การศึกษาไทย และกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ตกอยู่ในสภาวะ "งมงาย"

ทุกวันนี้การศึกษาของประเทศไทยถูกบีบข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน บ้างก็ว่า ให้นักเรียนรู้จักการคำนวณ และบังคับให้นักเรียนทุกชั้นของทุกระดับได้ศึกษาโจทย์ที่ (ผู้ใหญ่) ไม่สามารถแก้ได้
เช่นกันกับการตั้งคำถามว่า ทำไม และ ทำไม
ซึ่งเราเองถึงแม้จะไม่จบปริญญาตรีก็ตามที แต่เราจบอนุปริญญามาได้ เนื่องจาก หลังจากที่จบอนุปริญญามา เราก็เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยแห่งหนึ่ง (มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในภาคใต้) และนั่นก็เป็นเหมือนการนำชีวิตผมไปทิ้งไว้ในห้องทรมาน หรือห้องฆ่าตัวตาย
อาจารย์หลายท่านอาจจะชอบเราเนื่องจากเราเป็นคนหัวไว เรียนรู้ได้เร็ว แต่อาจจะผิดกับที่ว่าเราเป็นคนชอบอิสรภาพ ซึ่งเวลาเราเรียนนั้น จะแยกโต๊ะออกจากลุ่มนักศึกษาคนอื่น อาจจะนั่งอยู่มุมห้อง หน้าชั้นบ้างในบางวิชา หรืออาจจะท้ายห้องเลย ถึงเราจะเป็นเด็กมุมห้อง แต่ก็ได้เกรดค่อนข้างดีเทียบกับ นักศึกษาในรุ่นเดียวกัน และเคยถูกอาจารย์ขอให้แข่งด้านวิชาการ แต่เราปฏิเสธ
ที่เล่ามานั้นเป็นเพียงมุมมองเล็กๆ เพื่อขยายความว่า นี่คือจุดๆ หนึ่งของการศึกษาไทย แต่ลึกๆ แล้ว เห็นว่าเรามีการเรียนที่ราบลื่นดี อาจารย์รักใคร่ดี แต่จริงๆ แล้วมันผิดถนัดเลย
เราจะพูดอีกมุมหนึ่งของด้านการศึกษาไทยนะ เมื่อหลายปีที่แล้ว หรือหลักสิบๆ ปีที่แล้ว การศึกษาไทย การท่องจำพยัญชนะไทยทั้งหมด ตั้งแต่ กอไก่ถึงฮอนกฮูก รวมแล้วกว่า อนุบาล หรือเทียบเท่าอนุบาลจนถึงประถมห้า เมื่อปรับเปลี่ยนด้านการศึกษาใหม่เมื่อปีประมาณ 2538 นั้น มีการเสริมภาษาอังกฤษ และตัวเลขเข้ามาให้นักเรียนได้จดจำกันไป เราจำได้ว่าช่วง ประถม ทุกตอนเย็นจะต้องท่องสูตรคูณแม่หนึ่งถึงแม่เก้า พวกเราก็ท่องกันจนเหมือนเป็นพิธีกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่นำมาเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วนั้น แตกต่างกันสิ้นเชิง
เราขอยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านระหว่าง มาเลเซีย, สิงคโปร์, จีน, ญี่ปุ่น, และลาว มาเปรียบเทียบกับไทยกันนะว่า ระบบการศึกษาเป็นอย่างไร
ช่วงชั้นปฐมวัย (ก่อนเข้าอนุบาล) ประเทศมาเลเซียนั้น จะมีศูนย์เด็กเล็ก คล้ายๆ ของไทยเรานั่นเอง แต่ในศูนย์เด็กเล็กของเขามีการสร้างสมาธิให้กับเด็กๆ โดยการให้นั่งจดจำตัวเลข ตัวอักษร และสีต่างๆ โดยการให้ท่องจำ
ในช่วงหนึ่งที่เราไปดูหลานชายแท้ๆ ของเราเข้าศูนย์เด็กเล็ก (ญาติของเราอาศัยในมาเลเซีย) เราได้เห็นว่า เด็กชายตัวเล็กๆ และเด็กหญิงตัวเล็กๆ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตามองดูพี่เลี้ยงที่กึ่งสอนกึ่งเล่นกับเด็กๆ อยู่ ทุกคนจำตัวอักษรได้ รวมถึงสามารถบวกลบเลขในอายุเพียงไม่ถึง 3 ขวบด้วยซ้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กไทยเราในส่วนมากแล้วแทบจะทำไม่ได้เลย
