มหาวงศา 1

เกือบพันกว่าปีก่อน ณ เมืองกาตาราม เมืองๆหนึ่งในแหลมมลายู ติดกับทะเลอันดามัน ในเวลานั้น เมืองกาตารามเป็นเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่เมืองหนึ่งในแถบดินแดนที่อยู่ทางตะวันออกของอาณาจักรของพวกทมิฬ หลายร้อยกว่าปีก่อนนั้น พวกทมิฬได้เข้ามารุกรานยึดเอาเป็นเมืองขึ้นไว้ ก่อนที่ชาวเมืองกาตารามจะสามารถประกาศอิสรภาพได้ในเวลาต่อมา เรื่องราวของกาตารามได้เริ่มมาตั้งแต่องค์มะโรงมหาวงศ์ปฐมกษัตริย์แห่งกาตาราม จนกระทั่ง บรรจบมาที่พระองค์มหาวงศ์องค์ปัจจุบัน ผู้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรกาตารามองค์ปัจจุบัน
#
"โอ้ย"  
เสียงของพระองค์มหาวงศ์ทรงร้องออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ก็ทำให้รู้ว่าทรงทุกข์ทรมานกับพระโรคที่เป็นอยู่มาก องค์มหาวงศ์ทรงพระประชวรอยู่บนพระแท่นบรรทมด้วยความทุกข์ทรมาน รอบๆพระองค์นั้นมีบรรดานางสนมกำนัลอยู่เคียงข้างเพื่อเฝ้าพระอาการประชวร ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หน้าประตูวังได้ปรากฎชายผิวดำคล้ำไว้หนวดคล้ายแพะ แต่งตัวคลุมแขนคลุมขา ขันอาสาอ้างว่าจะมารักษาองค์มหาวงศ์ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร ทหารเห็นว่าชายผู้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อองค์มหาวงศ์ จึงได้นำตัวมาพบ ณ พระแท่นที่ประทับขององค์มหาวงศ์
#
"ท่านเป็นใคร? ท่านพอจะรักษาอาการป่วยของเราได้หรือไม่?"
องค์มหาวงศ์ทรงถามชายผู้นั้นอย่างพระสุรเสียงแผ่วเบาแต่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
"ถูกแล้ว ข้าจะมารักษาท่านให้ได้"
ชายผู้นั้นตอบอย่างคล่องแคล่วว่องไว
"หากท่านสามารถรักษาข้าให้หายได้ ข้าจะปูนบำเหน็จให้ท่านอย่างถึงที่สุด"
องค์มหาวงศ์ทรงตรัสกลับไป
"ข้าไม่ต้องการเอาทรัพย์สินเงินทอง"
ชายผู้นั้นกล่าว
"ข้าต้องการให้ท่านมาเปลี่ยนมานับถือศาสนาตามเรา มิฉะนั้น โรคของท่านจะไม่หายขาด"
องค์มหาวงศ์ทรงตกพระทัย แต่ก็ต้องยอมรับคำเพื่อให้ชายผู้นั้นรักษาพระอาการประชวรให้
"ตกลง"
สิ้นพระสุรเสียง ชายผู้นั้นจึงได้ควักของบางอย่างออกจากย่ามสะพายของเขา มันคือ สมุนไพรบดอย่างหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะหายากนัก เมื่อนำออกมาแล้ว เขาจึงนำมาป้อนเสวยใส่พระโอษฐ์แล้วกราบทูลอีกครั้ง
"อย่าลืมสัญญาที่พระองค์ตรัสไว้ด้วย"
