คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
ที่จริงแผนที่แพ้ชนะทางกันมันมีนะครับ แต่แผนมันมีรายละเอียดมากกว่าแค่ตัวเลขที่ยกมาครับ แผนการเล่นแบบไหนก็ตามย่อมมีที่ว่างเกิดขึ้นไม่ตำแหน่งใดก็ตำแหน่งหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งแน่นอน แผนที่ชนะทางกันก็คือแผนที่วางจุดแข็งของเราไปเจอจุดอ่อนของแผนคู่แข่งนั่นเอง ทั้งเกมรุกทั้งเกมรับ เช่น
แผน 4-3-3 แบบบาร์ซ่าปัจจุบันของบัลเบร์เด้ ให้ฟูลแบ็คสองข้างเติมขึ้นหน้าแล้วดันกลางรับลงมาในเวลาขึ้นเกมรุกจนเหมือนปรับไปยืน 3-4-3 ส่วนหน้าเป้าเป็นเมสซี่ที่เล่นแบบ False 9 คือหน้าเป้าแต่ไม่ค้ำหน้า ลงมาเล่นบอลในช่องว่างระหว่างคู่เซ็นเตอร์กับแผงกลาง ปีกสองตัวมีตัวนึงคอยถ่างเกมรับให้กว้างออก(เดวโลเฟว เดมเบเล่ อเลกซ์ วิดัล) ส่วนอีกคนคอยค้ำป่วนเซ็นเตอร์(ซัวเรส)แล้วให้แบ็คช่วยถ่างเกมรับ(อัลบา)
แผนอันนี้จะค่อนข้างชนะทางแผนคุมโซนแบบไม่มีตัวรับ เช่น 4-4-2 Flat เพราะระหว่างกลางกับหลังมีที่ว่างให้เมสซี่เล่น ส่วนกองหลังก็ดันขึ้นมาไม่ได้เพราะมีปีกกับฟูลแบ็คค้ำอยู่ แต่แผนนี้เวลาต้องเล่นรับก็จะแพ้ทางเกมเคาท์เตอร์ทางปีกเหมือนกันเพราะฟูลแบ็คเติมสูง มีพื้นที่ว่างให้เล่นทางริมเส้นเยอะ ส่วนเวลารุกก็ลำบากถ้าคู่แข่งยืนแน่น (compressed) มากๆ ดันแนวกองหลังกับกองกลางขึ้นมาแทบจะชิดกัน เพราะปิดทั้งพื้นที่ของเมสซี่ และปีกกับแบ็คก็มีโอกาสล้ำหน้าสูง ต้องไปชิงตำแหน่งกันเอาเองเวลาเอาชนะกับดักล้ำหน้า
แต่ถึงแผนจะแพ้ทางกันแต่มันก็ยังต้องย้อนไปมองเรื่องของ "ช่วงเวลา" ที่ผมบอกอยู่ดีครับ เพราะแผนฟุตบอลมันไม่เคยตายตัวอยู่แล้ว ไม่มีทีมใดๆในโลกยืนแผนเดียวตลอดเวลาทั้งเกมรุกเกมรับ มันถึงมีคำว่าช่วง "transition" หรือช่วงเปลี่ยนรับเป็นรุก จากรุกเป็นรับไงครับ ซึ่งช่วงเวลานี้แหละที่มักจะเกิด "ช่องว่าง" ขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่จุดอ่อนของแต่ละแผนเผยออกมา
เช่น แผน 4-3-3 หรือ 3-4-3 ตามแบบบาร์ซ่าข้างบนนั้นมักจะเปลี่ยนเป็น 4-4-2 หรือ 4-4-1-1 เวลาบาร์ซ่าเล่นเกมรับ และในช่วงระว่างนับจากที่บาร์ซ่า "เสียบอล" ซึ่งเป็นช่วงที่ยังยืนแผน 4-3-3 อยู่ ไปจนถึงตอนที่บาร์ซ่าปรับเป็น 4-4-2 ในเกมรับ ตอนนั้นแหละครับที่ที่ว่างทางริมเส้นที่ผมบอกจะเกิดขึ้น เพราะฟูลแบ็คมันขึ้นไปแล้วยังลงมาไม่ทัน และนั่นคือสิ่งที่โค้ชจะต้องวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า และกำหนดบทบาทหน้าที่ของคนอื่นๆในทีมว่าต้องทำอย่างไร เช่นให้เซ็นเตอร์แบ็คถ่างออกไปปิด ให้มิดฟิลด์ลงมาไล่ ให้เคาท์เตอร์เพรสซิ่งก่อนคู่ต่อสู้ได้ลำเลียงบอลผ่านครึ่งสนามเพื่อชะลอเกมสวนกลับ หรืออะไรก็ว่าไป ทางแก้มันมีหลายทางอยู่ที่โค้ชจะเลือก
