จาก EP1
https://pantip.com/topic/36851563
ตอนนี้มาต่อที่ EP2 ครับ
EP:2 Here I am.
ในที่สุดหลังจากที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นมาร่วม 9 ชั่วโมง ผมก็เอาเท้ามาแตะที่สนามบินเมลเบิร์นจนได้
เรามาถึงออสเตรเลียอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ผมเคยมาออสเตรเลียเมื่อ 2 ปีก่อน มากับคณะศึกษาดูงานของที่ทำงาน เมืองที่ได้ไปคือ แคนเบอร์รา และซิดนีย์ ตอนนั้นจำได้ว่าไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะมัวแต่ทำเอกสาร คุยกับคณะเดินทางเพื่อเตรียมตัวในการศึกษาดูงานกันมากกว่า
ไม่มีเวลาแพลนเรื่องท่องเที่ยวอะไรเลย เพราะมันกระชั้นชิดและเป็นการติดต่อทางอีเมล์กับเจ้าของสถานที่ที่เราจะไปดูงานหมายความว่า เรายังไม่รับการคอนเฟิร์มจากเจ้าของสถานที่เหล่านั้นเลย
มันเลยมีทั้งความเครียดและความวิตกกังวลมากกว่าความตื่นเต้นว่าจะได้ไปเมืองนอกเมืองนา
เตรียมไป เตรียมมา รู้ตัวอีกทีก็มาถึงแคนเบอร์ราโดยมิได้รู้ตัว
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ก่อนที่จะมาเมลเบิร์น ต้องบอกเลยว่าเป็นช่วงชีวิตที่วุ่นวายขายปลาช่อนมาก
เพราะต้องเตรียมเอกสารหลายสิ่งอย่าง ต้องเบิกเงินที่เป็นใช้เป็นทุนการศึกษา ต้องคุยกับเอเจนซีที่ทางที่ทำงานได้ติดต่อไว้ให้เรา เราไม่เคยเห็นหน้าเอเจนซี่เลย มีแต่การคุยผ่านไลน์ และโทรศัพท์บ้างเป็นครั้งคราว
เอกสารที่ต้องเตรียมก็ต้องไปขุดมาตั้งแต่สมัยเรียนจบ ป.โท เช่น ใบปริญญาบัตร ใบรับรอง ใบเกรด ต้องเอาเอกสารเหล่านี้ให้ทางเอเจนซีแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อส่งให้กับโรงเรียนสอนภาษาที่โน่นเพื่อให้เค้าทราบข้อมูลเบื้องต้นของเรา ว่ามีระดับสติปัญญาขนาดไหน และคุณไปจบอะไรยังมา
ไหนจะต้องเตรียมเอกสารอื่น ๆ อย่างเอกสารการเข้าเรียนที่โรงเรียน ซึ่งมีอะไรบ้าง ผมก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าเค้าให้เตรียมอะไรเราก็ไปหามา
ไหนผมจะต้องเคลียร์งานที่ค้างไว้ ไม่ให้น้อง ๆ ที่ทำงานด้วยกันต้องเดือดร้อนมาตามเคลียร์งานข้ามทวีปกับเราถ้างานยังไม่เสร็จ
หนักหนาสาหัสพอสมควรครับ
แล้วสุดท้ายเราทั้ง 4 คนก็ได้มาเหยียบเมลเบิร์น เมืองที่ได้รับการจัดอันดับว่าน่าอยู่ที่สุดในโลก
อากาศเย็นยะเยือก 10-11 องศาเซลเซียส เล่นเอาสั่นกันเลยทีเดียว
มาถึงทางเดินยังไม่ทันได้หนาวสั่นเท่าไหร่ ก็ต้องเจอพี่ ต.ม. ตัวใหญ่ ถามเราทุกระยะว่ายูมาทำอะไรที่นี่
