Mindhunter ซีรีย์ Netflix ว่าด้วยเรื่องของเจ้าหน้าที่พิเศษ FBI โฮเด็น ฟอร์ด ร่วมกับคู่หูของเขา จัดตั้งหน่วยพิเศษหนึ่งขึ้นมาเพื่อค้นคว้าเกี่ยวกับความคิด
จิตใจและพฤติกรรมของ ฆาตกรต่อเนื่องหรือฆาตกรที่ก่อคดีโหดๆ โดยนำไปเป็นหลักเกณฑ์ในการตามสืบคดีและตามจับฆาตกร ในยุค 70s
ซีรีย์ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อ Mindhunter: Inside the FBI's Elite Serial Crime Unit มีเนื้อหาเกี่ยวกับหน่วยเอฟบีไอพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อวิเคราะห์จิตใจและตามจับฆาตรกรต่อเนื่อง
ซีรีย์มีทั้งหมด 10 ตอนจบ และยังได้ David Fincher มาเป็นโปรดิวเซอร์และกำกับเองใน EP. 1 ,2 , 9 และ 10
Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert
การดำเนินเรื่องจะใช่บทสนทนาเป็นหลักซึ่งทำได้ดี เราจะรู้สึกถึงความเป็น David Fincher อยู่ตลอด แต่งานด้านภาพก็ดีไม่แพ้กันตามมารถฐาน Netflix การเล่าเรื่องจะแบ่งเป็น 2 เส้นเรื่องหลัก และ 2 เส้นเรื่องรอง
ตามความคิดของผมนะ 2 เส้นเรื่องหลักก็คือ 1.การไปสัมภาษณ์ฆาตกรเพื่อเก็บข้อมูลและบริหารจัดการหน่วย 2.การไป Road School เพื่อสอนและให้ความรู้ กับตำรวจท้องที่ตามเมืองต่างๆ รวมถึงช่วยตำรวจท้องที่สืบคดียากๆ ไปในตัว
2 เส้นเรื่องรองก็คือ 1.ความสัมพันธ์ของโฮเด็นและแฟนสาวของเขา 2.ชายผู้น่าสงสัยแห่งรัฐ Kansas ซึ่งจริงๆ แล้วผมรู้ว่าใคร และทำให้คิดว่าซีซั่นสอง ต้องดีงามมากๆ แน่นอน ยังไม่นับตอนจบใน Ep. 10 อีกนะ
ส่วนตัวผมแล้วชอบมากๆ ทั้งบทพูดที่ได้กลิ่นอายของ David Fincher โดยเฉพาะฉากที่โฮเด็นไปสัมภาษณ์ฆาตกรแต่ละคน ทั้งฉากหลังในยุค 70s หรือเจาะจงก็ 1977 ที่สมจริงและมีเสน่ห์มากๆ การแสดงนี้ไม่ต้องพูดถึงดีงามที่สุดทั้งตัวละครหลักและฆาตกร ฆาตกรที่ปรากฏในซีรีย์นั้นมีตัวตัวอยู่จริงๆ และนักแสดงที่แสดงในบทฆาตกรแต่ละคน แสดงได้เหมือนมากๆ
และเนื้อหา ใจจริงผมอยากให้มีเนื้อหาแบบนี้นานแล้วนะเพราะส่วนตัวเคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องมาก่อน เลยรู้สึกอินกับเนื้อหาเรื่องนี้มากๆ และหนังหรือซีรีย์สืบสวนส่วนใหญ่ จะเน้นไปที่การตามจับตัวฆาตกรหรือเน้นไปที่ฝ่ายฆาตกรตามล่าเหยื่อ เป็นต้น แต่เรื่องนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า "ทำไม" ฆาตกรถึงทำแบบนี้ เราจะได้เห็นในมุมมองของฆาตกรความคิดของเขา พฤติกรรม ต่างๆ ที่ส่งผลต่อการฆาตกรรม ซึ่งซีรีย์นำเสนอออกมาได้สมจริงและน่าติดตามมากๆ ผมดีใจนะที่ได้ทำเป็นซีรีย์ เพราะมันเหมาะสมที่จะเล่าอะไรแบบนี้จริงๆ
ข้อมูลเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องและหน่วยงานของพระเอกพอสังเขป(อาจจะยาวหน่อยครับ) เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เริ่มจาก John E. Douglas และ Mark Olshaker ผู้เขียนหนังสือ Mindhunter: Inside the FBI's Elite Serial Crime Unit ได้เข้ามามีส่วนรวมในการเขียนบททุกตอน ซึ่งตัวละคร โฮเด็น ฟอร์ด นั้นก็คือตัว John E. Douglas เองในช่วงที่ทำงานอยู่ที่ FBI ข้อมูลส่วนใหญ่ในซีรีย์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ตามประวัติการทำงานของ John E. Douglas นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องสมจริงมาก
