
งานกำกับของ เอ็ดการ์ ไรต์ จาก Scott Pilgrim vs. the World และเขียนบท Ant-man เล่าเรื่องของเบบี้ (แอนเซล เอลกอร์ต) หนุ่มน้อยนักขับที่มีหน้าที่เป็นสารถีพาเหล่าอาชญากรไปส่งยังที่ที่ปลอดภัยหลังออกปล้นเสร็จ แต่เบบี้เจ้ากรรมมีอาการประจำตัวคือต้องฟังเพลง (พร้อมบีตเจ๋งๆ) ตลอดเวลาเพื่อให้มีสมาธิและกลบเสียงหึ่งๆ ในหูได้
พล็อตเรื่องเชยบรม มันว่าด้วยหนุ่มหล่อที่อยากถอนตัวจากวงการมาเฟียเพราะเจากับรักแรก เดอเบรา (ลิลี่ เจมส์) หญิงสาวพยักงานเสิร์ฟที่เบบี้ตกหลุมรัก ทั้งสองฟังเพลงเหมือนกัน ฝันจะไปจากเมืองโง่ๆ แห่งนี้ด้วยกัน...
อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังวิพากษ์สังคมอเมริกาและทุนนิยมแบบอีตาไรต์เขา เราเลนได้เห็นความข้นแค้นของเหล่าโจรที่รู้สึกเหมือนถูกสังคมปล้นชีวิตไป เห็นความล้มเหลวของวอลล์สตรีท (ที่ถูกเล่าผ่านหนังรอบที่ล้าน) ผ่านตัวละคร และชีวิตแบบเพ้อๆ ของเด็กหนุ่มเด็กสาวขายแรงงาน

ก่อนหน้านี้ หนังฮอลลีวูดยุคเก่าคือหนังที่เล่าความฝันแบบอเมริกันดรีม ขายความเป็นดินแดนของนักล่าฝัน ยุคหนึ่งมันจึงมีหนังชายหนุ่มหล่อ ซิ่งรถหรู (แบบที่ตัวละครบอกว่า ที่เราไม่มีปัญญาซื้อ /ซึ่งก็ไม่มีปัญญาจริงๆ เพราะมันแพงสำหรับคนใช้แรงงานมากนะหนู) มีอีหนูสวยๆ เคียงข้าง หนังพล็อตแบบนี้เกร่อไปหมด และเป็นวัตถุดิบให้อีตาเอ็ดการ์เอามาแซะเล่นเป็นวรรคเป็นเวรในหนัง Baby Driver
ยังไงน่ะรึ

ข้อแรก ตัวละครแต่งตัวเหมือนอยู่ในยุค 80 (ยุคอเมริกันดรีม) แทบตลอดเวลา แถมพ่อพระเอกยังย้อนวัยฟังเทปในยุคที่คนทั้งโลกฟังเพลงดิจิตัล (แต่โอเค อย่างน้อยพ่อหนุ่มเขาก็มีไอผ่งไอพอดอะไรของเขาน่ะนะ) หรือแม้แต่หน้าตานักแสดงก็แคสติ้งมาแบบ หน้าตาฝันๆ ย้อนยุคอยู่ประมาณหนึ่งนะ (ลิลี่ เจมส์ เนี่ย ชัดมากในกรณีนี้ คือหน้าตา ลุคนางออกไปทางอเมริกันสวีตฮาร์ตมากๆ)
ข้อสอง เพลงที่ตัวละครฟัง หลายเพลงมาจากยุคเก่าๆ ที่พูดถึงดินแดนศิวิไลซ์ที่ใฝ่ฝัน
ข้อสาม พวกเขามักพูดถึง "ชีวิตที่ดีกว่า" ในประเทศอเมริกาเสมอ
และข้อสี่ เงื่อนไขสำคัญของตัวละครอย่าง เจมี่ ฟ็อกซ์ และ จอน แฮมม์ (ในบทบัดดี้ หล่อมากอะ มากจริงๆ) ตัวละครแบ็ทส์ของเจมี่พูดแทบตลอดเวลาว่า "มัน (อันหมายถึงชนชั้นกลาง/สูง) ปล้นของของเราไป" ทำให้พวกเขาก่อคดีโจรกรรมขึ้นกลางวันแสกๆ เพื่อเอาของตัวเองกลับมา ขณะที่ตัวละครบัดดี้ ที่ถูกพูดจี้ใจดำว่าเมื่อก่อนทำงานในวอลสตรีทสิท่า แล้วคงตกอับถึงมาเป็นโจร
วอลสตรีท คือดินแดนแห่งการลงทุนระดับยักษ์ ที่เคยเป็นนรกสำหรับนักลงทุนมาแล้วมากต่อมาก (ไปดูสภาพพี่ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ จาก wolf of wall street ที่ล้มลุกคลุกคลานเอาชีวิตรอดจากการล้มละลายได้) รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมที่หลอกเอาเงินคนทั่วประเทศมาแล้ว (อีกเช่นกัน-ที่ wolf of wall street สะท้อนเรื่องนี้ผ่านการฉ้อฉลของดิคาร์ปริโอในเรื่อง)

ทุกสิ่งที่ปรากฏใน Baby Driver จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนความฝันของคนใช้แรงงานในอเมริกาที่ไม่มีวันไปถึง พวกเขาถูกทุนนิยมดูดกลืนและให้วิ่งไล่ตามฝันที่มันอาจไม่เคยมีอยู่จริง และคงไม่มีวันเป็นจริงสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขา เหล่าเด็กเสิร์ฟที่ฝันอยากจะมีชีวิตเท่ๆ อิสระ หรือพนักงานส่งพิซซ่าที่ต้องก้มหน้าทำงานไม่รู้เท่าไรเพื่อจะหาเงินไปกินร้านอาหารดีๆ ใครจะไปรู้ว่าในอดีต ตัวละครแบบแบ็ตส์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้น เรารู้เพียงแต่ว่า แรงผลักดันหลักของแบ็ทส์คือการเอาคืนจากสังคมและทุนนิยม เราไม่รู้ว่าดาร์ลิง เมียสาวของบัดดี้เคยผ่านอะไรมาบ้าง เธอถึงเลือกเดินทางนี้ ใกล้เคียงสุดคือเรารู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่บัดดี้อาจเคยเป็นนักลงทุนมาก่อนแต่ตกอับ เท่านั้นเอง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้สรุป เรารู้สึกว่า หนังมันเศร้า 555 ดูจบแล้วหดหู่มากๆ โดยเฉพาะฉากที่เบบี้เข้าคุกแล้วฝันถึงอนาคตกับเดอบีรา เรารู้สึกเศร้า ความฝันนี้ของเบบี้ก็เป็นเหมือนการฝันจะมีชีวิตดีๆ ขับรถที่ไม่มีปัญญาซื้อกับแฟนสาวในถนนโล่งๆ นั่นแหละ คือมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย รัฐไม่อนุญาตให้คุณทำอย่างนั้น อเมริกันดรีมให้โอกาสคุณฝัน ให้โอกาสคุณลงมือ แต่มันไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ประทับใจหนังมาก เพลงดี นักแสดงดีมาก ปกติชอบเอลการ์ต (พระเอก) อยู่แล้ว แต่เจอจอห์น แฮมม์ เข้าไปนี่น็อคเอ้าต์เลย /ชม

ฝากบล็อก-เพจ สำหรับติดตามข่าวสาร-แลกเปลี่ยนกันเรื่องภาพยนตร์กันนะคะ
Page:
https://www.facebook.com/llkhimll
Blog:
http://llkhimll.wordpress.com/
(Review) วิเคราะห์หนัง Baby Driver หนังเสียดสี "อเมริกันดรีม" และทุนนิยม (สามานย์) ของพี่เอ็ดการ์ ไรต์!!
งานกำกับของ เอ็ดการ์ ไรต์ จาก Scott Pilgrim vs. the World และเขียนบท Ant-man เล่าเรื่องของเบบี้ (แอนเซล เอลกอร์ต) หนุ่มน้อยนักขับที่มีหน้าที่เป็นสารถีพาเหล่าอาชญากรไปส่งยังที่ที่ปลอดภัยหลังออกปล้นเสร็จ แต่เบบี้เจ้ากรรมมีอาการประจำตัวคือต้องฟังเพลง (พร้อมบีตเจ๋งๆ) ตลอดเวลาเพื่อให้มีสมาธิและกลบเสียงหึ่งๆ ในหูได้
พล็อตเรื่องเชยบรม มันว่าด้วยหนุ่มหล่อที่อยากถอนตัวจากวงการมาเฟียเพราะเจากับรักแรก เดอเบรา (ลิลี่ เจมส์) หญิงสาวพยักงานเสิร์ฟที่เบบี้ตกหลุมรัก ทั้งสองฟังเพลงเหมือนกัน ฝันจะไปจากเมืองโง่ๆ แห่งนี้ด้วยกัน...
