สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
ปรากฏการของความชื้น หยด/ไอน้ำที่ผนัง เป็นการกลั่นตัวของไอน้ำ (Condensation) ซึ่ง จขกท. เข้าใจถูกต้องแล้วที่จะเป็นเฉพาะฝั่งเรา ด้วยฝั่งนั้นเป็นห้องปรับอากาศ จะเป็นอากาศแห้ง (ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ) ขณะที่ฝั่งบ้านเราเป็นความชื้นปกติ ซึ่งฤดูนี้ก็จะมีมากกว่าฤดูอื่น ความชื้นจึงมากลั่นตัวบนผนังที่เย็นในฝั่งเราแทน แล้วเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เชื้อราในอากาศก็จะมาฝักตัวบนฟิล์มสีและเฟอร์ฯในบริเวณนั้น
การแก้ปัญหาก็ขึ้นอยู่ว่า จะได้รับความร่วมมือจากฝั่งนั้นว่า จะเพิ่มปรับอุณหภูมิให้ขึ้นมาอีกได้ไหม? และเราเองก็ปรับให้อากาศในบ้านไม่ให้อับ ให้มีการถ่ายเท ระบายอากาศให้ดีขึ้น . . . . ส่วนการกำจัดเชื้อรานั้น หลายๆคนเคยได้ยินเรื่องการใช้ "น้ำยาซักผ้าขาว" อาทิ Haiter หรือ Clorox มาทาหรือพ่นสเปรย์เพื่อกำจัด ซึ่งน้ำยาประเภทนี้จะมีส่วนผสมของ Sodium Hypochlorite ที่มีประสิทธิภาพในการขจัดเชื้อราได้ดี . . . . แต่ส่วนตัวไม่แนะนำ เพราะ เป็นน้ำยาที่มีกลิ่นฉุน ระเหยออกมารบกวนการอยู่อาศัย & สุขภาพด้วย อีกทั้งเป็นน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดฟอก จะทำให้ฟิล์มสีด่างดวง และสีเฟอร์ฯต่างๆด่างดวงตามไปด้วย

ส่วนตัวแนะนำว่า หากฟิล์มสียังอยู่ในสภาพดี ให้เลือกใช้ "น้ำยากำจัดเชื้อรา & ตะไคร่น้ำ" ที่บริษัทสีทำขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น "สูตรน้ำ" กลิ่นอ่อน ใช้งานง่าย ไม่มีฤทธิ์กัดฟอก ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายกับการอยู่อาศัย อาทิ
• TOA : 113 MicroKill
• Nippon Paint : Vinilex Bio Wash
• Captain : Mold Killer เป็นต้น
โดยแนะนำว่าให้ใช้น้ำยาทำการเช็ดถู หรือทาด้วยแปรงทาสี หรือใส่กระบอกฉีด (ป๊อกกี้) ฉีดพรมให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ แล้วทำการขัดล้าง/เช็ดล้างคราบเหล่านั้นออกให้หมด >> ทิ้งให้แห้งสนิท แล้วทำการทาหรือฉีดน้ำยาอีกรอบ ให้แห้งทิ้งไว้โดยไม่ต้องเช็ดออก เชื่อได้ว่าจะสามารถทิ้งระยะการเกิดเชื้อราไปได้อีกนานพอสมควร และหากได้รับความร่วมมือจากฝั่งนั้น (เพิ่มอุณหภูมิ) ปัญหาก็น่าจะหมดสิ้นไป แต่หากปัญหาจะยังคงกลับมาอีก ก็หมั่นทาหรือพ่นน้ำยานี้เป็นระยะๆ เช่น @ 3-4 เดือน/ครั้ง
