คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 11
สิ่งนี้เรียกกสิณได้หรือไม่ครับ
เรียกกสิณไม่ได้ครับ ให้เรียกว่า นิมิต
ถ้าเป็นกสิณ จะเป็นวิธีการสร้างนิมิตที่แน่นอน ตายตัว ให้เป็นบัญญัติธรรม
ที่ไม่มีสภาพปรมัตถธรรมใดๆ อยู่จริง เพื่อเป็นที่อยู่ ที่รู้ของจิต จิตจะได้ไม่
สัดส่ายไปรู้อารมณ์อื่น.
แต่...
ถ้าถึงขนาดมีนิมิตมาแสดงให้เห็นที่ตาในขณะกรรมฐาน ก็ถือว่า
เป็นเรื่องที่ดี เพราะ ปรมัตถธรรม ที่กระทำกิจอยู่ในแต่ละองค์ธรรม นั้น
จะสร้างนิมิตขึ้นมาตามอุปนิสัย อนุสัยที่สั่งสมมาของจิต เพื่อแปลงไปเป็นบัญญัติธรรม
แสดงว่าคุณก็ขยับเข้าไปใกล้ สภาพปรมัตถ์ ขององค์ธรรมที่ซ่อนอยู่หลังนิมิตนั้นๆ
เข้าไปทุกที ผู้สอนบางท่าน จะแนะนำให้พิจารณานิมิตให้ละเอียดถึง
ปรมัตถธรรมที่เป็นองค์ธรรมจริงๆ ที่ซ่อนอยู่หลังนิมิตนั้น
ดังนั้นในขณะที่จิตเริ่มจะตั้งมั่น มีสติอยู่พอประมาณ มีความพิเศษ
เฉพาะตนของ จขกท ปรมัตถธรรม หรือ องค์ธรรม ต่างๆ
ที่กำลังกระทำกิจ แปลไปเป็นบัญญัติธรรม เพื่อดำเนินชีวิตประจำวันอยู่นั้น
จขกท จับความเคลื่อนไหวของนามธรรมนั้นๆ ได้ และจิตแปลสภาวะปรมัตถ์
ไปสู่บัญญัติเป็นภาพออกมาให้เห็นทางตา
ยกตัวอย่างที่ผมประสบและสังเกตุได้ ตอนเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ๆ
เช่นในขณะที่กายและจิตผมสงบ เกิดความสบายขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
นิมิตที่เกิดทางตาของผม จะเป็นเหมือนมองออกมานอกเฮลิคอปเตอร์
มองลงมายังเบื้องล่าง ซึ่งเป็นทิวเขา ป่า ทะเลสาป มีหมอกพอประมาณ
แว่บแรกที่เห็น ก็รู้สึกได้เลยว่าตรงนั้นสงบ และเยือกเย็น ดังนี้เป็นต้นครับ
พูดเล่นๆ ได้ว่า องค์ธรรมปัสสัทธิ กำลังกระทำกิจ โดยที่จิต
เอาไปเทียบเคียงสถานการณ์ตามประสบการณ์ที่พบเจอมาทางตาครับ
ดังนั้น นิมิต ไม่ใช่เป็นเรื่องไร้สาระไปซะทีเดียวนะครับ
พิจารณาให้ดีล้วนมีองค์ธรรมบงการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น
หวังว่าคงมีประโยชน์ให้ จขกท ไปพิจารณาปรมัตถธรรมในครั้งหน้า
ยามที่นิมิตเกิดได้นะครับ
คำค้น ที่ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมคือ ปรมัตถธรรม และ บัญญัติธรรม
เจริญในธรรมครับ.
เรียกกสิณไม่ได้ครับ ให้เรียกว่า นิมิต
ถ้าเป็นกสิณ จะเป็นวิธีการสร้างนิมิตที่แน่นอน ตายตัว ให้เป็นบัญญัติธรรม
ที่ไม่มีสภาพปรมัตถธรรมใดๆ อยู่จริง เพื่อเป็นที่อยู่ ที่รู้ของจิต จิตจะได้ไม่
สัดส่ายไปรู้อารมณ์อื่น.
แต่...
