มัทธิว 6:33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน
-การแสวงหาราชอาณาจักร คือการทำความเข้าใจเรียนรู้เรื่องอาณาจักรในยุคหน้าหรือยุคพันปี
- การแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า คือการเรียนรู้เรื่องพระเยซูอยู่ในเราเพื่อเราจะดำเนินชีวิตที่ชนะบาปในแต่ละวันได้เพื่อกลายเป็น คนชอบธรรมต่อ
หน้ามนุษย์ เพื่อเราจะพร้อมที่จะเข้าในราชอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะลงมาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลกนี้ในยุคหน้า
มัทธิว 7:21 มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
22: เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากมาร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมาในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ
23: เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา
มัทธิว 7:21 มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในอาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
บรรดาผู้ที่มาร้องขอพระเยซูเพื่อ ให้ได้เข้าอาณาจักรในยุคหน้า
(เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา) คือผู้เชื่อและผู้รับใช้ที่ไม่มีชีวิตแห่งชัยชนะในยุคนี้
เรารู้ได้จากการร้องเรียกพระเยซูของ พวกเขาว่า พระองค์เจ้าข้าๆ ข้าพระองค์ทำโน่นทำนี่เพื่อพระองค์ แสดงว่าคนเหล่านี้เชื่อและรู้จักพระเยซูอย่างแน่นอน คำว่าเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ ในที่นี้ไม่เหมือนคำว่า รอดในวันสุดท้าย เพราะว่าเข้าในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์คือรอดในยุคหน้าหรือยุคพันปี ส่วนรอดในวันสุดท้าย คือรอดในวันพิพากษาครั้งสุดท้ายเพื่อส่งคนที่ไม่เชื่อลงไปในบึงไฟนิจนิรันดร์ เนื่องจากว่าพระเยซูกล่าวบอกถึงสาเหตุว่าทำไมพวกเขาจึงถูกปฏิเสธ ในข้อที่ 21 ว่าการที่จะได้เข้าในราชอาณาจักรสวรรค์ยุคหน้าคือการดำเนินชีวิตรับใช้ตามน้ำพระทัยของพระบิดา ถึงแม้ว่าผู้เชื่อ/ ผู้รับใช้เหล่านี้จะมีผลงานมากมายสร้างคริสตจักรนำคนมาเชื่อรับใช้ตั้งแต่เช้าจนเย็น รักษาโรคและขับไล่ผีออกได้ ประกาศเทศนาได้แต่เขาไม่รู้น้ำพระทัยและทำตามน้ำพระทัยก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผลงานจะถูกเผาไหม้ทิ้งหมด เพราะว่าการกระทำที่ไม่ได้เป็นตามน้ำพระทัยพระบิดาก็คือการก่อขึ้นไม่เป็นนี่เอง
(1 โครินธ์ 3:12-15)
น้ำพระทัยของพระบิดาก็คือการดำเนินชีวิตและรับใช้ ในพระคริสต์เยซู ร่วมกับพระคริสต์เยซู และเพื่อพระคริสต์เยซูเท่านั้น
7:22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ เมื่อถึงวันนั้น คือวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาพร้อมกับราชอาณาจักรสวรรค์เพื่อลงมาตั้งอยู่บนโลกนี้ในยุคหน้า จะมีคนเป็นมากมายร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า คือพวกเขาเป็นผู้เชื่อและผู้รับใช้ เพราะว่าคนที่ไม่ได้เชื่อหรือหลงหายไป เขาจะไม่กล้าต่อรองพระเจ้าโดยเด็ดขาด ทำการอัศจรรย์ คือการใช้ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าเรายังทำบาป และดำเนินชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปตามน้ำพระทัยก็ตาม พระวิญญาณยังสามารถใช้เราให้เกิดผลได้ แต่หากชีวิตยังมาไม่ถึงการเติบโตสู่ชีวิตธรรมชาติของพระคริสต์ ก็ไม่อาจได้เข้าในราชอาณาจักรสวรรค์เป็นแน่