ผมก็บอกด้วยภาษอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ว่า ข้อยมาเรียนเด้อ
พี่ ต.ม. พยักหน้าแล้วผายมือบอกให้ไปทางโน้น ซึ่งเป็นทางที่เค้าเอาไว้ตรวจกระเป๋าสัมภาระ เราก็ขนกันมาทั้งข้าวปลาอาหารแห้ง เหมือนจะมาตักบาตรวันปีใหม่หรือสงกรานต์ ทั้งมาม่าเอย ปลากระป๋องเอย หมูหยอง ยารักษาโรค ขาดแต่สบง จีวร เท่านั้นแหล่ะ
กระเป๋าผมถูกลำเลียงเข้าเครื่องตรวจอย่างช้า ๆ ผ่านคุณพี่ผู้หญิงชาวออสซี่หน้าดุ และคุณพี่ผู้ชายล่ำบึ๊กที่ยืนกอดอกคุมเครื่องอยู่ข้าง ๆ
ซักพักคุณพี่ผู้หญิงกดให้เครื่องหยุด แล้วหันไปคุยมุบมิบ ตะมุตะมิกับพี่กล้ามโต แล้วหันมามองผมเป็นระยะ
ใครเอายาบ้าหรือเฮโรอีนยัดใส่กระเป๋ากูวะ
ในใจคิดแบบนั้นเลย
แล้วพี่ผู้ชายแกก็บอกเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงออสซี่ว่าให้ผมเปิดกระเป๋าให้แกดูหน่อย ในนั้นมีอะไร
ผมก็ไม่ขัดขืน มันจะมีอะไรวะ ที่เอามาก็มีแค่ปัจจัย 3 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ยกเว้นที่อยู่อาศัยที่ติดต่อเค้าไว้แล้ว
เปิดกระเป๋ามาแล้วแบของออกให้พี่แกดู
ชาวออสซี่ทั้งคู่ตกใจ ตาโต พี่ผู้ชายกล้ามโตรีบหยิบซองพลาสติกซองหนึ่งจากกระเป๋าขึ้นมาโชว์แล้วถามผมว่า
นี่มันอีหยังบักหล่า
ผมเห็นซองนั้นแล้วตกใจเหมือนกัน คือตกใจที่กูลืมนึกไปว่า
ที่ออสเตรเลียเค้าไม่มียาอมตราตะขาบนี่หว่า
น้องที่มาด้วยกันภาษาแข็งแรงกว่าก็มาอธิบายให้แกฟังว่า
นี่มันยาอมแก้เจ็บคอตราตะขาบ มันเป็น Herb นะยูว์ ไม่ใช่ตะขาบแดดเดียวหรือตะขาบย่างบรรจุถุง
พี่แกยังไม่อยากเชื่อตาตัวเอง
กะเหรี่ยงไทยกินตะขาบแก้เจ็บคอหรือนี่
เราทั้ง 4 ก็ช่วยกันอธิบายพี่แก คือพี่ครับ นี่มันยาอมเอาไว้แก้เจ็บคอ เวลายูว์เจ็บคอ (พลางทำท่าเกาคอ) ยูว์ต้องเอามาอมนะ มันเป็นสมุนไพร ทำจากผักหญ้า ไม่ได้ทำจากตะขาบ อมแล้วเย็นชื่นใจ หายเจ็บคอ
กว่าพี่แกจะเข้าใจก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร
ซึ่งมันก็ไม่แปลกหรอก เพราะข้อห้ามในการนำเข้าสิ่งของหรืออาหารจากประเทศอื่นเข้ามาในออสเตรเลีย มันมีข้อหนึ่งที่ระบุว่าไม่ให้นำผักหญ้าหรือเนื้อสัตว์เข้าประเทศ
เราก็อธิบายว่านี่เป็นยานะ กินแบบนี้ ไม่ใช่ตะขาบ (เกือบทำท่าตะขาบให้แกดูแล้ว)
สุดท้ายพี่แกก็หันไปสบตากัน แล้วบอกว่า ยูว์ไปได้แล้ว
อ้าว แล้วของที่รื้อออกมาเนี่ย พี่จะไม่ช่วยเก็บหน่อยเหรอ
พี่แกมองกระเป๋าแล้วส่งสัญญาณประมาณว่า ไอมีหน้าที่ตรวจ ไม่ได้มีหน้าที่เก็บ