ถ้าถึงขนาดมีนิมิตมาแสดงให้เห็นที่ตาในขณะกรรมฐาน ก็ถือว่า
เป็นเรื่องที่ดี เพราะ ปรมัตถธรรม ที่กระทำกิจอยู่ในแต่ละองค์ธรรม นั้น
จะสร้างนิมิตขึ้นมาตามอุปนิสัย อนุสัยที่สั่งสมมาของจิต เพื่อแปลงไปเป็นบัญญัติธรรม
แสดงว่าคุณก็ขยับเข้าไปใกล้ สภาพปรมัตถ์ ขององค์ธรรมที่ซ่อนอยู่หลังนิมิตนั้นๆ
เข้าไปทุกที ผู้สอนบางท่าน จะแนะนำให้พิจารณานิมิตให้ละเอียดถึง
ปรมัตถธรรมที่เป็นองค์ธรรมจริงๆ ที่ซ่อนอยู่หลังนิมิตนั้น
ดังนั้นในขณะที่จิตเริ่มจะตั้งมั่น มีสติอยู่พอประมาณ มีความพิเศษ
เฉพาะตนของ จขกท ปรมัตถธรรม หรือ องค์ธรรม ต่างๆ
ที่กำลังกระทำกิจ แปลไปเป็นบัญญัติธรรม เพื่อดำเนินชีวิตประจำวันอยู่นั้น
จขกท จับความเคลื่อนไหวของนามธรรมนั้นๆ ได้ และจิตแปลสภาวะปรมัตถ์
ไปสู่บัญญัติเป็นภาพออกมาให้เห็นทางตา
ยกตัวอย่างที่ผมประสบและสังเกตุได้ ตอนเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ๆ
เช่นในขณะที่กายและจิตผมสงบ เกิดความสบายขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
นิมิตที่เกิดทางตาของผม จะเป็นเหมือนมองออกมานอกเฮลิคอปเตอร์
มองลงมายังเบื้องล่าง ซึ่งเป็นทิวเขา ป่า ทะเลสาป มีหมอกพอประมาณ
แว่บแรกที่เห็น ก็รู้สึกได้เลยว่าตรงนั้นสงบ และเยือกเย็น ดังนี้เป็นต้นครับ
พูดเล่นๆ ได้ว่า องค์ธรรมปัสสัทธิ กำลังกระทำกิจ โดยที่จิต
เอาไปเทียบเคียงสถานการณ์ตามประสบการณ์ที่พบเจอมาทางตาครับ
ดังนั้น นิมิต ไม่ใช่เป็นเรื่องไร้สาระไปซะทีเดียวนะครับ
พิจารณาให้ดีล้วนมีองค์ธรรมบงการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น
หวังว่าคงมีประโยชน์ให้ จขกท ไปพิจารณาปรมัตถธรรมในครั้งหน้า
ยามที่นิมิตเกิดได้นะครับ
คำค้น ที่ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมคือ ปรมัตถธรรม และ บัญญัติธรรม
เจริญในธรรมครับ.
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
ศาสนา
ปฏิบัติธรรม
สิ่งนี้เรียกกสิณได้หรือไม่ครับ
จะเห็นภาพวัตถุต่างๆชัดมาก จนถึงรายละเอียดเลยครับ มันจะเกิดขึ้นเองก่อนเหมือนสุ่มๆเกิด แต่สามารถบังคับให้เปลี่ยนเป็นวัตถุอื่นได้ บางอันก็มีจริงจากที่เคยเห็นมาในชีวิต บางอันก็ไม่เคยเห็นจริงแต่อาจเคยเห็นในสื่อต่างๆ (ตอนมันเกิดมามันบังคับให้ตัดไปเลยไม่ได้ เนื่องจากชัดแจ๋วเหมือนทีวีเลย จนกว่าผมจะเบื่อตอนเห็นมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่นานครับ ไม่เกิน 3 นาที)
เช่นผนังปูนในห้อง มีความรู้สึกเหมือนเรามองทะลุหนังตา เห็นรอยขรุขระ สีขาวของมันชัดมาก
รู้สึกว่าเป็นสมาธิมากเหมือนเพ่งกสิณสีแดงเลยครับ แต่มันเปลี่ยนแปลงตลอดนะ
หรือเห็นภาพผอบโบราณ หรือแจกันเซรามิก ก็เห็นลายเห็นสีชัดเจนเลย แม้แต่รอย Texture(ความเรียบ ความขรุขระ) ก็เห็น
แต่ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเหมือนกันไม่คงเดิม รู้สึกเป็นสมาธิมาก
แต่ภาพพวกนี้อยู่ไม่นานครับ ผมจะเบื่อก่อนเพราะมันเปลี่ยนเรื่อยๆ รู้สึกจิตเริ่มเหนื่อย ก็มาที่ลมหายใจต่อยาวๆ
ผิดวิธีหรือเปล่าครับ อาจจะเป็นบ้าได้มั้ย หรือควรพิจารณาอะไรจากมันเพื่อไม่ให้ผิดทางดีครับ
สิ่งที่เห็นมีแต่วัตถุล้วนๆครับ และเกิดที่ตาล้วนๆ ลองถอนสมาธิออกมามองความมืดในตา ภาพเหล่านั้นจะเหมือนหนังฉายไปที่หนังตาที่มืดครับ