กล่าวโดยสรุปคือแผนทุกแผนมีแพ้มีชนะทางกันครับ เพียงแต่ในเกมฟุตบอลหนึ่งเกม หนึ่งทีมมันไม่ได้มีรูปแบบการยืนตำแหน่งแค่แบบเดียว และทีมที่ใช้แท็คติกย่อมรู้ดีว่าแผนของตนมีจุดอ่อนตรงไหน แต่เมื่อรู้แล้วจะวางแนวทางแก้ไขอย่างไร วางแล้วจะสอนให้นักเตะทำได้จริงในสนามได้หรือไม่ อันนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้ฝึกสอนครับ
ปล. อาจจะมีคำถามว่าแล้วอย่างนี้ทำไมแต่ละเกมโค้ชไม่วางแท็คติกให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ทุกเกมล่ะ? คำตอบคือ มันเป็นสไตล์ของโค้ชบวกกับความสามารถของนักเตะที่มีครับ โค้ชจอมแท็คติก(เช่นมูรินโญ่สมัยคุมเชลซี อินเตอร์) มักจะปรับแผนการยืนตามคู่ต่อสู้ที่จะเจอไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำได้เมื่อนักเตะในทีมมีความฉลาดทางแท็คติกสูงและยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนการเล่นได้ตามแท็คติกได้อย่างอิสระ แต่ไม่ใช่ว่าทุกทีมจะทำได้ เพราะนักเตะบางคนก็ปรับได้ไม่มาก เข้าใจแท็คติกน้อย ซึ่งนั่นจะลดประสิทธิภาพของแท็คติกลงอย่างมาก และสไตล์การเล่นแบบนี้มักไม่ก้าวหน้า คือทีมเล่นด้วยกันนานแค่ไหนก็ไม่เก่งไปกว่าปีแรกๆเท่าไหร่เพราะไม่ได้สร้างความชำนาญด้านใดเป็นพิเศษให้กับกลุ่มนักเตะกลุ่มนั้น ส่วนโค้ชอีกประเภทคือไม่ปรับแท็คติกใหญ่ตามคู่ต่อสู้ (เช่นเป๊ป) คือวิธีการเล่นและแนวคิดจะคงเดิมตลอด แต่ปรับเฉพาะพื้นที่เข้าทำและกวดขันป้องกันจุดอันตรายให้เหมาะกับคู่แข่งที่จะเจอแต่ละนัดเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าโค้ชสไตล์นี้ถ้ารักษานักเตะแกนหลักชุดเดิมเอาไว้ได้ก็จะเก่งขึ้นทุกปีๆเพราะเข้าขากันมากขึ้น แต่พอหมดยุคก็หาตัวมาสานต่อยากเช่นกันเพราะนักเตะมันโตมาพร้อมกัน คนมาใหม่ยากจะตามทัน
แผน 4-3-3 แบบบาร์ซ่าปัจจุบันของบัลเบร์เด้ ให้ฟูลแบ็คสองข้างเติมขึ้นหน้าแล้วดันกลางรับลงมาในเวลาขึ้นเกมรุกจนเหมือนปรับไปยืน 3-4-3 ส่วนหน้าเป้าเป็นเมสซี่ที่เล่นแบบ False 9 คือหน้าเป้าแต่ไม่ค้ำหน้า ลงมาเล่นบอลในช่องว่างระหว่างคู่เซ็นเตอร์กับแผงกลาง ปีกสองตัวมีตัวนึงคอยถ่างเกมรับให้กว้างออก(เดวโลเฟว เดมเบเล่ อเลกซ์ วิดัล) ส่วนอีกคนคอยค้ำป่วนเซ็นเตอร์(ซัวเรส)แล้วให้แบ็คช่วยถ่างเกมรับ(อัลบา)
แผนอันนี้จะค่อนข้างชนะทางแผนคุมโซนแบบไม่มีตัวรับ เช่น 4-4-2 Flat เพราะระหว่างกลางกับหลังมีที่ว่างให้เมสซี่เล่น ส่วนกองหลังก็ดันขึ้นมาไม่ได้เพราะมีปีกกับฟูลแบ็คค้ำอยู่ แต่แผนนี้เวลาต้องเล่นรับก็จะแพ้ทางเกมเคาท์เตอร์ทางปีกเหมือนกันเพราะฟูลแบ็คเติมสูง มีพื้นที่ว่างให้เล่นทางริมเส้นเยอะ ส่วนเวลารุกก็ลำบากถ้าคู่แข่งยืนแน่น (compressed) มากๆ ดันแนวกองหลังกับกองกลางขึ้นมาแทบจะชิดกัน เพราะปิดทั้งพื้นที่ของเมสซี่ และปีกกับแบ็คก็มีโอกาสล้ำหน้าสูง ต้องไปชิงตำแหน่งกันเอาเองเวลาเอาชนะกับดักล้ำหน้า
แต่ถึงแผนจะแพ้ทางกันแต่มันก็ยังต้องย้อนไปมองเรื่องของ "ช่วงเวลา" ที่ผมบอกอยู่ดีครับ เพราะแผนฟุตบอลมันไม่เคยตายตัวอยู่แล้ว ไม่มีทีมใดๆในโลกยืนแผนเดียวตลอดเวลาทั้งเกมรุกเกมรับ มันถึงมีคำว่าช่วง "transition" หรือช่วงเปลี่ยนรับเป็นรุก จากรุกเป็นรับไงครับ ซึ่งช่วงเวลานี้แหละที่มักจะเกิด "ช่องว่าง" ขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่จุดอ่อนของแต่ละแผนเผยออกมา