กล่าวจบ ชายผู้นั้นก็ถวายบังคมลา แล้วเดินออกไปจากห้องบรรทม ส่วนองค์มหาวงศ์ได้แต่หวังให้พระอาการประชวรหายและทุเลาลงบนพระแท่น
#
กล่าวถึงนครลิงคะ เมืองที่ห่างจากเมืองกาตารามประมาณ 23 โยชน์ อยู่ติดกับอ่าวไทย ในเวลาเดียวกันนั้น พระเจ้าศรีธรรมราชา ยังเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งนครลิงคะ ทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า เจ้าชายศรีมหินทรา ซึ่งเมืองลิงคะกับเมืองกาตาราม พระเจ้าศรีธรรมราชา ได้ทรงหมายมั่นไว้แล้วว่า จะให้เจ้าชายมหินทรา กับ เจ้าหญิงปูติห์ (เจ้าหญิงขาว) พระราชธิดาขององค์มหาวงศ์ อภิเษกสมรสกันเพื่อให้เมืองลิงคะกับเมืองกาตาราม ได้เป็นหนึ่งเป็นเดียวกันเสีย ในเวลาไล่เลี่ยนั้นเอง พระเจ้าศรีธรรมราชา ทรงรับสั่งให้พระราชโอรสเข้าเฝ้าเพื่อให้พระองค์เสด็จไปยังเมืองกาตารามเพื่อนำพระราชธิดามาอภิเษกสมรสด้วย  เจ้าชายศรีมหินทรา ทรงน้อมรับพระราชโองการ และได้เสด็จมายังเมืองกาตาราม เพื่อนำเจ้าหญิงปูติห์ไป ณ เมืองลิงคะ และทำการอภิเษกสมรส ทั้ง 2 พระองค์ ทรงชอบพอกันอยู่แล้วตั้งแต่เดิม และเมื่อเจ้าชายศรีมหินทราเสด็จถึงเมืองลิงคะ ก็ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงปูติห์โดยทันที "ขอให้เจ้า 2 คน จงมีความสุข มีลูกหลานเต็มเมือง"
พระเจ้าศรีธรรมราชา ทรงอวยพรให้กับพระราชโอรสและพระราชสุณิศา พระมเหสีทรงแย้มพระโอษฐ์ให้กับทั้ง 2 พระองค์เช่นกัน หลังจากวันนั้นแล้ว เจ้าหญิงปูติห์จึงได้อยู่ที่เมืองลิงคะพร้อมกับเจ้าชายศรีมหินทรา เจ้าหญิงปูติห์ ทรงเป็นผู้มั่นคงในพระพุทธศาสนามาก เมื่อได้อยู่ในเมืองลิงคะ ก็ทรงทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่มิขาด โดยเฉพาะเมื่อมีการสมโภชองค์พระมหาธาตุแห่งเมืองลิงคะ พระนางจะเป็นผู้ร่วมทำผ้าพระบฎอยู่ด้วยเสมอ
#
หลายเดือนผ่านไป องค์มหาวงศ์ ทรงยังไม่หายจากพระอาการประชวร ทรงคิดว่าชายผู้นั้นกระทำการหลอกลวงพระองค์ จึงได้ให้ทหารเสาะหาชายผู้นั้น แต่ยังมิท่านตามหาตัว ชายผู้นั้นกลับมายืนอยู่หน้าประตูวังให้ทหารองครักษ์จับเสีย เมื่อจับได้แล้ว จึงได้ทรงสอบปากคำ
"เจ้ากระทำการรักษาหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากข้า ข้าจะตัดหัวเจ้า"
องค์มหาวงศ์ทรงตรัสด้วยความกริ้ว
"หามิได้หรอก ท่านเองต่างหากที่ไม่รับคำของข้า"
ชายผู้นั้นกล่าวเสียงค่อยหน้าเรียบๆ
"หมายความว่าอย่างไร?!"
