ห้องเพลง**คนรากหญ้า**พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสีไม่มีกลุ่ม มีแต่เสียง 1/10/2560 - ไฟดับ เล่านิทานธรรรมบทแทน

กระทู้คำถาม


สวัสดีครับอมยิ้ม17 สมาชิกห้องเพลงทุกๆท่าน วันนี้วันอาทิตย์ เป็นคิวของ MC แอ๊ด (WANG JIE) เข้าประจำการครับ อมยิ้ม36

น่าเจ็บใจมากๆ ครับ อุตส่าห์เขียนเรื่องเสร็จเรียบร้อย เตรียมจะกดส่งเวลาหกโมงครึ่ง พอถึงเวลา หกกโมง 29 นาที ไฟฟ้าดับเฉยเลย แกล้งกันชัดๆแบบนี้ ข้อมูลไม่ทันเซฟ หายหมดครับ เขียนแทบตาย อมยิ้ม20

เพราะฉะนั้น วันนี้ ผมเอาเรื่อง นิทานธรรมบท เรื่อง "พระนางสามาวดี" มาให้อ่านกันแทนนะครับ...

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่ออาศัยกรุงโกสัมพี  ประทับอยู่ที่โฆสิตาราม ทรงปรารภความวอดวายคือมรณะของหญิง  ๕๐๐  คนมีพระนางสามาวดีเป็นประธาน และของญาติ  ๕๐๐  ของพระนางมาคันทิยานั้น  ซึ่งมีนางมาคันทิยาเป็นประธาน  จึงตรัสพระธรรมเทศนาว่า  "อปฺปมาโท อมตํ ปทํ (ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งอมตธรรม) เป็นต้น  ในเรื่องนั้น  มีอนุปุพพีกถา  ดังต่อไปนี้ :-
                            
        ในกาลล่วงมาแล้ว  พระราชา  ๒  องค์  เหล่านี้  คือ  ในแคว้นอัลลกัปปะ  พระราชาทรงพระนามว่า  อัลลกัปปะ,  ในแคว้นเวฏฐทีปกะ พระราชาทรงพระนามว่า  เวฏฐทีปกะ"  เป็นพระสหายกัน  ตั้งแต่เวลายังทรงพระเยาว์  ทรงศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน  โดยล่วงไปแห่งพระราชบิดาของตน ๆ  ได้ให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแล้ว  ทรงเป็นพระราชาในแคว้น  มีประมาณแคว้นละ  ๑๐  โยชน์.  พระราชา  ๒  พระองค์นั้น   เสด็จมาประชุมกันตามกาลอันสมควร ทรงยืน,   นั่ง,  บรรทม   ร่วมกัน  ทอดพระเนตรเห็นมหาชน  ผู้เกิดอยู่และตายอยู่  จึงทรงปรึกษากันว่า  "ชื่อว่า  ผู้ตามคนผู้ไปสู่ปรโลก  ไม่มี, โดยที่สุดถึงสรีระของตน  ก็ตามไปไม่ได้;  ต้องละสิ่งทั้งปวงไป, ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา,   เราจักบวชกัน"  ดังนี้แล้วทรงมอบราชสมบัติ  ให้แก่พระโอรสและพระมเหสี  ออกผนวชเป็นพระฤษี  อยู่ในหิมวันตประเทศ  ได้ทรงปรึกษากันว่า  "พวกเราไม่อาจเพื่อเป็นอยู่  จึงละราชสมบัติออกบวชก็หาไม่,  เราเหล่านั้นเมื่ออยู่ในที่แห่งเดียวกัน  ก็จักเหมือนกับผู้ไม่บวชนั้นเอง,   เพราะฉะนั้นเราจักแยกกันอยู่:    ท่านจงอยู่  ที่ภูเขาลูกนั้น,  เราจักอยู่ที่ภูเขาลูกนี้ ; แต่จักรวมกัน  ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน."   ครั้งนั้นพระดาบสทั้ง  ๒  นั้นเกิดมีความดำริขึ้นอย่างนี้ว่า  "แม้เมื่อเป็นเช่นนี้   ความคลุกคลีด้วยคณะเทียว   จักมีแก่เราทั้งหลาย,  ท่านพึงจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของท่าน,   เราก็จักจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของเรา ;   ด้วยเครื่องสัญญานั้น   เราทั้งหลาย   ก็จักรู้ความที่เรายังมีชีวิตอยู่."   พระดาบสทั้ง  ๒  นั้นจึงได้กระทำอย่างนั้น.
                                  
