Mother : แม่ผู้สร้างแม่ผู้ให้

Creative Review
เป็นงานที่ impact แรงมาก เมื่อขึ้นเครดิตถึงกับหยุดคิดต่อไม่ได้ ต้องใช้เวลาประมวลผลเพื่อเชื่อมโยงชิ้นส่วนรายละเอียดที่ถูกใส่เข้ามาแบบไม่ยั้งตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม และเมื่อตระหนักถึงสารที่ผู้กำกับต้องการสื่อกับเราได้นั้น ก็บอกได้เลยว่านี่เป็นงานที่กล้าท้าทายตัวเอง ใส่แบบสุดโต่งเต็มที่ ไม่มีเพลเซฟ ของผู้กำกับ Aronofsky เป็นงานท้าทายความสามารถของคนดู ว่าจะสามารถรับ "สาร" ที่แกต้องการ และเปิดใจยอมรับจนเห็นความดีงามของหนังนี้ได้หรือไม่
หนังว่าด้วยชีวิตสามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่แยกมาอยู่อาศัยอย่างสันโดษ โดยคุณแม่เป็นผู้เนรมิตรบ้านให้กลับมาน่าอยู่ หลังจากที่เคยโดนเผาไหม้จนวอดวายไปแล้วครั้งหนึ่ง หนังเรื่องนี้มีภาพและฉากหลายฉากบอกเป็นนัย สื่อให้เห็นถึงความ Surreal ไม่ใช่เรื่องจริง ตั้งแต่บ้านที่ตัดขาดจากภายนอกไม่มีถนน สภาพบ้านที่ถูกกลืนกินตามสภาพจิตใจ สัมผัสที่เชื่อมต่อบ้านกับก้อนเนื้อที่มีชีวิต ทั้งหมดเพื่อให้คนดูไม่ติดกับกรอบตรรกะในชีวิตจริง แต่ก็ยังเชื่อมโยงด้านความรู้สึกได้ ทั้งความรู้สึก อบอุ่นของบ้าน จนถึงความอึดอัดเมื่อเริ่มถูกรุกราน และค่อยๆคุกคาม จนกลายเป็นความโกลาหล การไหลไปของเรื่องทั้งหมดมีความเชื่อมโยง และค่อยๆยกระดับไปอย่างเป็นขั้นตอน มีเหตุมีผล มีข้ออ้างข้อแก้ตัว มีความเข้าอกเข้าใจ ที่ทำให้สถานการณ์ยกระดับไปเรื่อยๆ จนไปจุดที่เกินเลยความเข้าใจแบบทั่วไปเป็นความโกลาหล ซึ่งต้องชื่นชม Aronofsky มากๆ เพราะ "สาร" ที่แกจะสื่อนั้น ช่างมีพลัง เชื่อมโยงกับเรื่องที่รับชมได้อย่าง กลมกลืน ทั้งในด้านความรู้สึก สัญลักษณ์ และการเปรียบเปรย
มาว่ากันถึง "สาร" ที่แกต้องการจะสื่อ หรือถือเป็น spoiler ของหนังเรื่องนี้ คือการเปรียบเปรย mother หรือบทบาทของเพศแม่ (ภรรยา) กับพระผู้สร้าง หรือโลกของเรานั่นเอง Aronofsky ใช้เพศแม่เป็นตัวแทนของ ผู้สร้าง ผู้ให้ และผู้เสียสละ ในเรื่องจึงเห็น mother ที่แสดงโดย Jennifer Lawrence เป็นภรรยาที่ฟื้นฟูสร้างบ้านทั้งหลังขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นคนคอยสนับสนุนเป็นกำลังใจให้กับสามีของเธอ ที่เคยสูญเสียทุกอย่างไปในกองไฟ สามี (แสดงโดย Javier Bardem) เป็นตัวแทนของ มนุษย์ ที่เป็นผู้อยู่อาศัยในบ้าน ที่พระผู้สร้างให้มา สิ่งที่พระผู้สร้างให้นั้นดูเหมือนมีมากเพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ควรจะมีความสุขอยู่ได้ แต่มนุษย์ที่ไม่เคยเพียงพอ กลับอาศัยความใจดี และความรักที่พระผู้สร้างมีให้ เป็นข้ออ้างในการรับความชั่วร้าย กิเลส ที่มาในฐานะแขก เข้ามายังบ้านของตน แขกที่เข้ามา (กิเลส) สร้างแรงผลักดันทำให้ สามี รู้สึกมีชีวิต มีแรงบันดาลใจมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ได้ทำร้าย บ้านที่ตัวเองอยู่ และภรรยาที่ตัวเองพร่ำบอกว่ารัก สร้างความยุ่งเหยิงเละเทะ แล้วก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาต้องคอยเก็บกวาด ดั่งมนุษย์ที่ปากบอกรัก บอกศรัทธาในพระเจ้า แต่กลับไม่เคยทำสิ่งที่พระเจ้าบอกให้ทำ เมื่อทำบาป นำกิเลสเข้ามา ก็หวังแต่จะได้รับการให้อภัย ได้รับความเห็นใจจากพระเจ้า พร้อมกับข้ออ้างอีกสารพัดในการทำบาปของตน ถ้าเปรียบในมุมของโลกใบนี้ mother ก็เป็นเหมือนโลกที่ให้ทุกอย่างกับมนุษย์ ทั้งชีวิต ที่อยู่อาศัย แต่สิ่งที่มนุษย์ทำกับโลกกลับเป็นการทำร้ายโลก สร้างความเละเทะ ยุ่งเหยิง และไม่เคยคิดจะเก็บกวาดเอง มนุษย์ได้แต่เรียกร้อง ขณะที่พระผู้สร้าง หรือโลกมีแต่ให้ มนุษย์ขอและทำลายจนไม่เหลือสิ่งใดที่พระผู้สร้างหรือโลกจะให้ได้แล้ว สุดท้ายมนุษย์ก็บูชาในความเสียสละของพระผู้สร้าง แต่มนุษย์จริงแล้วไซร้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเลย
"สาร" เหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแยบคาย ผ่านตัวละคร และสถานการณ์ที่เปรียบเปรยเรื่องราวต่างๆกับพระคัมภีร์ ตั้งแต่แขกคู่แรกที่เปรียบดั่ง อดัม กับ อีฟ การกินผลไม้ต้องห้าม จนผลึกแก้วถูกทำลาย การให้กำเนิดลูกของ mother ที่เปรียบเหมือนการเสียสละบุตรของพระเจ้า (Jesus) ให้กับมนุษย์ที่เป็นคนพรากย์พระชนม์ของ Jesus เอง (ฉากกินเด็ก เปรียบเหมือน คำพูดใน The Last Supper ของ Jesus ขนมปังแทนเนื้อของข้าพเจ้า ไวน์คือโลหิตของข้าพเจ้า) การกรีดหัวใจของ mother ตอนสุดท้าย ยิ่งสื่อถึงเรื่องที่พระเจ้าให้จนหมดทุกสิ่ง แต่สิ่งที่สามี (มนุษย์) ทำกลับเป็นเพียงเพื่อนำไปบูชา ความเสียสละ ดั่งที่บูชาไม้กางเขน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้เลย (Will you practice what you preach?)