เช่น แผน 4-3-3 หรือ 3-4-3 ตามแบบบาร์ซ่าข้างบนนั้นมักจะเปลี่ยนเป็น 4-4-2 หรือ 4-4-1-1 เวลาบาร์ซ่าเล่นเกมรับ และในช่วงระว่างนับจากที่บาร์ซ่า "เสียบอล" ซึ่งเป็นช่วงที่ยังยืนแผน 4-3-3 อยู่ ไปจนถึงตอนที่บาร์ซ่าปรับเป็น 4-4-2 ในเกมรับ ตอนนั้นแหละครับที่ที่ว่างทางริมเส้นที่ผมบอกจะเกิดขึ้น เพราะฟูลแบ็คมันขึ้นไปแล้วยังลงมาไม่ทัน และนั่นคือสิ่งที่โค้ชจะต้องวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า และกำหนดบทบาทหน้าที่ของคนอื่นๆในทีมว่าต้องทำอย่างไร เช่นให้เซ็นเตอร์แบ็คถ่างออกไปปิด ให้มิดฟิลด์ลงมาไล่ ให้เคาท์เตอร์เพรสซิ่งก่อนคู่ต่อสู้ได้ลำเลียงบอลผ่านครึ่งสนามเพื่อชะลอเกมสวนกลับ หรืออะไรก็ว่าไป ทางแก้มันมีหลายทางอยู่ที่โค้ชจะเลือก
กล่าวโดยสรุปคือแผนทุกแผนมีแพ้มีชนะทางกันครับ เพียงแต่ในเกมฟุตบอลหนึ่งเกม หนึ่งทีมมันไม่ได้มีรูปแบบการยืนตำแหน่งแค่แบบเดียว และทีมที่ใช้แท็คติกย่อมรู้ดีว่าแผนของตนมีจุดอ่อนตรงไหน แต่เมื่อรู้แล้วจะวางแนวทางแก้ไขอย่างไร วางแล้วจะสอนให้นักเตะทำได้จริงในสนามได้หรือไม่ อันนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้ฝึกสอนครับ
ปล. อาจจะมีคำถามว่าแล้วอย่างนี้ทำไมแต่ละเกมโค้ชไม่วางแท็คติกให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ทุกเกมล่ะ? คำตอบคือ มันเป็นสไตล์ของโค้ชบวกกับความสามารถของนักเตะที่มีครับ โค้ชจอมแท็คติก(เช่นมูรินโญ่สมัยคุมเชลซี อินเตอร์) มักจะปรับแผนการยืนตามคู่ต่อสู้ที่จะเจอไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำได้เมื่อนักเตะในทีมมีความฉลาดทางแท็คติกสูงและยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนการเล่นได้ตามแท็คติกได้อย่างอิสระ แต่ไม่ใช่ว่าทุกทีมจะทำได้ เพราะนักเตะบางคนก็ปรับได้ไม่มาก เข้าใจแท็คติกน้อย ซึ่งนั่นจะลดประสิทธิภาพของแท็คติกลงอย่างมาก และสไตล์การเล่นแบบนี้มักไม่ก้าวหน้า คือทีมเล่นด้วยกันนานแค่ไหนก็ไม่เก่งไปกว่าปีแรกๆเท่าไหร่เพราะไม่ได้สร้างความชำนาญด้านใดเป็นพิเศษให้กับกลุ่มนักเตะกลุ่มนั้น ส่วนโค้ชอีกประเภทคือไม่ปรับแท็คติกใหญ่ตามคู่ต่อสู้ (เช่นเป๊ป) คือวิธีการเล่นและแนวคิดจะคงเดิมตลอด แต่ปรับเฉพาะพื้นที่เข้าทำและกวดขันป้องกันจุดอันตรายให้เหมาะกับคู่แข่งที่จะเจอแต่ละนัดเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าโค้ชสไตล์นี้ถ้ารักษานักเตะแกนหลักชุดเดิมเอาไว้ได้ก็จะเก่งขึ้นทุกปีๆเพราะเข้าขากันมากขึ้น แต่พอหมดยุคก็หาตัวมาสานต่อยากเช่นกันเพราะนักเตะมันโตมาพร้อมกัน คนมาใหม่ยากจะตามทัน
แสดงความคิดเห็น
แผนการเล่น ( ฟุตบอล ) มีเเพ้ทางกันไหมครับ
มีโค้ชคนไหน ปรับเเผนให้ได้เปรียบคุ่ต่อสู้เเบบนี้บ้าง หรือมันไม่เกี่ยวเเล้วเเต่ผู้เล่นจะเก่งขนาดไหน