เราก็มองค้อนแกขวับหนึ่ง แล้วก็รีบเอาของยัด ๆ ใส่กระเป๋าแล้วรีบไปตามจุดนัดพบเพื่อรอพบคนมารับที่เอเจนซีติดต่อไว้ให้
อ่อ ลืมบอกไปว่า เพื่อนผมเจอเคสแบบนี้เหมือนกัน
เคสหมูหยอง
พี่แกก็ถามอยู่นั่นแหล่ะว่านี่มันอะไร
เราก็บอกว่ามันเป็นหมู pork pork น่ะ ยูรู้จักมั้ย
ที่บ้านไอเค้าเอามาทำเป็นฝอย ๆ แบบนี้แหล่ะ มันเหมือนของกินเล่น เป็นอาหารหลักก็ได้
จะไปอธิบายต่อว่า มันเอาไว้กินกับข้าวต้ม ยูรู้จักมั้ย ข้าวต้มน่ะ เดี๋ยวก็จะไปกันใหญ่อีก เอาเป็นว่าอธิบายแบบชัด ๆ ให้เค้ารู้ก่อนแล้วกัน
กว่าพี่ทั้งสองจะเข้าใจก็กินเวลาเราไปนานพอดู
ในที่สุดเราก็เจอคนที่เอเจนซีติดต่อไว้ให้ เป็นชาวออสซีที่ทำหน้าที่รับส่งนักเรียนที่มาเรียนที่นี่เพื่อพาไปที่บ้าน Host ของแต่ละคน นางมากับรถแวนเล็ก ๆ นั่งได้ประมาณ 7 ที่นั่ง เบียดกับกระเป๋าของพวกเราอีกก็เกือบจะนั่งไม่ได้
นางบอกเราว่าเดี๋ยวจะพาไปส่งตามบ้านเลยนะ เอาคนที่บ้านไกลก่อน จะได้วนเข้ามาในเมืองได้สะดวก
ผมนั่นเองครับ คนบ้านไกล คนแรกของคณะที่จะได้เห็นบ้าน Host ของตัวเอง
ความคิดแรกแวบเข้ามาในหัว
ผมกำลังจะโดนทิ้ง
คือคิดแบบนั้นจริง ๆ มันเหมือนเค้าเอาเราไปทิ้งไว้กับฝรั่งที่เราไม่สามารถสื่อสารอะไรได้ถนัด ภาษายังงู ๆ
ปลา ๆ แถมเป็นปลาแม่น้ำโขง ชี มูล แถวอีสานบ้านเฮาด้วย
ตาย ๆ ทำยังไงดี
ผมพยายามต่อรองผ่านล่าม (ก็น้องที่มาด้วยกันนั่นแหล่ะ) ว่า ส่งพวกผู้หญิงก่อนก็ได้ ไอเป็นผู้ชายลงคนท้าย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันดูแลตัวเองได้
เจ้าของรถแวนบอกกับล่ามผ่านมายังผมด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน
ไม่เป็นไรจ๊ะ บ้านเธออยู่ไกล ถ้าส่งเพื่อน ๆ เธอก่อนแล้วค่อยส่งเธอ ฉันก็ขับรถไกลกว่าเดิม เพิ่มเติมคือเสียเวลา
ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวเธอก็สนุกเอง
จ๊ะ ขอบคุณมาก
ระหว่างทางผมก็นั่งสังเกตถนนหนทางของบ้านเมืองเมลเบิร์นไปเรื่อย ๆ ดูรถราว่าเค้านิยมใช้ยี่ห้อไหนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็รถญี่ปุ่นเหมือนบ้านเรานี่แหล่ะ มีทั้งโตโยต้า มาสด้า นิสสัน ฮอนด้า แล้วก็ยี่ห้อจากฝั่งอเมริกา ยุโรป และของบ้านเค้าเอง
จากชานเมืองเข้าสู่แหล่งชุมชน ภูมิทัศน์มันคล้ายกันหมด บ้านทรงทึบ ๆ ส่วนใหญ่มีชั้นเดียว มีสนามหญ้าสีเขียวอร่ามอยู่ตามทางเท้าจนถึงหน้าบ้านแต่ละหลัง พร้อมด้วยสวนเล็ก ๆ หน้าบ้าน ต้นไม้ใหญ่ริมทาง ทางเท้าที่แข็งแรง สะอาดตา