เมื่อรับ "สาร" หลักของหนังได้แล้ว หนังจะทำให้เราได้ขบคิด หาความเชื่อมโยง ปะติดปะต่อเรื่องราว ขณะเดียวกันเราก็ได้สำรวจจิตใจตัวเอง ว่าคำที่ว่าเรา รัก โลกของเรา รัก พระเจ้าของเรา แท้จริงแล้วเรารักท่านจริงหรือเปล่า หรือเราแค่บอกรักท่านเพราะต้องการความรักจากท่าน ต้องการสิ่งที่ท่านประทานให้เรา ขณะที่เราไม่เคยทำในสิ่งที่ท่านต้องการให้เราทำได้เลย (ชอบฉากความคลุ้มคลั่งของ mother เมื่อเสียลูกจนทำร้ายฆ่ามนุษย์ไปสามสี่คน สิ่งที่ตอบกลับมาคือการเอาคืนอันแสนทารุณ ฉากนี้ถ่ายทอดออกมาได้สุดมาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อมนุษย์ทำร้ายคนอื่นมักร้องขอการให้อภัย แต่เมื่อตัวเองโดนทำร้ายกลับไม่เคยมีความเห็นใจ หรือให้อภัยได้เลย)
ทั้งหมดนี้คือความเหนือชั้น และคมคายของ Aronofsky ที่แค่ส่วนของเรื่อง และ "สาร" ที่ต้องการสื่อก็ลึกล้ำ มากด้วยคุณค่าแล้ว ยังไม่นับความพิถีพิถันในการถ่ายทำ ทั้งการใช้ cinematography สร้างอารมณ์ร่วม ด้วยมุมมองที่แคบ close up แต่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างตั้งใจ เรื่องเสียงประกอบในหนังเรื่องนี้ก็ถูกใช้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะระบบเสียงรอบทิศทางที่สร้างมิติให้บ้าน และสร้างความรู้สึกหวาดระแวง ให้รู้สึกต้องระวังตลอดเวลา หนังยังมีฉากที่ดึงศักยภาพในการแสดงจนต้องทึ่ง และต้องให้เครดิตกับนักแสดงนำทุกคนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ Jen Law ที่แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าเธอคือนักแสดงแถวหน้าของวงการ ทั้งการแสดงสีหน้าแบบ subtle ไปจนถึงการแสดงแบบรีดพลังเธอทำได้อย่างไร้ที่ติ
องค์ประกอบทั้งหมดที่ว่ามา ก่อให้เกิดหนังที่ล้นด้วยคุณภาพ เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ลุ่มลึกในเนื้อหา ที่ต้องใช้ความตั้งใจในการขบคิดและรับชม คำถามจึงไม่ควรจะเป็นว่า mother เป็นหนังดีหรือไม่ แต่เป็นคำถามกลับไปที่คนดู ว่าพร้อมจะดูหนังที่ดีหรือยัง
[CR] CREATIVE REVIEW : MOTHER แม่ผู้สร้างแม่ผู้ให้
Creative Review
เป็นงานที่ impact แรงมาก เมื่อขึ้นเครดิตถึงกับหยุดคิดต่อไม่ได้ ต้องใช้เวลาประมวลผลเพื่อเชื่อมโยงชิ้นส่วนรายละเอียดที่ถูกใส่เข้ามาแบบไม่ยั้งตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม และเมื่อตระหนักถึงสารที่ผู้กำกับต้องการสื่อกับเราได้นั้น ก็บอกได้เลยว่านี่เป็นงานที่กล้าท้าทายตัวเอง ใส่แบบสุดโต่งเต็มที่ ไม่มีเพลเซฟ ของผู้กำกับ Aronofsky เป็นงานท้าทายความสามารถของคนดู ว่าจะสามารถรับ "สาร" ที่แกต้องการ และเปิดใจยอมรับจนเห็นความดีงามของหนังนี้ได้หรือไม่
หนังว่าด้วยชีวิตสามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่แยกมาอยู่อาศัยอย่างสันโดษ โดยคุณแม่เป็นผู้เนรมิตรบ้านให้กลับมาน่าอยู่ หลังจากที่เคยโดนเผาไหม้จนวอดวายไปแล้วครั้งหนึ่ง หนังเรื่องนี้มีภาพและฉากหลายฉากบอกเป็นนัย สื่อให้เห็นถึงความ Surreal ไม่ใช่เรื่องจริง ตั้งแต่บ้านที่ตัดขาดจากภายนอกไม่มีถนน สภาพบ้านที่ถูกกลืนกินตามสภาพจิตใจ สัมผัสที่เชื่อมต่อบ้านกับก้อนเนื้อที่มีชีวิต ทั้งหมดเพื่อให้คนดูไม่ติดกับกรอบตรรกะในชีวิตจริง แต่ก็ยังเชื่อมโยงด้านความรู้สึกได้ ทั้งความรู้สึก อบอุ่นของบ้าน จนถึงความอึดอัดเมื่อเริ่มถูกรุกราน และค่อยๆคุกคาม จนกลายเป็นความโกลาหล การไหลไปของเรื่องทั้งหมดมีความเชื่อมโยง และค่อยๆยกระดับไปอย่างเป็นขั้นตอน มีเหตุมีผล มีข้ออ้างข้อแก้ตัว มีความเข้าอกเข้าใจ ที่ทำให้สถานการณ์ยกระดับไปเรื่อยๆ จนไปจุดที่เกินเลยความเข้าใจแบบทั่วไปเป็นความโกลาหล ซึ่งต้องชื่นชม Aronofsky มากๆ เพราะ "สาร" ที่แกจะสื่อนั้น ช่างมีพลัง เชื่อมโยงกับเรื่องที่รับชมได้อย่าง กลมกลืน ทั้งในด้านความรู้สึก สัญลักษณ์ และการเปรียบเปรย