มาถึงหน่วย Behavioral Sciences Unit (BSU) ที่โฮเด็นทำงานอยู่ ภายหลังถูกเปลี่ยนเป็น Behavioral Analysis Unit (BAU) และในปี 1984 ได้มีการก่อตั้ง National Center for the Analysis of Violent Crime (NCAVC) ขึ้น Behavioral Analysis Unit ได้มาเป็นแผนกหลักใน NCAVC ซึ่งใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของฆาตกรมาช่วยในการสืบคดีที่มีความรุนแรงต่างๆ จวบจนปัจจุบัน
ฆาตกรต่อเนื่อง
ฆาตกรต่อเนื่อง คือ การลงมือก่อเหตุฆาตกรรมอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่มีเหยื่อตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปโดยผู้กระทำความผิดคนเดียวกันในต่างวาระ
เหตุฆาตกรรมต่อเนื่อง เป็นเหตุการณ์ที่พบน้อยมาก มีอัตราต่ำกว่า 1% เมื่อเทียบกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม มีประเด็นชวนขนลุกอันน่าสนใจที่ไกลเกินจะกำหนดขอบเขต อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของบทความ หนังสือ และภาพยนตร์อีกนับไม่ถ้วน
คนทั่วไปโดยส่วนมากมักคิดว่าฆาตกรต่อเนื่องเป็นแค่หนึ่งในผลงานของฮอลลีวู้ด สร้างเส้นเรื่องให้กระตุ้นความสนใจของผู้ชม มากกว่าการแสดงความเป็นฆาตกรต่อเนื่องอย่างชัดเจน มุ่งความสนใจไปที่การทารุณกรรมเหยื่อของคนร้ายกระหายเลือด ซึ่งสิ่งนี้เองที่ยิ่งดึงดูดความสนใจของมวลชน และสร้างความสับสนมากขึ้นในความจริงที่เกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง
ความเกี่ยวข้องอันน้อยนิดเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องนั้นมาจากความไม่แม่นยำ ข้อมูลที่ไม่มากพอ และภาพจำจากหนังสือนิยาย อันส่งผลออกมาเป็นความเชื่อและความเข้าใจผิดที่เกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง ดังข้อต่อไปนี้
ความเชื่อข้อที่ 1 : ฆาตกรต่อเนื่องมักเป็นพวกรักสันโดษผิดปกติ
จริงๆแล้วฆาตกรเหล่านี้ไม่ได้เป็นพวกรักสันโดษ ไม่เข้าสังคม พวกเขาไม่ใช่สัตว์ประหลาดหรืออาจจะไม่ได้แสดงออกถึงความผิดปกติด้วยซ้ำ คนเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความปกติ มีสังคมอย่างเช่นคนทั่วไป บ่อยครั้งที่เราพบว่าผู้ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องนี้มีครอบครัว มีบ้าน มีอาชีพการงาน ดูไม่ต่างจากคนในสังคมคนอื่นๆ เพราะความกลมกลืนนี้ พวกเขาจึงอาจถูกมองข้ามจากผู้บังคับกฎหมาย และสังคมภายนอกได้
ความเชื่อข้อที่ 2 : ฆาตกรต่อเนื่องต้องเป็นชายผิวขาว
ตรงข้ามกับความเชื่อดังกล่าว พบว่า ผู้ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องนั้นมีอยู่ในทุกเชื้อชาติ ทั้งคนขาว, แอฟริกัน-อเมริกัน, ละติน หรือแม้กระทั่งชาวเอเชีย โดยเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ ยังสะท้อนความหลากหลายทางเชื้อชาติที่มีอยู่ในสังคมอเมริกาได้ดีอีกด้วย
