงตนเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น Xie Zhenhua  
ได้จัดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า

จีนไม่ต้องการพึ่งพาคนอื่น
เพื่อเลี้ยงดูประชาชนของชาติตน
และเชื่อมั่นในตนเองว่า
จะแก้ไขปัญหาของตนเอง


อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์
และการคาดการณ์ของ Lester Brown 
ก็ไม่ผิดไปจากความคาดหมายแต่อย่างใด
เพราะได้สังเกตเห็นรูปแบบของ
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
ในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน 
ทั้งสามประเทศนี้ ต่างตอบสนองข้าว
ภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ
แม้ว่าจะกินข้าวเป็นอาหารหลัก
แต่ตอนนี้กลับนำเข้า
ข้าวสาลีและข้าวโพดทั้งหมด
มาใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์
และสัตว์ปีกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ซึ่งสัตว์เหล่านี้ต่างกินข้าว
ได้ถึง 70% จากอุปทานที่นำเข้ามา

Lester Brown  ได้เรียก
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้นี้ว่า
การพึ่งพาธัญญพืช
ที่เกือบจะเป็นการพึ่งพาตนเอง
กลายเป็นการพึ่งพา
การนำเข้าธัญญพืชอย่างแรงจนเป็น
อาการติดเชื้อโรคญี่ปุ่น

บทความของ Lester Brown  
ช่วยทำให้ผู้นำจีนให้ความสำคัญกับ
การเกษตรในทศวรรษถัดมา
ซึ่งเคยเป็นเรื่องที่ละเลยไปมาก
ในช่วงที่ผลักดันให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม

ในปี 2005
สถาบันวิทยาศาสตร์จีน
Chinese Academy of Sciences
ได้แต่งตั้ง Lester Brown  เป็น
ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย

ในปี 2006
เมื่อ Lester Brown ได้พบกับ
นายกรัฐมนตรีจีน เหวินเจียเป่า
สิ่งแรกที่นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวก็คือ  
บทความของคุณ
เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเรา


ในปีเดียวกันนี้
หอสมุดแห่งชาติจีนซึ่งเทียบเท่า
หอสมุดแห่งชาติสหรัฐ ฯ
ได้มอบเอกสารฉบับภาษาจีน
ที่แปลจาก Brown’s book Plan B the Wenjin Book Award  ของ Lester Brown

ในปี 2008
สถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำและพลังน้ำของประเทศจีน
China Institute of Water Resources and Hydropower Research
ได้มอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
เพื่อรับรู้ถึงผลงานของท่านเกี่ยวกับ
ประเด็นปัญหาน้ำในโลกรวมถึงประเทศจีน

ในปี 2013
จีนกลายเป็นผู้นำธัญญพืชรายใหญ่
มีการนำเข้าถั่วเหลืองถึงปริมาณ
60% ของถั่วเหลืองในตลาดการค้าโลก

การนำเข้าของธัญพืชและถั่วเหลือง
ต่างทะยานขึ้นและดูเหมือนว่าจะไม่มีจุดจบ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014
Lester Brown  ได้เขียนบทความอีกครั้งว่า 

โลกสามารถส่งมอบอาหารให้จีนได้หรือไม่
ในบทความระบุว่าเพียงชั่วข้ามคืน
ประเทศจีนได้กลายเป็นประเทศ
ผู้นำเข้าธัญพืชชั้นนำของโลก
ซึ่งทางจีนได้ตั้งเป้าหมายว่า
จะซื้อธัญญพืชถึง 22 ล้านตันในปี 2013-14
ตามรายงานประมาณการล่าสุดของ
กระทรวงเกษตรสหรัฐการค้า

แต่ในช่วงปี 2006 เพียงเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
จีนมีส่วนเกินของธัญพืช
และต้องส่งออกถึง 10 ล้านตัน 
ทำให้โลกกำลังขยับจากยุคแห่ง
ความอุดมสมบูรณ์ไปสู่ยุคที่ขาดแคลน

ประเทศจีนเริ่มพึ่งพาโลกภายนอกมากขึ้น
เพราะต้องซื้อข้าวจำนวนมหาศาล

ทำให้เราทุกคนต้องตระหนักว่า
เรากำลังมีปัญหาในด้านอาหาร
.
.
.

.
Chen Risheng กำลังดู
ความงอกงามของข้าวทนเค็มในทุ่งนา
.
.