มาว่ากันถึง "สาร" ที่แกต้องการจะสื่อ หรือถือเป็น spoiler ของหนังเรื่องนี้ คือการเปรียบเปรย mother หรือบทบาทของเพศแม่ (ภรรยา) กับพระผู้สร้าง หรือโลกของเรานั่นเอง Aronofsky ใช้เพศแม่เป็นตัวแทนของ ผู้สร้าง ผู้ให้ และผู้เสียสละ ในเรื่องจึงเห็น mother ที่แสดงโดย Jennifer Lawrence เป็นภรรยาที่ฟื้นฟูสร้างบ้านทั้งหลังขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นคนคอยสนับสนุนเป็นกำลังใจให้กับสามีของเธอ ที่เคยสูญเสียทุกอย่างไปในกองไฟ สามี (แสดงโดย Javier Bardem) เป็นตัวแทนของ มนุษย์ ที่เป็นผู้อยู่อาศัยในบ้าน ที่พระผู้สร้างให้มา สิ่งที่พระผู้สร้างให้นั้นดูเหมือนมีมากเพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ควรจะมีความสุขอยู่ได้ แต่มนุษย์ที่ไม่เคยเพียงพอ กลับอาศัยความใจดี และความรักที่พระผู้สร้างมีให้ เป็นข้ออ้างในการรับความชั่วร้าย กิเลส ที่มาในฐานะแขก เข้ามายังบ้านของตน แขกที่เข้ามา (กิเลส) สร้างแรงผลักดันทำให้ สามี รู้สึกมีชีวิต มีแรงบันดาลใจมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ได้ทำร้าย บ้านที่ตัวเองอยู่ และภรรยาที่ตัวเองพร่ำบอกว่ารัก สร้างความยุ่งเหยิงเละเทะ แล้วก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาต้องคอยเก็บกวาด ดั่งมนุษย์ที่ปากบอกรัก บอกศรัทธาในพระเจ้า แต่กลับไม่เคยทำสิ่งที่พระเจ้าบอกให้ทำ เมื่อทำบาป นำกิเลสเข้ามา ก็หวังแต่จะได้รับการให้อภัย ได้รับความเห็นใจจากพระเจ้า พร้อมกับข้ออ้างอีกสารพัดในการทำบาปของตน ถ้าเปรียบในมุมของโลกใบนี้ mother ก็เป็นเหมือนโลกที่ให้ทุกอย่างกับมนุษย์ ทั้งชีวิต ที่อยู่อาศัย แต่สิ่งที่มนุษย์ทำกับโลกกลับเป็นการทำร้ายโลก สร้างความเละเทะ ยุ่งเหยิง และไม่เคยคิดจะเก็บกวาดเอง มนุษย์ได้แต่เรียกร้อง ขณะที่พระผู้สร้าง หรือโลกมีแต่ให้ มนุษย์ขอและทำลายจนไม่เหลือสิ่งใดที่พระผู้สร้างหรือโลกจะให้ได้แล้ว สุดท้ายมนุษย์ก็บูชาในความเสียสละของพระผู้สร้าง แต่มนุษย์จริงแล้วไซร้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเลย
"สาร" เหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแยบคาย ผ่านตัวละคร และสถานการณ์ที่เปรียบเปรยเรื่องราวต่างๆกับพระคัมภีร์ ตั้งแต่แขกคู่แรกที่เปรียบดั่ง อดัม กับ อีฟ การกินผลไม้ต้องห้าม จนผลึกแก้วถูกทำลาย การให้กำเนิดลูกของ mother ที่เปรียบเหมือนการเสียสละบุตรของพระเจ้า (Jesus) ให้กับมนุษย์ที่เป็นคนพรากย์พระชนม์ของ Jesus เอง (ฉากกินเด็ก เปรียบเหมือน คำพูดใน The Last Supper ของ Jesus ขนมปังแทนเนื้อของข้าพเจ้า ไวน์คือโลหิตของข้าพเจ้า) การกรีดหัวใจของ mother ตอนสุดท้าย ยิ่งสื่อถึงเรื่องที่พระเจ้าให้จนหมดทุกสิ่ง แต่สิ่งที่สามี (มนุษย์) ทำกลับเป็นเพียงเพื่อนำไปบูชา ความเสียสละ ดั่งที่บูชาไม้กางเขน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้เลย (Will you practice what you preach?)