7:23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่วช้า จงไปเสียให้พ้นจากหน้าเรา เมื่อนั้นเราจะแจ้งแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย คือไม่รู้จักคุ้นเคยใกล้ชิด เพราะว่าแท้ที่จริงพระเยซูทรงรู้จักเราทุกคนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อในพระองค์
เจ้าผู้กระทำความชั่วช้า ผู้กระทำการชั่วในที่นี้คือ ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติใหม่ของพระเยซูตั้งแต่ มธ. บทที่ 5 ถึงบทที่ 7 และไม่มีพระคริสต์ในเขาเป็นคนทำแทน จงไปเสียให้พ้นจากเรา คือถูกไล่ออกไปจากการตัดสินเพื่อให้รางวัลและให้ถูกตีสอนเป็นเวลา 1,000 ปีเพราะว่าเขาไม่ได้ใช้ร่างกายของพวกเขาเพื่อการดำเนินชีวิตและรับใช้ตามน้ำพระทัยของพระบิดา
การตัดสินเลือกผู้เชื่อในมัทธิว ไม่ใช่การตัดสินที่พระบัลลังค์ใหญ่สีขาว แต่เป็นการตัดสินเพื่อให้บำเหน็จ และลงโทษผู้เชื่อทั้งหลาย จากนั้นก็นำอาณาจักรลงมาตั้งอยู่ในโลกนี้ เรียกว่าการพิพากษาพระที่นั่งของพระคริสต์ (2 โครินธ์ 5:10) the seat of Christ
ผู้ที่ถูกเลือกคือผู้ชนะ คือ
1.หญิงพรรมจารีห้าคน ที่เอาน้ำมันใส่ตะเกียงมาเผื่อ เพราะกลัวว่าเจ้าบ่าวมาช้า (ก็เป็นดังนั้น) การมีน้ำมันมาเผื่อ คือการมีพระวิญญาณเต็มอยู่ในจิต เมื่อเรามีเต็ม และพระคริสต์ครอบครองจิตใจเราได้แล้ว เราก็เลิกทำบาปได้
2.แขกที่ถูกเชิญมาในงาน และสวมเสื้อที่เหมาะกับงานเลี้ยงนั้น การสวมเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยง คือเราสวมพระคริสต์ และมีพระคริสต์ทำดีแทนเราแต่ละวันครับ
( เสื้อสีขาวตัวที่หนึ่งคือการได้บังเกิดใหม่กลายเป็นคนชอบธรรมทันทีที่เชื่อ เราได้รับความรอดโดยทางพระคุณทางพระโลหิต (ลก 15:22; คลท 3:27 ส่วนเสื้อตัวที่สองคือการมีชีวิตของผู้ชนะที่พระคริสต์กระทำผ่านเราในแต่ละวัน) การดำเนินชีวิตของผู้ชนะควรมีชัยชนะเหนือความบาป และเหนือความตายด้วย ชัยชนะเหนือความบาปคือการมีพระคริสต์ดำเนินชีวิตแทนเราชัยชนะเหนือความตายคือการใช้ชีวิตสนิทในพระคริสต์เดินในความเชื่อในฝ่ายวิญญาณในแต่ละชั่วโมงเพื่อเราจะไม่กลับไปอยู่ในเนื้อหนังและหลุดออกไปจากพระวิญญาณ เพื่อเราจะได้อยู่ในชีวิตและสันติสุขทั้งวัน เมื่อเผลอกลับมาสนิทและเดินในวิญญาณใหม่ได้ทันที (โรม 8:5-7 ) การเดินทั้งสองแบบคือการสวมเสื้อสีขาวตัวที่สองหรือเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยงในยุคพันปี (อาณาจักรสวรรค์) (มัทธิว บทที่ 22 และ วิวรณ์ 3:4)
เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย
ถาม: เนื่องจากว่าพระเยซูกล่าวว่า ผู้ใดร้องเรียกเรา ขับผีในนามของเราแต่เราไม่รู้จักเขากับบริบทเรื่องเจ้าสาวกับตะเกียงเพลิงหรืองานเลี้ยงที่แขกถูกเชิญแต่อาจไม่ได้ถูกรับเลือกทั้งหมดทั้งมวลมีความหมายใด
ตอบ: คำว่าเราไม่รู้จักเจ้าใน มัทธิว 7:21-23 คือคำเดียวกันกับ ปฐมกาล 4:1 (ฮีบรูแปลว่า อาดามก็รู้จักกับเอวาภรรยาของเขานางจึงตั้งครรภ์) รู้จักความหมายคือสนิทกันมากๆ รักกันพูดคุยกันหลงรักกันไม่ใช่แค่รู้จักแบบทั่วๆไป)