หมายเหตุ : การคิดจะทาน้ำยากันซึม หรือซีเมนต์/อะครีลิคกันซึมจากฝั่งเราจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะเป็นการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศฝั่งของเรา

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
การแก้ปัญหาก็ขึ้นอยู่ว่า จะได้รับความร่วมมือจากฝั่งนั้นว่า จะเพิ่มปรับอุณหภูมิให้ขึ้นมาอีกได้ไหม? และเราเองก็ปรับให้อากาศในบ้านไม่ให้อับ ให้มีการถ่ายเท ระบายอากาศให้ดีขึ้น . . . . ส่วนการกำจัดเชื้อรานั้น หลายๆคนเคยได้ยินเรื่องการใช้ "น้ำยาซักผ้าขาว" อาทิ Haiter หรือ Clorox มาทาหรือพ่นสเปรย์เพื่อกำจัด ซึ่งน้ำยาประเภทนี้จะมีส่วนผสมของ Sodium Hypochlorite ที่มีประสิทธิภาพในการขจัดเชื้อราได้ดี . . . . แต่ส่วนตัวไม่แนะนำ เพราะ เป็นน้ำยาที่มีกลิ่นฉุน ระเหยออกมารบกวนการอยู่อาศัย & สุขภาพด้วย อีกทั้งเป็นน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดฟอก จะทำให้ฟิล์มสีด่างดวง และสีเฟอร์ฯต่างๆด่างดวงตามไปด้วย



ส่วนตัวแนะนำว่า หากฟิล์มสียังอยู่ในสภาพดี ให้เลือกใช้ "น้ำยากำจัดเชื้อรา & ตะไคร่น้ำ" ที่บริษัทสีทำขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น "สูตรน้ำ" กลิ่นอ่อน ใช้งานง่าย ไม่มีฤทธิ์กัดฟอก ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายกับการอยู่อาศัย อาทิ
• TOA : 113 MicroKill
• Nippon Paint : Vinilex Bio Wash
• Captain : Mold Killer เป็นต้น
โดยแนะนำว่าให้ใช้น้ำยาทำการเช็ดถู หรือทาด้วยแปรงทาสี หรือใส่กระบอกฉีด (ป๊อกกี้) ฉีดพรมให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ แล้วทำการขัดล้าง/เช็ดล้างคราบเหล่านั้นออกให้หมด >> ทิ้งให้แห้งสนิท แล้วทำการทาหรือฉีดน้ำยาอีกรอบ ให้แห้งทิ้งไว้โดยไม่ต้องเช็ดออก เชื่อได้ว่าจะสามารถทิ้งระยะการเกิดเชื้อราไปได้อีกนานพอสมควร และหากได้รับความร่วมมือจากฝั่งนั้น (เพิ่มอุณหภูมิ) ปัญหาก็น่าจะหมดสิ้นไป แต่หากปัญหาจะยังคงกลับมาอีก ก็หมั่นทาหรือพ่นน้ำยานี้เป็นระยะๆ เช่น @ 3-4 เดือน/ครั้ง
หมายเหตุ : การคิดจะทาน้ำยากันซึม หรือซีเมนต์/อะครีลิคกันซึมจากฝั่งเราจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะเป็นการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศฝั่งของเรา



[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
เพื่อนบ้านเปิดแอร์เพื่อเลี้ยงสุนัขจนบ้านเราเย็นชื้นขึ้นรา เราจะแก้ไขหรือทำยังไงได้บ้างคะ
ตัวบ้านไม่เคยมีปัญหา แม้แต่ช่วงน้ำท่วมปี 2554 น้ำไม่ท่วมเข้าบ้าน บ้านก็ไม่มีเชื้อราด้วยค่ะ
จนกระทั่ง...