        ต่อมาในกาลอื่น  เวฏฐทีปกดาบส  มรณภาพไป  บังเกิดเป็นเทพเจ้าผู้มีศักดิ์ใหญ่.  แต่นั้น  ครั้นถึงกึ่งเดือน  อัลลกัปปดาบส  พอและไม่เห็นไฟ   ก็ทราบได้ว่า  "สหายของเรา  มรณภาพเสียแล้ว."  

ฝ่ายเวฏฐทีปกดาบส   ตรวจดูทิพพสิริของตนในขณะที่เกิด  ใคร่ครวญถึงกรรม  เห็นกิริยาตนกระทำ  จำเดิมแต่ออกบวชแล้ว  คิดว่า "บัดนี้  เราจักไปเยี่ยมสหายของเรา"  ในขณะนั้น จึงละอัตภาพนั้นเสีย  เป็นเหมือนคนหลงทาง  ไปยังสำนักของอัลลัปปดาบสนั้น  ไหว้แล้ว ได้ยืนอยู่  ณ  ที่สมควรแห่งหนึ่ง.
        ลำดับนั้น  อัลลกัปปดาบสนั้น  จึงกล่าวถามบุรุษนั้นว่า
        "ท่านมาจากไหน ?"
        "ท่านผู้เจริญ   ผมเป็นคนหลงทาง  เดินมาจากที่ไกลเหลือเกิน,   ก็พระผู้เป็นเจ้า  อยู่รูปเดียวเท่านั้น  ในที่นี้หรือ ?  มีใครอื่นบ้างไหม ?"
        "มีสหายของเราอยู่ผู้หนึ่ง"
        "ผู้นั้น ไปอยู่ที่ไหนหรือ ?"
        "เขาอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น.  แต่วันอุโบสถ  เขาไม่จุดไฟให้ลุกโพลง,  เขาคงจักตายเสียแล้วเป็นแน่"
        "เป็นอย่างนั้นหรือ  ขอรับ ?"
        "ใช่สิท่าน  เป็นอย่างนั้น"
        "กระผมคือผู้นั้น  ขอรับ"
        "ท่านไปเกิดที่ไหน ?"
        "กระผมเกิดเป็นเทพเจ้า  ผู้มีศักดิ์ใหญ่  ในเทวโลกขอรับ,   มานี่อีก   ก็ด้วยประสงค์ว่า  จักเยี่ยมพระคุณเจ้า  เมื่อพระคุณเจ้าอยู่ในที่นี้  อุปัทวะอะไร  มีบ้างไหม ?"
        "มีสิท่าน,   เราลำบาก  เพราะพวกช้าง"
        "ท่านผู้เจริญ  ก็ช้างทำอะไรให้ท่านเล่า ?"
        "มันถ่ายอุจจาระลงในที่กวาด,   เอาเท้าเขี่ยคุ้ยฝุ่นขึ้น;ข้าพเจ้านั้น  คอยขนคูถช้างทิ้ง  คอยเกลี่ยฝุ่นให้เสมอ  ก็ย่อมลำบาก"  
        "พระคุณเจ้าปรารถนาจะไม่ให้ช้างเหล่านั้นมาไหมเล่า ? "
        "ใช่แล้วท่าน"
         "ถ้ากระนั้น  กระผมจักทำไม่ให้ช้างเหล่านั้นมา" ว่าแล้วก็ถวายพิณสะกดช้าง   และสอนมนต์สะกดช้างแก่พระดาบสแล้ว   ก็เมื่อจะให้ ได้ชี้แจงสายพิณ  ๓  สาย  ให้เรียนมนต์  ๓ บท  แล้วบอกว่า  "เมื่อดีดสายพิณสายนี้  ร่ายมนต์บทนี้แล้ว,  ช้างไม่อาจแม้เพื่อจะหันกลับแลดู   ย่อมหนีไป;  เมื่อดีดสายพิณสายนี้ร่ายมนต์บทนี้แล้ว  ช้างจะกลับเหลียวดูเบื้องหลังพลางหนีไป;   เมื่อดีดสายพิณสายนี้  ร่ายมนต์บทนี้แล้ว   ช้างนายฝูง   ย่อมน้อมหลังเข้ามาหา,"    แล้วกล่าวว่า  "สิ่งใด  อันท่านชอบใจ.  ท่านพึงทำสิ่งนั้นเถิด."  ไหว้พระดาบสแล้ว  ก็หลีกไป.
        พระดาบส  ร่ายมนต์บทสำหรับไล่ช้าง  ดีดสายพิณสำหรับไล่ช้าง ทำให้ช้างหนีไป แล้วจึงอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ฯ