- มัทธิว 7:21-23 คือบทสรุปการก่อตั้งรัฐธรรมนูญใหม่ของพระเยซู
คนเป็นอันมาทั้งผู้นำผู้เชื่อจะมาต่อว่าเพราะว่ารู้ตัวว่าไม่ได้ถูกเลือกให้เข้าอาณาจักรสวรรค์(ยุค 1,000 ปี )
1. ไม่กระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา และรับใช้ดำเนินชีวิตตามใจเขาเอง (ข้อ 21 )
2. ไม่ดำเนินชีวิตภายใต้กฎหมายใหม่ของพระเยซูที่สั่งให้เรารักษาในมัทธิวบทที่ห้า หก เจ็ด(ข้อ 23 ) คำแปลกรีกถูกว่าเจ้าผู้ไม่รักษากฎหมายจงถอยไปจากเรา ไม่ใช่ผู้กระทำการชั่วครับ
- เนื่องจากว่าคริสเตียนและผู้รับใช้ เอาแต่รับใช้และพยายามเชื่อฟังแบบศาสนา ใช่ครับ เขามีผลงานแห่งของประทานแห่งพระวิญญาณมากมาย แต่ไม่มีของประทานแห่งพระคุณความสัมพันธ์ผูกพันลึกซึ้งกับพระเยซูทุกคนทุกชั่วโมงและเกิดผลของชีวิตใหม่ที่พระเยซูทำแทน
- การตัดสินเลือกผู้เชื่อในมัทธิว ไม่ใช่การตัดสินที่พระบัลลังค์ใหญ่สีขาว แต่เป็นการตัดสินเพื่อให้บำเหน็จและลงโทษผู้เชื่อทั้งหลาย จากนั้นก็นำอาณาจักรลงมาตั้งอยู่ในโลกนี้ เรียกว่าการพิพากษาพระที่นั่งของพระคริสต์ ( 2 โครินธ์ 5:10 ) ผู้ที่ถูกเลือกคือผู้ชนะ คือ
- หญิงพรรมจารีย์ห้าคนที่เอาน้ำมันใส่ตะเกียงมาเผื่อ กลัวว่าเจ้าบ่าวมาช้า (ก็เป็นดังนั้น) การมีน้ำมันมาเผื่อคือการมีพระวิญญาณ เต็มอยู่ในจิตเมื่อเรามีเต็มพระคริสต์ครอบครองจิตเราได้แล้ว เราเลิกทำบาปได้
- 2.แขกที่ถูกเชิญมาในงานและสวมเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยงนั้น
- การสวมเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยงคือเราสวมพระคริสต์มีพระคริสต์ทำดีแทนเราในแต่ละวัน ครับ
(ผู้เล็กน้อย)
หัวใจของพระคัมภีร์
-การแสวงหาราชอาณาจักร คือการทำความเข้าใจเรียนรู้เรื่องอาณาจักรในยุคหน้าหรือยุคพันปี
- การแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า คือการเรียนรู้เรื่องพระเยซูอยู่ในเราเพื่อเราจะดำเนินชีวิตที่ชนะบาปในแต่ละวันได้เพื่อกลายเป็น คนชอบธรรมต่อ
หน้ามนุษย์ เพื่อเราจะพร้อมที่จะเข้าในราชอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะลงมาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลกนี้ในยุคหน้า
มัทธิว 7:21 มิใช่ทุกคนที่เรียกว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
22: เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากมาร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมาในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ
23: เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา
มัทธิว 7:21 มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในอาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
บรรดาผู้ที่มาร้องขอพระเยซูเพื่อ ให้ได้เข้าอาณาจักรในยุคหน้า
(เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา) คือผู้เชื่อและผู้รับใช้ที่ไม่มีชีวิตแห่งชัยชนะในยุคนี้