สะอาดตามาก ๆ ผมยังไม่เห็นขยะซักชิ้น ส่วนตามสี่แยกก็มีปุ่มสัญญาณขอข้ามถนนทุกแยก
ข้างทางอย่าหวังว่าจะเห็นร้านลาบร้อยเอ็ด ยโส อุดร อุบล ศรีสะเกษ หรือร้านชายสี่หมี่เกี๊ยว บะหมี่ฟลุ๊ค ก๋วยจั๊บสามทุ่ม ไก่ทอดหาดใหญ่ ไก่ย่างห้วยทับทัน หรือร้านข้างทางต่าง ๆ นานาอะไรเทือกนั้น
ข้างทางเต็มไปด้วยทางเดินที่ปูเรียบ สวยงาม ถัดขึ้นไปจากทางเดินคือหญ้าสีเขียว ต้นไม้ร่มรื่น รั้วบ้านแข็งแรง เสาไฟฟ้าแทบจะไม่มี บางแห่งมีป้ายรถบัส ซึ่งก็ดูน่านั่ง สะอาดตา
สรุปคือ ทิวทัศน์ชวนมอง น่าลงไปเดินเป็นอย่างยิ่ง ถ้าอากาศไม่เย็นยะเยือก 10-11 องศาแบบนี้
ใช้เวลาขับรถน่าจะร่วม ๆ ชั่วโมง จากแรก ๆ สนุกสนานเพลิดเพลินกับการมองทิวทัศน์ ความตื่นตาตื่นใจกับเมืองนอกเมืองนาของคนบ้านนอกบ้านนาอย่างผม ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ เหมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่พยายามกล่อมให้หลับฝันดี ผมกับเพื่อน ๆ นั่งสัปหงกได้ชั่วระยะหนึ่ง รถก็ค่อย ๆ ชะลอเลี้ยวเข้าเขตที่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีบ้าน 2 ฝั่งหันหน้าเข้าหากัน มีถนนคั่นกลาง รถเคลื่อนผ่านบ้านหลังแรกช้า ๆ แล้วมาจอดที่หลังที่ 2 เป็นบ้าน 2 ชั้น หน้าบ้านมีรถจอด 1 คัน มีชายแก่ท่าทางงุ้ม ๆ งอ ๆ ทาสีรั้วอยู่หน้าบ้าน
ถึงแล้วจ้า บ้านของคุณผู้ชาย
Melbourne Story : ชีวิตมันสั้น ต้องฝันเข้าไป / EP2: Here I am
https://pantip.com/topic/36851563
ตอนนี้มาต่อที่ EP2 ครับ
EP:2 Here I am.
ในที่สุดหลังจากที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นมาร่วม 9 ชั่วโมง ผมก็เอาเท้ามาแตะที่สนามบินเมลเบิร์นจนได้
เรามาถึงออสเตรเลียอีกครั้งหนึ่งแล้ว
ผมเคยมาออสเตรเลียเมื่อ 2 ปีก่อน มากับคณะศึกษาดูงานของที่ทำงาน เมืองที่ได้ไปคือ แคนเบอร์รา และซิดนีย์ ตอนนั้นจำได้ว่าไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะมัวแต่ทำเอกสาร คุยกับคณะเดินทางเพื่อเตรียมตัวในการศึกษาดูงานกันมากกว่า
ไม่มีเวลาแพลนเรื่องท่องเที่ยวอะไรเลย เพราะมันกระชั้นชิดและเป็นการติดต่อทางอีเมล์กับเจ้าของสถานที่ที่เราจะไปดูงานหมายความว่า เรายังไม่รับการคอนเฟิร์มจากเจ้าของสถานที่เหล่านั้นเลย
มันเลยมีทั้งความเครียดและความวิตกกังวลมากกว่าความตื่นเต้นว่าจะได้ไปเมืองนอกเมืองนา
เตรียมไป เตรียมมา รู้ตัวอีกทีก็มาถึงแคนเบอร์ราโดยมิได้รู้ตัว