องค์มหาวงศ์ทรงพระสุรเสียงดังกลับ
"พระองค์ เคยให้สัญญากับข้าว่า จะทรงรับศาสนากับข้า แต่พระองค์มิรักษาสัตย์ จึงต้องยังทรงพระประชวรอยู่"
องค์มหาวงศ์ทรงตกพระทัยกับพระราชดำรัสที่ทรงพลาดพลั้งไป แต่เพื่อให้พระอาการประชวรหาย ประกอบกับการรักษาพระราชดำรัสอย่างที่กษัตริย์ควรรักษา จึงได้ทรงยินยอมรับพระโอษฐ์ว่าจะรับศาสนาของชายผู้นั้นเสียหากทรงหายจากพระอาการประชวร แล้วจึงให้ชายผู้นั้นทำการรักษาพระองค์อีกครั้งด้วยวิธีเดิม จนพระอาการหายประชวรเป็นปกติอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อพระองค์ทรงหายพระประชวร ชายผู้นั้นจึงแนะนำให้พระองค์เข้ารับศาสนาตามที่พระองค์ตรัสไว้ พร้อมทั้งขอให้พระญาติวงศ์ ขุนนาง และประชาชนของกาตาราม เข้ารับศาสนาพร้อมพระองค์ด้วยเช่นกัน เมื่อกล่าวจบแล้ว ชายผู้นั้นจึงได้กล่าวทูลลาไป ทิ้งให้องค์มหาวงศ์ที่ทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว รู้สึกตกใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ในไม่ช้านี้
#
คืนนั้นเอง พระปรเมศวรี พระอัครมเหสี ทรงไต่ถามสมเด็จพระสวามีด้วยความกังวลพระทัยยิ่ง
"เหตุใดพระองค์จึงทรงยอมรับศาสนาเขาเพียงเพื่อจะหายจากพระอาการประชวรหรือเพคะ?"
องค์มหาวงศ์ทรงตอบ
"ข้ายอมเปลี่ยนศาสนา ดีกว่าต้องทิ้งชีวิตที่ต้องดูแลประชาชน"
"หมายความว่าเช่นใดเพคะ?"
พระมเหสีทรงถามต่อ
"หมายความว่า ข้าขอยอมละทิ้งศาสนาเดิมเพื่อประชาชน เพื่อบ้านเมือง ดีกว่าจะต้องหนีไปโดยความตาย ที่สำคัญคือยังทำให้เรายังเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ควรเป็นอยู่ ดีกว่าต้องยอมเสียสัตย์ ต่อให้เป็นความบังเอิญ มิตั้งใจก็ตาม"
พระอัครมเหสีทรงได้ยินแล้วได้แต่ทรงเงียบ แต่ทรงเข้าพระทัยดีว่าสิ่งใดคือสิ่งใด
"คำพูดหนึ่งๆของคนเรา ควรย่อมผ่านการไตร่ตรองเสมอ เรามีโอกาสคิดเสมอตราบที่ไม่มีการกระทำออกมาตาม แต่ในเมื่อเราพูดออกมาแล้ว เราต้องรักษาสัตย์ ขึ้นชื่อว่าเป็นกษัตริย์ เราต้องยอมรักษาคำพูด ดีกว่ายอมเสียสัตย์"
#
วันต่อมา ณ พระราชวังเมืองกาตาราม ได้ทรงทำพิธีเข้ารีต โดยทรงกล่าวรับคำเปลี่ยนศาสนา ท่ามกลางบรรดาพระญาติวงศ์และขุนนางที่เข้ารับศาสนาโดยพร้อมกัน โดยที่ส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยแต่จำยอมต้องรับเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์มหาวงศ์ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะยังยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง จึงพากันหนีอพยพออกไปจากเมืองกาตารามแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองลิงคะ ในเวลาต่อมา ประชาชนเมืองกาตารามก็เปลี่ยนมาพูดภาษาและยึดถือธรรมเนียมของพวกลิงคะเกือบหมดสิ้น ส่วนประชาชนของกาตาราม เมื่อเวลาผ่านไป