เรารู้ได้จากการร้องเรียกพระเยซูของ พวกเขาว่า พระองค์เจ้าข้าๆ ข้าพระองค์ทำโน่นทำนี่เพื่อพระองค์ แสดงว่าคนเหล่านี้เชื่อและรู้จักพระเยซูอย่างแน่นอน คำว่าเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ ในที่นี้ไม่เหมือนคำว่า รอดในวันสุดท้าย เพราะว่าเข้าในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์คือรอดในยุคหน้าหรือยุคพันปี ส่วนรอดในวันสุดท้าย คือรอดในวันพิพากษาครั้งสุดท้ายเพื่อส่งคนที่ไม่เชื่อลงไปในบึงไฟนิจนิรันดร์ เนื่องจากว่าพระเยซูกล่าวบอกถึงสาเหตุว่าทำไมพวกเขาจึงถูกปฏิเสธ ในข้อที่ 21 ว่าการที่จะได้เข้าในราชอาณาจักรสวรรค์ยุคหน้าคือการดำเนินชีวิตรับใช้ตามน้ำพระทัยของพระบิดา ถึงแม้ว่าผู้เชื่อ/ ผู้รับใช้เหล่านี้จะมีผลงานมากมายสร้างคริสตจักรนำคนมาเชื่อรับใช้ตั้งแต่เช้าจนเย็น รักษาโรคและขับไล่ผีออกได้ ประกาศเทศนาได้แต่เขาไม่รู้น้ำพระทัยและทำตามน้ำพระทัยก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผลงานจะถูกเผาไหม้ทิ้งหมด เพราะว่าการกระทำที่ไม่ได้เป็นตามน้ำพระทัยพระบิดาก็คือการก่อขึ้นไม่เป็นนี่เอง
(1 โครินธ์ 3:12-15)
น้ำพระทัยของพระบิดาก็คือการดำเนินชีวิตและรับใช้ ในพระคริสต์เยซู ร่วมกับพระคริสต์เยซู และเพื่อพระคริสต์เยซูเท่านั้น
7:22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ เมื่อถึงวันนั้น คือวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาพร้อมกับราชอาณาจักรสวรรค์เพื่อลงมาตั้งอยู่บนโลกนี้ในยุคหน้า จะมีคนเป็นมากมายร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า คือพวกเขาเป็นผู้เชื่อและผู้รับใช้ เพราะว่าคนที่ไม่ได้เชื่อหรือหลงหายไป เขาจะไม่กล้าต่อรองพระเจ้าโดยเด็ดขาด ทำการอัศจรรย์ คือการใช้ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าเรายังทำบาป และดำเนินชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปตามน้ำพระทัยก็ตาม พระวิญญาณยังสามารถใช้เราให้เกิดผลได้ แต่หากชีวิตยังมาไม่ถึงการเติบโตสู่ชีวิตธรรมชาติของพระคริสต์ ก็ไม่อาจได้เข้าในราชอาณาจักรสวรรค์เป็นแน่
7:23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่วช้า จงไปเสียให้พ้นจากหน้าเรา เมื่อนั้นเราจะแจ้งแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย คือไม่รู้จักคุ้นเคยใกล้ชิด เพราะว่าแท้ที่จริงพระเยซูทรงรู้จักเราทุกคนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อในพระองค์
เจ้าผู้กระทำความชั่วช้า ผู้กระทำการชั่วในที่นี้คือ ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติใหม่ของพระเยซูตั้งแต่ มธ. บทที่ 5 ถึงบทที่ 7 และไม่มีพระคริสต์ในเขาเป็นคนทำแทน จงไปเสียให้พ้นจากเรา คือถูกไล่ออกไปจากการตัดสินเพื่อให้รางวัลและให้ถูกตีสอนเป็นเวลา 1,000 ปีเพราะว่าเขาไม่ได้ใช้ร่างกายของพวกเขาเพื่อการดำเนินชีวิตและรับใช้ตามน้ำพระทัยของพระบิดา
การตัดสินเลือกผู้เชื่อในมัทธิว ไม่ใช่การตัดสินที่พระบัลลังค์ใหญ่สีขาว แต่เป็นการตัดสินเพื่อให้บำเหน็จ และลงโทษผู้เชื่อทั้งหลาย จากนั้นก็นำอาณาจักรลงมาตั้งอยู่ในโลกนี้ เรียกว่าการพิพากษาพระที่นั่งของพระคริสต์ (2 โครินธ์ 5:10) the seat of Christ
ผู้ที่ถูกเลือกคือผู้ชนะ คือ
1.หญิงพรรมจารีห้าคน ที่เอาน้ำมันใส่ตะเกียงมาเผื่อ เพราะกลัวว่าเจ้าบ่าวมาช้า (ก็เป็นดังนั้น) การมีน้ำมันมาเผื่อ คือการมีพระวิญญาณเต็มอยู่ในจิต เมื่อเรามีเต็ม และพระคริสต์ครอบครองจิตใจเราได้แล้ว เราก็เลิกทำบาปได้
