"การไว้ใจคนที่เรารัก ..."

.
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
อะไรที่มีคำว่าเกินไปมันไม่ดีทั้งนั้นแหละครับ ทั้งไว้ใจมากเกินไปและระแวงมากเกินไป การไว้ใจเป็นเรื่องที่ดี แต่การระแวงก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ถ้าทุกอย่างมีเหตุผลและยังอยู่ในขอบเขตของคำว่า "ไม่มากเกินไป" ส่วนเราจะรู้ได้ยังไงว่านี่มันมากเกินไปแล้วนะ ผมมองง่าย ๆ เลยครับว่าถ้ามันมากเกินไปมันมักจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในทางลบเสมอ ต่อให้เรารู้สึกว่ามันยังไม่มากเกินไปก็ตาม เพราะคำว่าพอดีของแต่ละคนและแต่ละความสัมพันธ์มันไม่เท่ากัน...

คู่รักคือความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คน ไม่ว่าใครจะทำไม่ดี ผลกระทบที่ตามมาจะไม่ได้อยู่แค่กับอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่จะกลับมากระทบกับตัวต้นเรื่องเองด้วยเสมอครับ ฉะนั้นมันจึงเป็นความรับผิดชอบของทั้ง 2 คนที่จะต้องมีร่วมกัน การแก้ไขที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถจบปัญหาได้ครับ แต่การร่วมกันรับผิดชอบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการไปรับผิดชอบสิ่งที่อีกฝ่ายทำนะครับ แต่ให้รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ถ้าทั้ง 2 คนรับผิดชอบตัวเองที่เป็นต้นเรื่องได้เมื่อไหร่ปัญหาก็จบเมื่อนั้นครับ...

จากปัญหาของคุณผมกลับมองว่ามีปัญหาที่ใหญ่กว่า "การระแวงและการทำให้ระแวง" อยู่ และทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อตัวคุณในอนาคตในแบบที่ยากจะแก้เลยล่ะครับ ก็คือการที่คุณรั้งตัวเองให้อยู่ในที่ที่ตัวเองไม่มีคุณค่า คุณยอมปรับตัวให้เหมาะสมกับความไร้ค่านั้น คุณลดคุณค่าและศักดิ์ศรีของตัวเองลงเรื่อย ๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์แย่ ๆ นั้นไว้ คุณตีกรอบความสุขของตัวเองไว้แค่ "คน ๆ นี้" เท่านั้น คุณทำตัวเป็นกาฝากที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง คุณดูถูกตัวเอง คุณทำร้ายตัวเอง
คุณบีบตัวเองเพื่อให้ชีวิตจมอยู่กับเรื่องแย่ ๆ นี้ การที่คุณยิ่งทนอยู่โดยที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คุณจะยิ่งใช้วิธีการลดคุณค่าในตัวเองลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายวันหนึ่งคุณจะไม่รู้สึกว่าตัวเองมีค่าพอสำหรับรักในที่สุด วันใดที่คุณเริ่มใช้คำว่า "กำแพง" มาเป็นเหตุผลอธิบายการอยู่โดยไม่มีความรักเมื่อไหร่ นั่นแหละครับคือคุณลดคุณค่าของตัวเองเหลือศูนย์แล้ว คุณมีคำตอบดี ๆ ให้ตัวเองบ้างไหมครับว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ "คุณทำทำไม?" ถ้าจะตอบว่าเพราะรัก นี่คือรัก (ที่คุณต้องการ) เหรอ?

ผมเชื่อว่าคุณและอีกหลายคนน่าจะไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่ว่า "ถ้าไม่รักตัวเองแล้วใครจะมารัก" หรือจริง ๆ อาจจะเข้าใจกันดีก็ได้ แต่ก็เลือกที่จะปฏิเสธความหมายที่แท้จริงของมัน แต่ผมอยากจะบอกว่าวันใดที่คุณปฏิเสธที่จะรักตัวเอง วันนั้นคือวันที่ชีวิตของคุณไร้ค่าอย่างสมบูรณ์ครับ และหลังจากนั้น "กำแพง" คือสิ่งเดียวที่คุณจะสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดคุณค่าที่เป็นศูนย์ของตัวเอง ไม่ใช่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความรัก แต่เพื่อปกป้องตัวเองจากสิ่งที่คุณคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรต่างหาก...

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อในตัวคุณนะ นั่นคือ "ความเข้มแข็ง" ที่คุณมีแต่คุณคิดว่าตัวเองไม่มี เพราะอะไรผมถึงเชื่อแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ผมไม่รู้จักคุณ? ก็เพราะผมก็เคยอ่อนแอและผ่านเหตุการณ์คล้าย ๆ คุณมาก่อน ผมเชื่อว่าตัวเองอ่อนแอมากและตอนนั้นรวมถึงก่อนหน้านั้นผมก็อ่อนแอมากจริง ๆ เป็นกาฝากมาตลอดชีวิต แต่คุณเคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ "คุณไม่มีทางรู้ว่าตัวเองเข้มแข็งขนาดไหน จนกว่าความเข้มแข็งเป็นทางเลือกเดียวที่คุณมี'' อย่ารอให้คุณค่าในตัวเองเหลือศูนย์ก่อนถึงเลือกที่จะเข้มแข็งเลยครับ เพราะต่อให้วันหนึ่งคุณจะกลับเข้มแข็งขึ้นมาได้ มันก็อาจจะไม่เข้มแข็งพอที่จะทลายกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้นมาก็ได้ครับ ตัวผมตอนนี้เป็นคนที่เข้มแข็งมาก ๆ คนหนึ่งแล้วนะครับ ดูแลตัวเองและใช้ชีวิตโสดได้อย่างปกติสุขดี (ไม่ได้พูดแบบมะนาวหวานด้วยนะครับ) แต่ผมกลับยังอ่อนแอเกินกว่าจะมีใครอีกคน เพราะลึก ๆ แล้วผมยังคิดอยู่ว่าตัวเองยังไม่คู่ควรสำหรับคนรัก/ความรักในแบบที่ตัวเองต้องการ (ผมเคยเจอคนรักในอุดมคติและใกล้เคียงอุดมคติอย่างละ 1 คน) มันน่าเสียดายมากนะครับถ้าความไม่พร้อมของเราจะไปทำลายความสัมพันธ์ที่หายากแบบนั้น มันโหดร้ายยิ่งกว่าผิดหวังจากคนที่ไม่คู่ควรอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลยครับ...

ขอให้คุณเข้มแข็งได้มากกว่าที่ผมเป็นแล้วกันนะครับ อย่างน้อยก็ขอให้เข้มแข็งพอที่จะซื่อสัตย์ต่อความรักในแบบที่ตัวเองต้องการให้ได้ครับ...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่