ก็กลายมาเป็นกลุ่มอีกชนชาติแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ในเวลานั้นเอง พระพุทธรูป วัด เทวสถาน และทุกสิ่งที่ขัดแย้งกับศาสนาใหม่ในเมืองกาตาราม ล้วนถูกทำลายจนหมดสิ้น แทบมิเหลือซากใดๆให้ลูกหลานเห็น แล้วหลังจากนั้น ทรงเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมวังและเรื่องในบ้านเมือง หลายๆอย่าง เช่น ทรงเปลี่ยนคำเรียกของพระองค์ จาก ราชา เป็น สุลต่าน ทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น กาตาห์สันติภูมิ ทรงเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมหลายๆอย่าง จนหมดสิ้นเชิง เพียงเพราะการรับคำโดยมิได้ตั้งพระทัยไว้ก่อน
#
เจ้าหญิงปูติห์ เมื่อทรงทราบข่าวการสูญสลายของพระพุทธศาสนาในบ้านเกิดเมืองนอนของพระนาง ก็ทรงตรอมพระทัย น้อยพระทัยที่พระราชบิดาทรงเปลี่ยนศาสนาที่นับถือกันมาตั้งแต่ครั้งสถาปนานครกาตาราม คิดว่าพระราชบิดาทรงเห็นแก่พระองค์เกินไปจนยอมทิ้งศาสนา เจ้าหญิงปูติห์ ทรงนอนไข้อยู่หลายคืน โดยมีเจ้าชายศรีมหินทรา ทรงเฝ้าไข้อยู่ห่างๆ จนกระทั่งเมื่อมีพระราชสาส์นมาถึงพระนาง โดยกล่าวบีบบังคับให้พระนางต้องรับศาสนาด้วย มิฉะนั้นจะมิร่วมพระญาติวงศ์กันอีก หรืออาจจะต้องมีการทำสงครามกับนครลิงคะก็เป็นได้หากจะต้องการตัวพระนางคืน เมื่อพระนางได้ทรงอ่านสาส์นแล้ว เกิดความน้อยพระทัยซ้ำเข้าไปอีกที่พระราชบิดาต้องบังคับพระนางให้ถือศาสนาใหม่ตาม จนทำให้พระนางต้องนอนซมมากกว่าเก่า
#
องค์มหาวงศ์ ทรงเปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่านมุดซัฟฟาร์ชาห์ และได้เกลี้ยกล่อมให้เมืองลิงคะเข้ารีตร่วมด้วยเพื่อที่จะกลับมาเป็นแผ่นดินทองแผ่นเดียวกัน แต่พระเจ้าศรีธรรมราชา ทรงมิเห็นด้วยกับการเข้ารีต เนื่องจากมิเล็งเห็นความจำเป็นใดๆที่จะต้องเปลี่ยนศาสนา ทำให้สุลต่านมุดซัฟฟาร์ชาห์ทรงไม่พอพระทัย ประกาศตัดความสัมพันธ์กับเมืองลิงคะ และ ทรงประกาศตัดขาดกับเจ้าหญิงปูติห์ ผู้ซึ่งมิยอมเข้ารีตกับศาสนาของพระองค์ด้วย ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เจ้าหญิงปูติห์ ทรงเสียพระทัยมาก ด้วยในเวลานั้นทรงพระครรภ์ด้วย จึงได้ทรงประสูติเจ้าชายน้อยออกมาก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่อนิจจา หลังจากที่ทรงมีพระประสูติกาลแล้ว กลับต้องทรงสิ้นพระชนม์ไปในเวลาไม่นานหลังให้กำเนิดพระโอรสของเจ้าชายศรีมหินทรา ด้วยความเสียพระทัยของเจ้าชาย จึงได้นำพระทนต์ แทงลงนิ้วพระหัตถ์ขวาจนห้อพระโลหิต ก่อนที่จะจิ้มหยาดพระโลหิตลงไปที่พระอุระของพระบรมศพเจ้าหญิงปูติห์ ทรงอธิษฐานว่า หากชาติหน้ามีจริงขอให้ได้กลับมาครองคู่กันอีก ในเวลาต่อมา พระองค์จึงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าศรีธรรมราชา และ สิ้นพระชนม์ในอีกหลายสิบปีต่อมา และได้สืบทอดเชื้อสายต่อๆไปๆ ผ่านไปอีกหลายร้อยปี