ความเชื่อที่ 3 : ฆาตกรต่อเนื่องมีแรงจูงใจมาจากเรื่องเพศเท่านั้น
เหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นไม่ได้มาจากเรื่องเพศ แต่กลับเป็นแรงจูงใจในด้านอื่นๆ ทั้งความโกรธ ความระทึกใจ เรื่องเงิน อาจรวมไปถึงการเรียกร้องความสนใจ
ความเชื่อที่ 4 : ผู้ก่อเหตุจะเดินทางและก่อเหตุไปข้ามรัฐไปเรื่อยๆ
ฆาตกรส่วนใหญ่จะกำหนดพื้นที่ก่อเหตุเอาไว้ และจะทำอยู่แค่ในบริเวณที่สบายใจ บริเวณต่างๆมักถูกกำหนดโดยจุดๆหนึ่ง (อย่างเช่น บริเวณที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน หรือบ้านญาติ) แต่มีบางครั้งที่จะเลือกก่อเหตุนอกบริเวณ อาจเป็นเมื่อที่มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นหลังจากมีประสบการณ์ หรือ เมื่อหลบหนีการจับกุม น้อยครั้งมากที่จะเลือกเดินทางไปเรื่อยๆเพื่อก่อเหตุดังกล่าว
ความเชื่อที่ 5 : ผู้เป็นฆาตกรจะไม่สามารถหยุดลงมือได้
เป็นที่เชื่อกันในวงกว้างว่าเมื่อฆาตกรลงมือฆ่าเหยื่อครั้งหนึ่งแล้ว เขาจะไม่สามารถหยุดได้ จริงๆแล้วฆาตกรต่อเนื่องที่เลิกฆ่า หยุดทำก่อนจะถูกจับได้เสียด้วยซ้ำ โดยมักจะมีเหตุการณ์บางอย่างในชีวิตที่ทำให้ผู้ก่อเหตุเลือกหยุดหาเหยื่อรายต่อไป อาจรวมไปถึงการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวมากขึ้น การทดแทนเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือวิธีเบี่ยงเบนความสนใจอื่นๆ
ความเชื่อที่ 6 : ผู้ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องจะต้องบุคคลวิกลจริตหรือเป็นปีศาจจอมอัจฉริยะ
อีกความเชื่อหนึ่งที่ปรากฏเกี่ยวกับการฆาตกรรมต่อเนื่องนั้นจะต้องมีสภาพจิตที่ไม่สมประกอบ หรือไม่ก็ฉลาดเป็นกรดเข้าขั้นอัจฉริยะ
จากการจัดกลุ่ม เราพบว่าฆาตกรต่อเนื่องถูกมองในแง่ร้ายเพราะปัญหาความหลากหลายด้านความผิดปกติทางบุคลิกภาพ รวมถึงอาการโรคจิต มีบุคลิกต่อต้านการเข้าสังคมและอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ส่วนมากไม่ถูกนับว่าเป็นความวิกลจริตในทางกฎหมายแต่อย่างใด
สื่อมักสร้างหนังสือนิยายฆาตกรรมที่ “ฉลาด” มีไหวพริบเท่าทันอำนาจกฎหมายเสียทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปแล้ว ความฉลาดของฆาตกรต่อเนื่องก็มักถูกจัดอยู่ในอันดับสูงกว่าปกติเสมอ
ความเชื่อที่ 7 : ฆาตกรมักต้องการจะถูกจับ
ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดครั้งแรกจะยังมือใหม่ ขาดประสบการณ์ แต่เมื่อได้สะสมประสบการณ์มากขึ้นและมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ในที่สุดเขาก็จะประสบความสำเร็จ ด้วยปัญหาและข้อผิดพลาดที่น้อยมาก ในขณะที่ฆาตกรต่อเนื่องไตร่ตรองถึงแผนการลงมืออย่างถี่ถ้วนมากกว่าผู้ก่ออาชญากรอื่น กราฟการเรียนรู้ก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาจะต้องเลือก กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เข้าหา ควบคุม และกำจัดเหยื่อทิ้ง อีกทั้งการเดินทางขนส่งก็มีส่วนในการก่อเหตุและกำจัดศพ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในภายหลัง โดยเฉพาะในกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่