ข้างบ้านมีสุนัขย้ายเข้ามาอยู่
คือ เจ้าของเค้าซื้อเพื่อให้สุนัขอยู่อย่างเดียวเลยค่ะ ไม่มีคนอยู่ คนจะเข้ามาดูแลเป็นครั้งคราว อยู่มาประมาณครึ่งปีได้
สุนัขอยู่ทั้งบ้าน ไม่รู้มีกี่ตัว แต่เยอะมาก ไม่แน่ใจว่าเลี้ยงเพื่อขายหรือไม่ เพราะไม่มีการเข้ามาเล่นกับสุนัขเลย มีเข้ามาดูแลเป็นครั้งคราวเท่านั้น ทั้งชั้นล่างและชั้นบน เลี้ยงในกรง
แล้วก็เปิดแอร์ทั้งบ้านตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนด้วย เพื่อเลี้ยงสุนัข
ปัญหาที่ 1
ตั้งแต่เช้าสุนัขทั้งหลายก็เขย่ากรงกันปึ้งปั้งๆๆๆ แม่เราตื่นกลางดึกและเช้าตรู่บ่อยเพราะเสียงเลย
ปัญหาที่ 2
เค้าเลี้ยงสุนัขด้วยการให้สุนัขทั้งหลาย ฉี่บนผ้าขนหนู ละก่อนซักเค้าก็จะเอาผ้าขนหนูชุ่มฉี่น้องหมาทั้งหลายมากองหน้าบ้าน
ซึ่ง ทาวน์โฮม ตัวบ้านมันอยู่อยู่ติดๆชิดกันหมด และเนื่องจากสุนัขหลายตัวมาก กลิ่นตลบอบอวลลอยเข้าบ้านเราตลอดเวลาเลย
ปัญหาที่ 3 ใหญ่ที่สุดดดดดดด
รา
เค้าเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน จนผนังบ้านเราฝั่งที่ติดกับเค้าเย็นชื้นตลอดเวลา (อีกฝั่งไม่เป็น) เอามือแตะก็จะรู้สึกเลยว่าเย็น
มันควรจะดีใช่มั้ยคะ ฮ่าๆๆๆ อยู่ดีๆบ้านก็มีไอแอร์ให้บ้านเราไม่ร้อน แต่ปัญหาก็เริ่มมา
คือผนังฝั่งนั้น เย็นจนมีหยดน้ำซึมออกจากผนังบ้านเราเลยค่ะ น้ำเป็นเม็ดๆซึมออกมาจากผนัง
อาจดูไม่ค่อยชัด เพราะเป็นพื้นหินขัด มันลายตา แต่พอสังเกตุจะเห็นคราบน้ำได้เลยค่ะ ถ้าเหยียบโดนพื้นตรงนั้นนี่คือ เกิดเสียงเหยียบน้ำดังแฉ๊ะ
เราเลยเชิญเค้ามาดู เค้าก็บอกจะเปิดแอร์ให้เบาลง ส่วนทางเราเองก็พยายามแก้โดยการเลื่อนโซฟาออกมาไม่ให้ติดผนัง (เอาแกลลอนน้ำคั่นไว้ระหว่างโซฟากับผนัง)
จนวันนี้ เลื่อนโซฟาออกมา ก็ช็อค เพราะโซฟามีราขึ้นฟูเป็นยองใย
เราเลยรื้อข้าวของทั้งหลายที่อยู่ฝั่งนั้นออกมาดู
เข็มขัดหนังโค้ช ก็ขึ้นรา กระเป๋าเดินทางที่เพิ่งเก็บเข้าชิดผนังไม่นาน ก็ราขึ้นล้อ
น้ำนองที่พื้น ผนังเป็นคราบน้ำเหมือนในรูป
ของในห้องนอนสำรองชั้นล่าง พวกเตียง หมอน ก็เหม็นอับราไปหมด
เชื้อราเต็มบ้านอย่างนี้ ไม่ดีต่อสุขภาพแน่ๆค่ะ ละคิดว่าไม่น่าดีต่อโครงสร้างของบ้านด้วย ข้าวของก็พัง
ทั้งนี้คือ ทุกข้าวของที่เกิดราเสียหาย เกิดที่ผนังฝั่งที่ติดอยู่กับบ้านเค้า และเป็นหลังจากที่เค้าย้ายเข้ามาอยู่ด้วย
การที่เค้าหรี่แอร์ ปัญหาทางเราก็ไม่เบาบางลง
ขอคำปรึกษาค่ะ ว่าเราจะแก้ไขยังไงดีคะ เค้าแจ้งให้เค้าแก้ไขอย่างไรได้บ้าง