#
กาลเวลาผ่านไปนานหลายร้อยปี ประมาณปี พ.ศ. 2535 ในตัวเมืองจังหวัดแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากเมืองเก่าลิงคะนัก มีชายผู้หนึ่ง ชื่อว่า อนุพงษ์ หรือชาวบ้านแถวนั้นนิยมเรียกว่า ไข่พงษ์ เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง พ่อแม่ของเขาทำอาชีพกรีดยาง ส่วนตัวเขาเองกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ในโรงเรียนประจำจังหวัด ความตั้งใจของเขาในเวลานั้น คือ การได้สอบเอ็นทรานซ์เพื่อไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพื่อหวังเรียนคณะและมหาวิทยาลัยที่เขาต้องการเรียน แต่อยู่ๆวันหนึ่ง บางสิ่งก็ทำให้เขาเปลี่ยนไป เมื่อวันหนึ่ง ทางโรงเรียนของเขา ได้จัดทัศนศึกษาชมเมืองเก่าลิงคะ จึงทำให้เรื่องราวทุกอย่างเริ่มต้นที่นี้ เมื่อเขากับกลุ่มเพื่อน เดินไปที่ซากปรักหักพังแห่งหนึ่งในตัวเมืองลิงคะ เพื่อนๆพากันสมมติฐานว่าซากปรักหักพักนี้คือสิ่งใด ทุกคนต่างพากันเดาต่างๆนาๆ แต่ปรากฎว่า พงษ์สามารถบอกทุกสิ่งของซากปรักหักพังได้หมดว่าส่วนใดคือส่วนใด มีเอาไว้ทำอะไร  และ อธิบายเหตุการณ์อดีตกว่าร้อยปีได้อย่างชัดเจนราวกับตาเห็น
"เอ็งบ้าไปแล้ว ไอ้พงษ์"
แหลม เพื่อนคนหนึ่งของพงษ์ทักขึ้นมา
"เอ็งนึกว่าเอ็งอยู่ในนั้นหรือไร ถึงพูดมั่วๆเหมือนเห็นกับตาเอ็ง"
เทพ เสริมแหลม ล้อพงษ์
"แต่ความรู้สึกตูเหมือนเคยอยู่ในนั้นจริงๆนะโว้ย ไอ้เทพ ไอ้แหลม"
พงษ์ส่วนกลับ และยังรู้สึกงงๆที่ยังจำเรื่องราวต่างๆได้อย่างแม่นยำ ราวกับเคยอยู่ในเหตุการณ์มาก่อน อาทิ มองเห็นว่าส่วนนั้นเคยเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนนี้เคยประกอบเป็นท้องพระโรง เป็นต้น
#
ท่ามกลางความมึนงง เมื่อพงษ์กลับบ้านไป พงษ์เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเริ่มรับรู้เรื่องราวของอดีตชาติได้ จึงทำให้ยิ่งสงสัยในเรื่องอดีตชาติมากขึ้น แต่ก็ไม่กล้าพูดกับพ่อแม่ของเขา เนื่องจากเกรงว่าพ่อแม่ของเขาจะหัวเราะเอาหากเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ดังนั้นเมื่อกลับบ้านไป เขาจึงได้แต่กินข้าว และ นอน แต่ทว่าเหตุการณ์บางอย่างในอดีตชาติ ก็ย้อนกลับมาหาพงษ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะฝันหนึ่งที่เข้าถึงจิตใจเขาอย่างลึกซึ้ง คือฝันการตายของผู้หญิงในชุดมลายูโบราณคนหนึ่งที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาฝันแบบนี้ทุกๆคืน จนกระทั่งวันหนึ่ง เป็นวันหยุดพอดี เขาจึงลุกออกไปกรีดยางกับพ่อแม่ของเขาตั้งแต่เช้า แต่เมื่อกำลังจะกรีดไปชั่วระยะหนึ่ง ปรากฎว่าท้องฟ้ากลายเป็นสีเทา ส่อเค้าว่าฝนกำลังจะตก
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่