การค้นพบข้าวทนเค็ม

ในเดือนพฤศจิกายนปี 1986
Chen Risheng ซึ่งสำเร็จการศึกษาจาก
วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซานเจียง
Zhanjiang Agriculture College
เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผลไม้
ได้ไปศึกษาป่าชายเลนที่ชายหาด
Tiger Head Slope 
กับศาตราจารย์  Luo Wenlie

ที่นั่นทั้งสองคนได้พบกับ
พืชที่มีก้านเดียวสูง 1.6 เมตร
มีลำตันไม่แตกต่างกับพืชจำนวนพวกกก 
แต่มีรวงข้าวอยู่บนคอข้าว รวงข้าวมีสีเขียวจัด

ศาตราจารย์ หลูเหวินลี่
ได้ลองดึงขึ้นมาทั้งต้น  เพื่อดูรากและลำต้น
และได้ตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นข้าวป่า
ที่ปลูกขึ้นในดินเค็ม/เปรี้ยวจัด
มันเป็นพืชที่แปลกประหลาดมากที่สุด
ดูเหมือนจะออกดอก ออกลูก
และรวงข้าวทั้งหมดนี้อยู่ด้านบน
เมล็ดข้าวมีหนวดรวงข้าวยาว

ศาตราจารย์ หลูเหวินลี่
จึงได้บอกกับ เฉินลิเซิง ว่า
" มันอาจจะเป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีค่าอย่างยิ่ง
และควรได้รับการเก็บรักษาไว้
เพื่อขยายพันธุ์ใหม่ต่อไป "

เฉินลิเซิงได้เก็บเมล็ดข้าวของ
ข้าวป่าสายพันธุ์นั้นจำนวน 522 เมล็ด
และเริ่มโครงการเพาะขยายพันธุ์ข้าวในปี 1987
ท่านได้ใช้แปลงที่ดินริมบึงสองผืนเล็ก ๆ
โดยมีตาข่ายเป็นรั้วกั้นระหว่างผืน
แต่มีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นคือ  
ต้นกล้าข้าวในแปลงอื่น ๆ ทั้งหมด
ถูกกินโดยปลาทะเล เมื่อน้ำทะเลขึ้นมา
ปลาทะเลจะว่ายน้ำเข้ามาได้

ในขณะที่ต้นกล้าข้าวที่ปิดกั้นไว้
โดยตาข่ายดักปลารอดตายได้อย่างเหลือเชื่อ

ท่านได้คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว 51 ต้นจาก 400 ต้น 
และท่านยังคงดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ
ทำการปลูกทุก ๆ ปีจนถึงปี 1991
ท่านจึงได้ตั้งชื่อสายพันธุ์ข้าวป่านี้ว่า Sea-rice 86
และข้าวป่าจำนวน 3.8 กิโลกรัมได้สำรองไว้
เป็นสายพันธุ์ข้าวรุ่นพ่ออีก 10 สายพันธุ์

ประเทศจีนมีพื้นที่ดิน
ที่ราบเค็มด่างประมาณ 250 ล้านไร่ 
ถ้าปลูกข้าวในดินเค็มได้
จะสามารถผลิตธัญญพืชได้
ราว  225 พันล้านกิโลกรัมต่อปี

โดยทั้งนี้ผลผลิตอยู่ที่ราว 150 กิโลกรัม/หมู่
1 หมู่เท่ากับ 66.6 ตารางวา (900 กิโลกรัม/ไร่) 
คิดเป็นประมาณการข้าวถึง 37%
ของผลผลิตข้าวที่มีการผลิต
ธัญพืชในจีนในปี 2013


โครงการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว

จากการค้นพบพันธุ์ข้าวป่า
ที่ระบุว่าเป็นแหล่งของเมล็ดข้าวพันธุ์ที่พิเศษยิ่ง

โดยแปลงหนึ่งจะปลูกข้าวถึงง 2,000 ต้น/หมู่
เฉินลิเซิงต้องทำงานเป็นเวลาถึง 28 ปี
ด้วยการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าว
51 ต้นพันธุ์จาก 400 ต้น ในปี 1987

หลังจากนั้นเลือกสายพันธุ์ข้าว
80 ต้นให้เหลือเป็น 15 สายพันธุ์
จาก 51 สายพันธุ์ในปี 1988