2.แขกที่ถูกเชิญมาในงาน และสวมเสื้อที่เหมาะกับงานเลี้ยงนั้น การสวมเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยง คือเราสวมพระคริสต์ และมีพระคริสต์ทำดีแทนเราแต่ละวันครับ
( เสื้อสีขาวตัวที่หนึ่งคือการได้บังเกิดใหม่กลายเป็นคนชอบธรรมทันทีที่เชื่อ เราได้รับความรอดโดยทางพระคุณทางพระโลหิต (ลก 15:22; คลท 3:27 ส่วนเสื้อตัวที่สองคือการมีชีวิตของผู้ชนะที่พระคริสต์กระทำผ่านเราในแต่ละวัน) การดำเนินชีวิตของผู้ชนะควรมีชัยชนะเหนือความบาป และเหนือความตายด้วย ชัยชนะเหนือความบาปคือการมีพระคริสต์ดำเนินชีวิตแทนเราชัยชนะเหนือความตายคือการใช้ชีวิตสนิทในพระคริสต์เดินในความเชื่อในฝ่ายวิญญาณในแต่ละชั่วโมงเพื่อเราจะไม่กลับไปอยู่ในเนื้อหนังและหลุดออกไปจากพระวิญญาณ เพื่อเราจะได้อยู่ในชีวิตและสันติสุขทั้งวัน เมื่อเผลอกลับมาสนิทและเดินในวิญญาณใหม่ได้ทันที (โรม 8:5-7 ) การเดินทั้งสองแบบคือการสวมเสื้อสีขาวตัวที่สองหรือเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยงในยุคพันปี (อาณาจักรสวรรค์) (มัทธิว บทที่ 22 และ วิวรณ์ 3:4)
เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย
ถาม: เนื่องจากว่าพระเยซูกล่าวว่า ผู้ใดร้องเรียกเรา ขับผีในนามของเราแต่เราไม่รู้จักเขากับบริบทเรื่องเจ้าสาวกับตะเกียงเพลิงหรืองานเลี้ยงที่แขกถูกเชิญแต่อาจไม่ได้ถูกรับเลือกทั้งหมดทั้งมวลมีความหมายใด
ตอบ: คำว่าเราไม่รู้จักเจ้าใน มัทธิว 7:21-23 คือคำเดียวกันกับ ปฐมกาล 4:1 (ฮีบรูแปลว่า อาดามก็รู้จักกับเอวาภรรยาของเขานางจึงตั้งครรภ์) รู้จักความหมายคือสนิทกันมากๆ รักกันพูดคุยกันหลงรักกันไม่ใช่แค่รู้จักแบบทั่วๆไป)
- มัทธิว 7:21-23 คือบทสรุปการก่อตั้งรัฐธรรมนูญใหม่ของพระเยซู
คนเป็นอันมาทั้งผู้นำผู้เชื่อจะมาต่อว่าเพราะว่ารู้ตัวว่าไม่ได้ถูกเลือกให้เข้าอาณาจักรสวรรค์(ยุค 1,000 ปี )
1. ไม่กระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา และรับใช้ดำเนินชีวิตตามใจเขาเอง (ข้อ 21 )
2. ไม่ดำเนินชีวิตภายใต้กฎหมายใหม่ของพระเยซูที่สั่งให้เรารักษาในมัทธิวบทที่ห้า หก เจ็ด(ข้อ 23 ) คำแปลกรีกถูกว่าเจ้าผู้ไม่รักษากฎหมายจงถอยไปจากเรา ไม่ใช่ผู้กระทำการชั่วครับ
- เนื่องจากว่าคริสเตียนและผู้รับใช้ เอาแต่รับใช้และพยายามเชื่อฟังแบบศาสนา ใช่ครับ เขามีผลงานแห่งของประทานแห่งพระวิญญาณมากมาย แต่ไม่มีของประทานแห่งพระคุณความสัมพันธ์ผูกพันลึกซึ้งกับพระเยซูทุกคนทุกชั่วโมงและเกิดผลของชีวิตใหม่ที่พระเยซูทำแทน
- การตัดสินเลือกผู้เชื่อในมัทธิว ไม่ใช่การตัดสินที่พระบัลลังค์ใหญ่สีขาว แต่เป็นการตัดสินเพื่อให้บำเหน็จและลงโทษผู้เชื่อทั้งหลาย จากนั้นก็นำอาณาจักรลงมาตั้งอยู่ในโลกนี้ เรียกว่าการพิพากษาพระที่นั่งของพระคริสต์ ( 2 โครินธ์ 5:10 ) ผู้ที่ถูกเลือกคือผู้ชนะ คือ
- หญิงพรรมจารีย์ห้าคนที่เอาน้ำมันใส่ตะเกียงมาเผื่อ กลัวว่าเจ้าบ่าวมาช้า (ก็เป็นดังนั้น) การมีน้ำมันมาเผื่อคือการมีพระวิญญาณ เต็มอยู่ในจิตเมื่อเรามีเต็มพระคริสต์ครอบครองจิตเราได้แล้ว เราเลิกทำบาปได้
- 2.แขกที่ถูกเชิญมาในงานและสวมเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยงนั้น
- การสวมเสื้อที่เหมาะสมกับงานเลี้ยงคือเราสวมพระคริสต์มีพระคริสต์ทำดีแทนเราในแต่ละวัน ครับ
(ผู้เล็กน้อย)