ผมรู้ลมหายใจเข้า ต่อจากนั้นผมรู้ว่าจิตไปรู้ลมหายใจเข้า จิตผมอุบกขา การที่รู้ว่าจิตไปเกาะสัญญาถึงรู้ว่านี่คืออุเบกขา ผมหายใจเข้าสุด ผมหายใจออก ผมเห็นความมืดขณะหลับตานั้น ผมก็รู้ว่าผมใช้สัญญาถึงสมมติได้ว่านี่คือความมืด สภาวะทั้งหลายเกิดดับไม่ควรยึดถือ ผมหายใจออกสุด
แต่ในภาวะการเป็นจริง มันเหมือนผมไปตามรู้ตามเห็นครับ คือเหมือนมันผ่านมาเสี้ยววิ อีกเสี้ยววิผมก็รู้ทันมัน เหมือนไปเอาสัญญา มาปรุงแต่ง เพื่อออกจากตัวมันเองหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ เหมือนใช้ขันธ์เพื่ออกจากขันธ์ ทำแบบนี้ไปจนกว่าจะวางได้จริงอะไรแบบนี้หรอ พอกลับมาลมหายใจ จิตก็เกิดดับตลอด ไวมาก ครบทุกสังขารเลยก็ว่าได้ จนผมไม่พอใจเป็นเวทนาผมก็วาง รู้วางๆๆไปอย่างนี้เรื่อยๆ พอเข้าฌานอาการฟุ้งพวกนี้ก็จะเริ่มลดลงๆ แต่ฌานก็ไม่เที่ยง ต้องมีการบังคับ คุมไว้ อะไรแบบนี้หรอครับ ผมทำถูกมั้ยครับ
หรือการปฏิบัติจริงๆแต่รู้ๆๆๆๆอย่างเดียว ปิ้บๆๆๆๆไม่ต้องไปดึงสัญญาสมมติหรืออะไรมา แต่บางครั้งพอคิดเรื่องนี้มันก็ดึงมาเอง ผมเลยคิดว่าผมปฏิบัติถูกหรือเปล่า ผมก็เห็นความไม่เที่ยงของขันธ์เหล่านั้นครับ
แนะนำทีครับ
ถามเรื่องสมถะและวิปัสนาครับ
แต่ในภาวะการเป็นจริง มันเหมือนผมไปตามรู้ตามเห็นครับ คือเหมือนมันผ่านมาเสี้ยววิ อีกเสี้ยววิผมก็รู้ทันมัน เหมือนไปเอาสัญญา มาปรุงแต่ง เพื่อออกจากตัวมันเองหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ เหมือนใช้ขันธ์เพื่ออกจากขันธ์ ทำแบบนี้ไปจนกว่าจะวางได้จริงอะไรแบบนี้หรอ พอกลับมาลมหายใจ จิตก็เกิดดับตลอด ไวมาก ครบทุกสังขารเลยก็ว่าได้ จนผมไม่พอใจเป็นเวทนาผมก็วาง รู้วางๆๆไปอย่างนี้เรื่อยๆ พอเข้าฌานอาการฟุ้งพวกนี้ก็จะเริ่มลดลงๆ แต่ฌานก็ไม่เที่ยง ต้องมีการบังคับ คุมไว้ อะไรแบบนี้หรอครับ ผมทำถูกมั้ยครับ
หรือการปฏิบัติจริงๆแต่รู้ๆๆๆๆอย่างเดียว ปิ้บๆๆๆๆไม่ต้องไปดึงสัญญาสมมติหรืออะไรมา แต่บางครั้งพอคิดเรื่องนี้มันก็ดึงมาเอง ผมเลยคิดว่าผมปฏิบัติถูกหรือเปล่า ผมก็เห็นความไม่เที่ยงของขันธ์เหล่านั้นครับ
แนะนำทีครับ