เมื่อมองไปในประเทศสิงคโปร์ไม่ต่างกับมาเลเซียมากนัก เพียงแต่สิงคโปร์สอนในด้านภาษา เน้นที่ภาษาสากล อย่างอังกฤษ แต่พอได้ทราบเพียงเท่านี้นั้นเราได้เห็นความแตกต่างอยู่ข้อหนึ่ง คือ สิงคโปร์นั้น ไม่ได้สอนให้เด็กเล็กนอนกลางวัน เพื่อเสริมสร้างวินัยต่อชีวิตประจำวัน จึงเป็นข้อแข็งของเด็กๆ สิงคโปร์นั้นรู้จักรับผิดชอบตั้งแต่อายุประมาณ 5 ขวบขึ้นไป
เมื่อเรามามองดูที่ประเทศจีน หลายๆ คนอาจจะคิดว่าประเทศจีนเป็นมหาอำนาจด้านการพัฒนาเศรษฐกินเพียงด้านเดียว แต่จริงๆ แล้วด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการจีนแล้วก็มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น และรวดเร็ว ในหลายสิบปีที่ผ่านมาความงมงายของชาวจีนที่มีต่อนิกายต่างๆ เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการสร้างความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ผลการตอบแทน รวมถึงนำคำกล่าวด้านศาสนาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจมาพัฒนาสังคม ซึ่งข้อนี้เป็นข้อดีของกระทรวงศึกษาธิการจีน แต่สิ่งที่พัฒนาผิดพลาดไปคือ ด้านวินัย ที่เราหลายๆ คนได้เห็นว่า คนจีนส่วนใหญ่จะมีอารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว รวมถึงเสียงดัง ซึ่งนั่นเป็นข้อหนึ่งที่ทางรัฐบาลจีนพยายามเปลี่ยนแปลงให้ลดลง แต่ก็เหมือนเอาน้ำมันมาราดใส่เปลวไฟนั่นเอง ถ้าพูดถึงการศึกษาแล้ว จีนมีการแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการวิจัยวิเคราะห์สถานการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสองส่วนนี้จะมีการปลูกฝังความรู้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เด็กๆ ที่ชอบวิทยาศาสตร์ก็จะถูกปลูกฝังให้เชื่อในด้านวิทยาศาสตร์ และพัฒนาไปทางด้านการสร้าง ส่วนเด็กๆ ที่ชอบการคำนวณ หรือศิลป์ภาษาต่างๆ ก็จะถูกเรียนรู้ และปลูกฝังให้กับด้านการพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์, อังกฤษ รวมไปถึงภาษาที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีการพัฒนาระบบต่างๆ
และนี่เป็นข้อแข็งของจีนที่เรากล่าวมา แต่ก็ผิดพลาดไปในทางของทิศทางการพัฒนาด้านการปลูกฝัง
ส่วนญี่ปุ่น เมื่อเด็กๆ เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ก็จะถูกนำส่งตัวให้ไปอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งในจุดนี้ เราได้เห็นว่า เด็กเล็กนั้นถูกฝึกฝนไปในด้านการสร้างจินตนาการ พร้อมกับการต่อยอดไปเรื่อยๆ เพื่อนำไปแยกเป็นส่วนๆ เมื่อเข้าสู่ปฐมวัย นั่นหมายความว่าญี่ปุ่นมีการเตรียมพร้อม และรองรับความสามารถต่างๆ ของเด็กเล็กที่มีผลต่อการพัฒนาการไปในทิศทางสายอาชีพนั้นๆ
ส่วนประเทศลาวนั้น อดีตการศึกษาก็เหมือนเรื่องงมงาย แต่ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการของประเทศลาวนั้นได้พัฒนาโดยมีส่วนร่วมกับต่างประเทศ โดยเน้นให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาด้านภาษามากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ปัจจุบันประเทศลาวเน้นด้านเอกภาษามากกว่าการพัฒนาด้านอื่นๆ เนื่องจากประเทศลาวนั้นได้เปิดประเทศเป็น AEC แล้ว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่