อย่างไรก็ตาม นี่คือหนังวิพากษ์สังคมอเมริกาและทุนนิยมแบบอีตาไรต์เขา เราเลนได้เห็นความข้นแค้นของเหล่าโจรที่รู้สึกเหมือนถูกสังคมปล้นชีวิตไป เห็นความล้มเหลวของวอลล์สตรีท (ที่ถูกเล่าผ่านหนังรอบที่ล้าน) ผ่านตัวละคร และชีวิตแบบเพ้อๆ ของเด็กหนุ่มเด็กสาวขายแรงงาน
ก่อนหน้านี้ หนังฮอลลีวูดยุคเก่าคือหนังที่เล่าความฝันแบบอเมริกันดรีม ขายความเป็นดินแดนของนักล่าฝัน ยุคหนึ่งมันจึงมีหนังชายหนุ่มหล่อ ซิ่งรถหรู (แบบที่ตัวละครบอกว่า ที่เราไม่มีปัญญาซื้อ /ซึ่งก็ไม่มีปัญญาจริงๆ เพราะมันแพงสำหรับคนใช้แรงงานมากนะหนู) มีอีหนูสวยๆ เคียงข้าง หนังพล็อตแบบนี้เกร่อไปหมด และเป็นวัตถุดิบให้อีตาเอ็ดการ์เอามาแซะเล่นเป็นวรรคเป็นเวรในหนัง Baby Driver
ยังไงน่ะรึ
ข้อแรก ตัวละครแต่งตัวเหมือนอยู่ในยุค 80 (ยุคอเมริกันดรีม) แทบตลอดเวลา แถมพ่อพระเอกยังย้อนวัยฟังเทปในยุคที่คนทั้งโลกฟังเพลงดิจิตัล (แต่โอเค อย่างน้อยพ่อหนุ่มเขาก็มีไอผ่งไอพอดอะไรของเขาน่ะนะ) หรือแม้แต่หน้าตานักแสดงก็แคสติ้งมาแบบ หน้าตาฝันๆ ย้อนยุคอยู่ประมาณหนึ่งนะ (ลิลี่ เจมส์ เนี่ย ชัดมากในกรณีนี้ คือหน้าตา ลุคนางออกไปทางอเมริกันสวีตฮาร์ตมากๆ)
ข้อสอง เพลงที่ตัวละครฟัง หลายเพลงมาจากยุคเก่าๆ ที่พูดถึงดินแดนศิวิไลซ์ที่ใฝ่ฝัน
ข้อสาม พวกเขามักพูดถึง "ชีวิตที่ดีกว่า" ในประเทศอเมริกาเสมอ
และข้อสี่ เงื่อนไขสำคัญของตัวละครอย่าง เจมี่ ฟ็อกซ์ และ จอน แฮมม์ (ในบทบัดดี้ หล่อมากอะ มากจริงๆ) ตัวละครแบ็ทส์ของเจมี่พูดแทบตลอดเวลาว่า "มัน (อันหมายถึงชนชั้นกลาง/สูง) ปล้นของของเราไป" ทำให้พวกเขาก่อคดีโจรกรรมขึ้นกลางวันแสกๆ เพื่อเอาของตัวเองกลับมา ขณะที่ตัวละครบัดดี้ ที่ถูกพูดจี้ใจดำว่าเมื่อก่อนทำงานในวอลสตรีทสิท่า แล้วคงตกอับถึงมาเป็นโจร
วอลสตรีท คือดินแดนแห่งการลงทุนระดับยักษ์ ที่เคยเป็นนรกสำหรับนักลงทุนมาแล้วมากต่อมาก (ไปดูสภาพพี่ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ จาก wolf of wall street ที่ล้มลุกคลุกคลานเอาชีวิตรอดจากการล้มละลายได้) รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมที่หลอกเอาเงินคนทั่วประเทศมาแล้ว (อีกเช่นกัน-ที่ wolf of wall street สะท้อนเรื่องนี้ผ่านการฉ้อฉลของดิคาร์ปริโอในเรื่อง)
ทุกสิ่งที่ปรากฏใน Baby Driver จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนความฝันของคนใช้แรงงานในอเมริกาที่ไม่มีวันไปถึง พวกเขาถูกทุนนิยมดูดกลืนและให้วิ่งไล่ตามฝันที่มันอาจไม่เคยมีอยู่จริง และคงไม่มีวันเป็นจริงสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขา เหล่าเด็กเสิร์ฟที่ฝันอยากจะมีชีวิตเท่ๆ อิสระ หรือพนักงานส่งพิซซ่าที่ต้องก้มหน้าทำงานไม่รู้เท่าไรเพื่อจะหาเงินไปกินร้านอาหารดีๆ ใครจะไปรู้ว่าในอดีต ตัวละครแบบแบ็ตส์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้น เรารู้เพียงแต่ว่า แรงผลักดันหลักของแบ็ทส์คือการเอาคืนจากสังคมและทุนนิยม เราไม่รู้ว่าดาร์ลิง เมียสาวของบัดดี้เคยผ่านอะไรมาบ้าง เธอถึงเลือกเดินทางนี้ ใกล้เคียงสุดคือเรารู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่บัดดี้อาจเคยเป็นนักลงทุนมาก่อนแต่ตกอับ เท่านั้นเอง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ประทับใจหนังมาก เพลงดี นักแสดงดีมาก ปกติชอบเอลการ์ต (พระเอก) อยู่แล้ว แต่เจอจอห์น แฮมม์ เข้าไปนี่น็อคเอ้าต์เลย /ชม
ฝากบล็อก-เพจ สำหรับติดตามข่าวสาร-แลกเปลี่ยนกันเรื่องภาพยนตร์กันนะคะ
Page: https://www.facebook.com/llkhimll
Blog: http://llkhimll.wordpress.com/