และทำต่อเนื่องจนถึงปี 1991
ข้าวสายพันธุ์ Sea-rice 86
จึงสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า
เป็นข้าวทนเค็มชนิดใหม่
และมีเมล็ดข้าวจำนวน
3.8 กิโลกรัมจาก 10 สายพันธุ์
ได้กลายมาเป็นเมล็ดพันธุ์
ต้นสายพันธุ์ข้าวชนิดนี้

ตั้งแต่ปี 1992 - 2010
เมล็ดพันธุ์ข้าวผ่านการการคัดเลือก
และแพร่พันธุ์เพิ่มเติมจากเดิม
ในระหว่างช่วงปี 2012-2014
ข้าวทนเค็ม Sea-rice 86
ได้ทำการทดลองปลูกใน 3 ภูมิภาค
คือ ไหหลำ เจียงซู และเขตภาคอีสาน

ในปี 2013
เฉินลิเซิง ได้ขอเช่าพื้นที่
ดินเค็มน้ำเค็มด่างประมาณ 200 หมู่
ในเมือง Lianjiang ทางตอนเหนือ Zhanjiang 
เพื่อปลูกข้าวทนเค็มสายพันธุ์ Sea-rice 86 
พวกมันเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี
หลังจากผ่านไปได้เพียง 5 วัน
กลายเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์
ของชาวนาในท้องถิ่นอย่างยิ่ง

ในปี 2014
ท่านได้ปลูกข้าวทนเค็มไว้
ในพื้นที่มากกว่า 2,000 หมู่ (333.3 ไร่)

ในปี 2012
ท่านได้ส่งเมล็ดข้าวทนเค็มไปยัง
สถาบันวิจัยสารอาหารแห่งปักกิ่ง
Beijing Nutrient Source Research Institute 
เพื่อทำการวิเคราะห์สารอาหารข้าวทนเค็ม

ข้อมูลที่ได้รับแสดงว่า
ข้าวทนเค็มนี้มีสารอาหารสูงกว่าข้าวธรรมดาถึง 64% 
นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและธาตุต่าง ๆ 

ในเดือนมีนาคมปี 2014
บริษัท เทคโนโลยีชีวภาพข้าวทนเค็มนาชาติ จำกัด
International Sea-rice Biotechnology Company Ltd
จึงได้ก่อตั้งขึ้นมาโดย Chen Risheng
เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
และมีนักวิจัย 80 คนในกรุงปักกิ่ง


ในเดือนเมษายนปี 2014
กระทรวงเกษตรของจีน ได้ยอมรับว่า
สายพันธุ์ข้าวพันธุ์ Sea- rice 86
เป็นสายพันธ์ข้าวชนิดใหม่

วันที่ 1 กันยายน  2014
ได้มีการประกาศคุ้มครองสายพันธุ์ข้าวชนิดใหม่
ใน Agricultural New Plant Species Protection Bulletin

ข้าวทนเค็ม Sea-rice 86  
จึงได้เข้าร่วมในโครงการทดลอง
เกษตรผสมผสานของกระทรวงเกษตร
เพื่อยืนยันสายพันธุ์ใหม่ของ
ข้าวทนเค็ม Sea- rice 86
พื้นที่ทดลองอยู่ในเขต Lingshui มณฑลไหหลำ 
Zhanjiang มณฑลกวางตุ้ง
Dongying มณฑลซานตง
และ Panjin มณฑลเหลียวหนิง

การทดลองครั้งนี้มีพื้นที่ครอบคลุม
รวมทั้งดินเค็มด่างและเขตใกล้ชายฝั่งทะเล

เฉินลี่เซิง มีอายุ 52 ปีแล้ว
และต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
ในการเพาะพันธุ์ข้าวป่า
และปลูกข้าวให้ได้มากกว่า 2,000 หมู่

ในช่วง 28 ปีที่ผ่านมา
ท่านทำงานคนเดียวตามลำพัง
โดยไม่มีเงินทุนสนับสนุนแต่อย่างใด

ท่านต้องเดินทางไปยัง Guilin  และ Yunfu
เพื่อหาเงินจากกาารปลูกต้นไม้
ปลูกผลไม้และบ่อเลี้ยงปลา
ทั้งยังรับจ้างก่อสร้าง
และทำงานในทางหลวง
เพื่อระดมเงินทุนมา
เพื่อทำวิจัยข้าวทนเค็ม Sea-rice 86
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่