หากฆาตกรยังคงก่อเหตุโดยไม่ถูกจับกุมความสามารถก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น จนคล้ายว่าจะไม่สามารถระบุตัวได้อีก ในขณะก่อเหตุฆาตกรอาจเริ่มคิดค้น ขั้นตอนลัดเมื่อพวกเขาก่ออาชญากรรม สิ่งนี้เองที่ยิ่งเพิ่มโอกาสในการลงมือ และยังนำไปสู่การระบุตัวตนโดยผู้บังคับใช้กฎหมาย นี่ไม่ได้หมายความว่าตัวฆาตกรเอง “ต้องการ” จะถูกจับ แต่เป็นเพราะรู้สึกว่าไม่มีใครสามารถจับเขาได้เสียมากกว่า
● สิ่งที่โน้มนาวให้ก่อเหตุก็เหมือนกับที่เป็นปัจจัยในพฤติกรรมรุนแรงอื่นๆ คือปัจจัยด้านชีวภาพ สังคม และสภาพจิตโดยปกติ ไม่ได้จำกัดที่ลักษณะภายนอกหรืออุปนิสัย
● ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่พบร่วมกันในพัฒนาการของฆาตกรต่อเนื่องและบางบุคคล นั่นคือ แรงจูงใจทางชีวภาพที่เหมาะสมและปัจจัยอันหล่อหลอมความรู้สึกนึกคิด ที่จะแสดงออกเมื่อพบปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคม
● ไม่มีลักษณะเฉพาะทางรูปร่างหรือนิสัยใดที่เจาะจงได้ว่าใครที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องหรือเป็นแค่ผู้กระทำความรุนแรงอื่นๆ
● ไม่มีสิ่งใดสามารถระบุถึงบุคคลที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องได้
● ฆาตกรต่อเนื่องจะถูกกระตุ้นโดยแรงจูงใจหรือเหตุผลส่วนตัวเท่านั้น
● ฆาตกรต่อเนื่องไม่สามารถระบุได้ด้วยวิธีจำกัดกลุ่มประชากรทั่วไป เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ หรือศาสนา
● โดยส่วนมากของฆาตกรต่อเนื่องที่มีแรงจูงใจด้านการเสพความรุนแรงทางเพศในการปรับตัวเข้าสังคม สำหรับพวกเขานั้น ความรุนแรงและความสุขทางเพศเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกลับ ไม่สามารถแยกออกได้
● ผู้เชี่ยวชาญต้องทำการค้นคว้ามากขึ้น เพื่อเจาะจงแนวทางที่จะนำพาคนไปสู่การเป็นฆาตกรต่อเนื่องให้ได้
สถิติของฆาตกรต่อเนื่อง ในอเมริกา นับตั้งแต่ปี 1900 - 2010
- ในอเมริกา ตั้งแต่ปี 1900 - 2010 ได้ระบุตัวตนของฆาตกรต่อเนื่องกว่า 3,000 ราย หรือเกือบ 70% ของฆาตกรต่อเนื่องทั่วโลก
- ทศวรรษ 70s 80s และ 90s ถือเป็นยุคทองของฆาตกรต่อเนื่อง โดยระบุตัวตนฆาตกรต่อเนื่องได้มากที่สุดคือ 605, 768 และ 669 ราย ตามลำดับ
60s คือ 217 และ 2000s คือ 371
- ปี 1900 - 2010 มีเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องที่ระบุตัวตนได้กว่า 11,000 ราย ปีที่พบเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องมากที่สุดคือปี 1987 พบ 389 ราย
- ฆาตกรต่อเนื่องกว่า 40% มี IQ สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ
- แรงจูงใจส่วนมากเกิดมาจากความสนุกสนาน (ความระทึก เรื่องเพศ และการแสดงอำนาจที่เหนือกว่า
Edmund Kemper มีตัวตนอยู่จริง โดยสังหารเหยื่อไป 10 ราย วิธีก็ตามที่ในซีรีย์เล่าไว้ครับ หลังจากฆ่าแม่ของเขาและเพื่อนของแม่ เขาก็ขับรถออกไปเรื่อยเปื่อยตามเมืองต่างๆ หลังจากไม่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรมแม่ของเขา เขาตึงตัดสินใจโทรศัพท์จากตู้ไปหาตำรวจและสารภาพ จนถูกจับในที่สุด