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ก่อนที่จะมาเมลเบิร์น ต้องบอกเลยว่าเป็นช่วงชีวิตที่วุ่นวายขายปลาช่อนมาก
เพราะต้องเตรียมเอกสารหลายสิ่งอย่าง ต้องเบิกเงินที่เป็นใช้เป็นทุนการศึกษา ต้องคุยกับเอเจนซีที่ทางที่ทำงานได้ติดต่อไว้ให้เรา เราไม่เคยเห็นหน้าเอเจนซี่เลย มีแต่การคุยผ่านไลน์ และโทรศัพท์บ้างเป็นครั้งคราว
เอกสารที่ต้องเตรียมก็ต้องไปขุดมาตั้งแต่สมัยเรียนจบ ป.โท เช่น ใบปริญญาบัตร ใบรับรอง ใบเกรด ต้องเอาเอกสารเหล่านี้ให้ทางเอเจนซีแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อส่งให้กับโรงเรียนสอนภาษาที่โน่นเพื่อให้เค้าทราบข้อมูลเบื้องต้นของเรา ว่ามีระดับสติปัญญาขนาดไหน และคุณไปจบอะไรยังมา
ไหนจะต้องเตรียมเอกสารอื่น ๆ อย่างเอกสารการเข้าเรียนที่โรงเรียน ซึ่งมีอะไรบ้าง ผมก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าเค้าให้เตรียมอะไรเราก็ไปหามา
ไหนผมจะต้องเคลียร์งานที่ค้างไว้ ไม่ให้น้อง ๆ ที่ทำงานด้วยกันต้องเดือดร้อนมาตามเคลียร์งานข้ามทวีปกับเราถ้างานยังไม่เสร็จ
หนักหนาสาหัสพอสมควรครับ
แล้วสุดท้ายเราทั้ง 4 คนก็ได้มาเหยียบเมลเบิร์น เมืองที่ได้รับการจัดอันดับว่าน่าอยู่ที่สุดในโลก
อากาศเย็นยะเยือก 10-11 องศาเซลเซียส เล่นเอาสั่นกันเลยทีเดียว
มาถึงทางเดินยังไม่ทันได้หนาวสั่นเท่าไหร่ ก็ต้องเจอพี่ ต.ม. ตัวใหญ่ ถามเราทุกระยะว่ายูมาทำอะไรที่นี่
ผมก็บอกด้วยภาษอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ว่า ข้อยมาเรียนเด้อ
พี่ ต.ม. พยักหน้าแล้วผายมือบอกให้ไปทางโน้น ซึ่งเป็นทางที่เค้าเอาไว้ตรวจกระเป๋าสัมภาระ เราก็ขนกันมาทั้งข้าวปลาอาหารแห้ง เหมือนจะมาตักบาตรวันปีใหม่หรือสงกรานต์ ทั้งมาม่าเอย ปลากระป๋องเอย หมูหยอง ยารักษาโรค ขาดแต่สบง จีวร เท่านั้นแหล่ะ
กระเป๋าผมถูกลำเลียงเข้าเครื่องตรวจอย่างช้า ๆ ผ่านคุณพี่ผู้หญิงชาวออสซี่หน้าดุ และคุณพี่ผู้ชายล่ำบึ๊กที่ยืนกอดอกคุมเครื่องอยู่ข้าง ๆ
ซักพักคุณพี่ผู้หญิงกดให้เครื่องหยุด แล้วหันไปคุยมุบมิบ ตะมุตะมิกับพี่กล้ามโต แล้วหันมามองผมเป็นระยะ
ใครเอายาบ้าหรือเฮโรอีนยัดใส่กระเป๋ากูวะ
ในใจคิดแบบนั้นเลย
แล้วพี่ผู้ชายแกก็บอกเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงออสซี่ว่าให้ผมเปิดกระเป๋าให้แกดูหน่อย ในนั้นมีอะไร
ผมก็ไม่ขัดขืน มันจะมีอะไรวะ ที่เอามาก็มีแค่ปัจจัย 3 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ยกเว้นที่อยู่อาศัยที่ติดต่อเค้าไว้แล้ว