         ในสมัยนั้น  ในกรุงโกสัมพี   ได้มีพระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้าปรันตปะ  วันหนึ่ง  พระเจ้าปรันตปะทรงนั่งผิงแดดอ่อนอยู่ที่กลางแจ้ง
กับพระราชเทวีผู้ทรงครรภ์.  พระราชเทวี   ทรงห่มผ้ากัมพลแดงอันมีราคาแสนหนึ่ง   ซึ่งเป็นพระภูษาทรงของพระราชา   ทรงนั่งปราศรัยกับพระราชา  ถอดพระธำมรงค์ อันมีราคาแสนหนึ่งจากพระองคุลีของพระราชา   มาสวนใส่ที่นิ้วของพระองค์
        ทีนั้น  นกหัสดีลิงค์  บินมาโดยอากาศ  เห็นพระราชเทวี จึงชลอปีกบินโผลง  โดยหมายว่าจะคาบเอาชิ้นเนื้อ.   พระราชาทรงตกพระทัย
ด้วยเสียงโผลงของนกนั้น   จึงเสด็จลุกเข้ายังภายในพระราชนิเวศน์.  พระราชเทวีไม่อาจไปโดยเร็วได้   เพราะทรงครรภ์แก่  และเพราะเป็น
ผู้มีชาติแห่งคนขลาดกลัว.  บัดนั้น   นกนั้นจึงบินโผลงมา  ยังพระนางนั้นให้นั่งอยู่ที่กรงเล็บ   บินไปสู่อากาศแล้ว.  เล่ากันว่า   พวกนกเหล่านั้น ตัวหนึ่งทรงกำลังเท่าช้าง ๕  เชือก;   เพราะฉะนั้น  จึงนำเหยื่อไปทางอากาศ  จับ ณ ที่ๆพอใจแล้ว  ย่อมเคี้ยวมังสะกิน.   ฝ่ายพระนางนั้น  ซึ่งกำลังถูกนกนั้นนำไปอยู่  ทรงหวาดต่อมรณภัย  จึงทรงดำริว่า "ถ้าว่าเราจักร้อง,ธรรมดาเสียงคน  เป็นที่หวาดเสียวของสัตว์จำพวกดิรัจฉาน มันฟังเสียงนั้นแล้ว  ก็จักทิ้งเราเสีย,  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เราก็จักถึงความสิ้นชีพพร้อมกับเด็กในครรภ์;   แต่มันจับในที่ใดแล้วเริ่มจะกินเรา,  ในที่นั้น
เราจักร้องขึ้น   แล้วไล่ให้มันหนีไป.  พระนางยับยั้งไว้ได้  ก็เพราะความที่พระองค์เป็นคนฉลาด.  

ก็ในกาลนั้น  ในป่าหิมพานต์  มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง  เจริญขึ้นเล็กน้อยแล้วก็ตั้งอยู่   โดยอาการดังมณฑป. นกนั้น   นำเหยื่อมีเนื้อเป็นต้นไปแล้ว  ย่อมเคี้ยวกินที่ต้นไทรนั้น ; เพราะฉะนั้น  นกหัสดีลิงค์ตัวนั้น  นำพระราชเทวีแม้นั้น  ไปที่ต้นไทรนั้นแล  วางไว้ในระหว่างค่าคบไม้  แลดูทางอันตนบินมาแล้ว.  ว่ากันว่า การแลดูทางบินมา  เป็นธรรมดาของนกเหล่านั้น.  ในขณะนั้น พระราชเทวี  ทรงดำริว่า  "บัดนี้  ควรไล่นกนี้ให้หนีไป"  จึงทรงยกพระหัตถ์ทั้ง  ๒  ขึ้น  ทั้งปรบมือ  ทั้งร้อง  ไล่ให้มันบินหนีไป

ครั้งนั้น  ในเวลาพระอาทิตย์อัสดงคต   ลมอันเกิดแต่กรรมปั่นป่วนแล้ว  ในพระครรภ์ของพระราชเทวีนั้น.   มหาเมฆคำรามร้อง   ตั้งขึ้นในทุกทิศ
ชื่อว่าความหลับ  มิได้มีแล้วตลอดคืนยังรุ่ง  แก่พระราชเทวี  ผู้ดำรงอยู่ในความสุข  ไม่ได้แม้สักคำพูดปลอบพระทัยว่า  "อย่ากลัวเลย   พระแม่เจ้า" ถูกความทุกข์ครอบงำแล้ว.   แต่เมื่อราตรีสว่าง  ความปลอดโปร่งจากวลาหกก็ดี,  การขึ้นแห่งอรุณก็ดี,   การคลอดออกมาแห่งสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ของพระนางก็ดี  ได้มีแล้ว  ในขณะเดียวกันนั่นแล.   พระนางจึงได้ขนานนามพระโอรสว่า  "อุเทน"  เพราะพระโอรสถือเอาฤดูแห่งเมฆและฤดูแห่งอรุณขึ้นประสูติ...


(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันเสาร์หน้า)

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่