เมื่อรับ "สาร" หลักของหนังได้แล้ว หนังจะทำให้เราได้ขบคิด หาความเชื่อมโยง ปะติดปะต่อเรื่องราว ขณะเดียวกันเราก็ได้สำรวจจิตใจตัวเอง ว่าคำที่ว่าเรา รัก โลกของเรา รัก พระเจ้าของเรา แท้จริงแล้วเรารักท่านจริงหรือเปล่า หรือเราแค่บอกรักท่านเพราะต้องการความรักจากท่าน ต้องการสิ่งที่ท่านประทานให้เรา ขณะที่เราไม่เคยทำในสิ่งที่ท่านต้องการให้เราทำได้เลย (ชอบฉากความคลุ้มคลั่งของ mother เมื่อเสียลูกจนทำร้ายฆ่ามนุษย์ไปสามสี่คน สิ่งที่ตอบกลับมาคือการเอาคืนอันแสนทารุณ ฉากนี้ถ่ายทอดออกมาได้สุดมาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อมนุษย์ทำร้ายคนอื่นมักร้องขอการให้อภัย แต่เมื่อตัวเองโดนทำร้ายกลับไม่เคยมีความเห็นใจ หรือให้อภัยได้เลย)
ทั้งหมดนี้คือความเหนือชั้น และคมคายของ Aronofsky ที่แค่ส่วนของเรื่อง และ "สาร" ที่ต้องการสื่อก็ลึกล้ำ มากด้วยคุณค่าแล้ว ยังไม่นับความพิถีพิถันในการถ่ายทำ ทั้งการใช้ cinematography สร้างอารมณ์ร่วม ด้วยมุมมองที่แคบ close up แต่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างตั้งใจ เรื่องเสียงประกอบในหนังเรื่องนี้ก็ถูกใช้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะระบบเสียงรอบทิศทางที่สร้างมิติให้บ้าน และสร้างความรู้สึกหวาดระแวง ให้รู้สึกต้องระวังตลอดเวลา หนังยังมีฉากที่ดึงศักยภาพในการแสดงจนต้องทึ่ง และต้องให้เครดิตกับนักแสดงนำทุกคนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ Jen Law ที่แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าเธอคือนักแสดงแถวหน้าของวงการ ทั้งการแสดงสีหน้าแบบ subtle ไปจนถึงการแสดงแบบรีดพลังเธอทำได้อย่างไร้ที่ติ
องค์ประกอบทั้งหมดที่ว่ามา ก่อให้เกิดหนังที่ล้นด้วยคุณภาพ เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ลุ่มลึกในเนื้อหา ที่ต้องใช้ความตั้งใจในการขบคิดและรับชม คำถามจึงไม่ควรจะเป็นว่า mother เป็นหนังดีหรือไม่ แต่เป็นคำถามกลับไปที่คนดู ว่าพร้อมจะดูหนังที่ดีหรือยัง