ฆาตกรในซีรีย์ส่วนใหญ่มีตัวตนอยู่จริง เช่น Richard Speck และ Jerry Brudos
ประมาณนี้ครับหวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย เกือบครบ 10000 คำ พอดี

มีใครคิดเหมือนผมไหมว่าด็อกเตอร์ Wendy Carr ฮอตมากๆ
ใครดูเรื่อง Mindhunter ซีรีย์ Netflix แล้วมาคุยกันครับ (Spoiler Alert)
จิตใจและพฤติกรรมของ ฆาตกรต่อเนื่องหรือฆาตกรที่ก่อคดีโหดๆ โดยนำไปเป็นหลักเกณฑ์ในการตามสืบคดีและตามจับฆาตกร ในยุค 70s
ซีรีย์ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อ Mindhunter: Inside the FBI's Elite Serial Crime Unit มีเนื้อหาเกี่ยวกับหน่วยเอฟบีไอพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อวิเคราะห์จิตใจและตามจับฆาตรกรต่อเนื่อง
ซีรีย์มีทั้งหมด 10 ตอนจบ และยังได้ David Fincher มาเป็นโปรดิวเซอร์และกำกับเองใน EP. 1 ,2 , 9 และ 10
Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert Spoiler Alert
การดำเนินเรื่องจะใช่บทสนทนาเป็นหลักซึ่งทำได้ดี เราจะรู้สึกถึงความเป็น David Fincher อยู่ตลอด แต่งานด้านภาพก็ดีไม่แพ้กันตามมารถฐาน Netflix การเล่าเรื่องจะแบ่งเป็น 2 เส้นเรื่องหลัก และ 2 เส้นเรื่องรอง
ตามความคิดของผมนะ 2 เส้นเรื่องหลักก็คือ 1.การไปสัมภาษณ์ฆาตกรเพื่อเก็บข้อมูลและบริหารจัดการหน่วย 2.การไป Road School เพื่อสอนและให้ความรู้ กับตำรวจท้องที่ตามเมืองต่างๆ รวมถึงช่วยตำรวจท้องที่สืบคดียากๆ ไปในตัว
2 เส้นเรื่องรองก็คือ 1.ความสัมพันธ์ของโฮเด็นและแฟนสาวของเขา 2.ชายผู้น่าสงสัยแห่งรัฐ Kansas ซึ่งจริงๆ แล้วผมรู้ว่าใคร และทำให้คิดว่าซีซั่นสอง ต้องดีงามมากๆ แน่นอน ยังไม่นับตอนจบใน Ep. 10 อีกนะ
ส่วนตัวผมแล้วชอบมากๆ ทั้งบทพูดที่ได้กลิ่นอายของ David Fincher โดยเฉพาะฉากที่โฮเด็นไปสัมภาษณ์ฆาตกรแต่ละคน ทั้งฉากหลังในยุค 70s หรือเจาะจงก็ 1977 ที่สมจริงและมีเสน่ห์มากๆ การแสดงนี้ไม่ต้องพูดถึงดีงามที่สุดทั้งตัวละครหลักและฆาตกร ฆาตกรที่ปรากฏในซีรีย์นั้นมีตัวตัวอยู่จริงๆ และนักแสดงที่แสดงในบทฆาตกรแต่ละคน แสดงได้เหมือนมากๆ
และเนื้อหา ใจจริงผมอยากให้มีเนื้อหาแบบนี้นานแล้วนะเพราะส่วนตัวเคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องมาก่อน เลยรู้สึกอินกับเนื้อหาเรื่องนี้มากๆ และหนังหรือซีรีย์สืบสวนส่วนใหญ่ จะเน้นไปที่การตามจับตัวฆาตกรหรือเน้นไปที่ฝ่ายฆาตกรตามล่าเหยื่อ เป็นต้น แต่เรื่องนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า "ทำไม" ฆาตกรถึงทำแบบนี้ เราจะได้เห็นในมุมมองของฆาตกรความคิดของเขา พฤติกรรม ต่างๆ ที่ส่งผลต่อการฆาตกรรม ซึ่งซีรีย์นำเสนอออกมาได้สมจริงและน่าติดตามมากๆ ผมดีใจนะที่ได้ทำเป็นซีรีย์ เพราะมันเหมาะสมที่จะเล่าอะไรแบบนี้จริงๆ
ข้อมูลเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องและหน่วยงานของพระเอกพอสังเขป(อาจจะยาวหน่อยครับ) เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้