เปิดกระเป๋ามาแล้วแบของออกให้พี่แกดู
ชาวออสซี่ทั้งคู่ตกใจ ตาโต พี่ผู้ชายกล้ามโตรีบหยิบซองพลาสติกซองหนึ่งจากกระเป๋าขึ้นมาโชว์แล้วถามผมว่า
นี่มันอีหยังบักหล่า
ผมเห็นซองนั้นแล้วตกใจเหมือนกัน คือตกใจที่กูลืมนึกไปว่า
ที่ออสเตรเลียเค้าไม่มียาอมตราตะขาบนี่หว่า
น้องที่มาด้วยกันภาษาแข็งแรงกว่าก็มาอธิบายให้แกฟังว่า
นี่มันยาอมแก้เจ็บคอตราตะขาบ มันเป็น Herb นะยูว์ ไม่ใช่ตะขาบแดดเดียวหรือตะขาบย่างบรรจุถุง
พี่แกยังไม่อยากเชื่อตาตัวเอง
กะเหรี่ยงไทยกินตะขาบแก้เจ็บคอหรือนี่
เราทั้ง 4 ก็ช่วยกันอธิบายพี่แก คือพี่ครับ นี่มันยาอมเอาไว้แก้เจ็บคอ เวลายูว์เจ็บคอ (พลางทำท่าเกาคอ) ยูว์ต้องเอามาอมนะ มันเป็นสมุนไพร ทำจากผักหญ้า ไม่ได้ทำจากตะขาบ อมแล้วเย็นชื่นใจ หายเจ็บคอ
กว่าพี่แกจะเข้าใจก็ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร
ซึ่งมันก็ไม่แปลกหรอก เพราะข้อห้ามในการนำเข้าสิ่งของหรืออาหารจากประเทศอื่นเข้ามาในออสเตรเลีย มันมีข้อหนึ่งที่ระบุว่าไม่ให้นำผักหญ้าหรือเนื้อสัตว์เข้าประเทศ
เราก็อธิบายว่านี่เป็นยานะ กินแบบนี้ ไม่ใช่ตะขาบ (เกือบทำท่าตะขาบให้แกดูแล้ว)
สุดท้ายพี่แกก็หันไปสบตากัน แล้วบอกว่า ยูว์ไปได้แล้ว
อ้าว แล้วของที่รื้อออกมาเนี่ย พี่จะไม่ช่วยเก็บหน่อยเหรอ
พี่แกมองกระเป๋าแล้วส่งสัญญาณประมาณว่า ไอมีหน้าที่ตรวจ ไม่ได้มีหน้าที่เก็บ
เราก็มองค้อนแกขวับหนึ่ง แล้วก็รีบเอาของยัด ๆ ใส่กระเป๋าแล้วรีบไปตามจุดนัดพบเพื่อรอพบคนมารับที่เอเจนซีติดต่อไว้ให้
อ่อ ลืมบอกไปว่า เพื่อนผมเจอเคสแบบนี้เหมือนกัน
เคสหมูหยอง
พี่แกก็ถามอยู่นั่นแหล่ะว่านี่มันอะไร
เราก็บอกว่ามันเป็นหมู pork pork น่ะ ยูรู้จักมั้ย
ที่บ้านไอเค้าเอามาทำเป็นฝอย ๆ แบบนี้แหล่ะ มันเหมือนของกินเล่น เป็นอาหารหลักก็ได้
จะไปอธิบายต่อว่า มันเอาไว้กินกับข้าวต้ม ยูรู้จักมั้ย ข้าวต้มน่ะ เดี๋ยวก็จะไปกันใหญ่อีก เอาเป็นว่าอธิบายแบบชัด ๆ ให้เค้ารู้ก่อนแล้วกัน
กว่าพี่ทั้งสองจะเข้าใจก็กินเวลาเราไปนานพอดู
ในที่สุดเราก็เจอคนที่เอเจนซีติดต่อไว้ให้ เป็นชาวออสซีที่ทำหน้าที่รับส่งนักเรียนที่มาเรียนที่นี่เพื่อพาไปที่บ้าน Host ของแต่ละคน นางมากับรถแวนเล็ก ๆ นั่งได้ประมาณ 7 ที่นั่ง เบียดกับกระเป๋าของพวกเราอีกก็เกือบจะนั่งไม่ได้
นางบอกเราว่าเดี๋ยวจะพาไปส่งตามบ้านเลยนะ เอาคนที่บ้านไกลก่อน จะได้วนเข้ามาในเมืองได้สะดวก
ผมนั่นเองครับ คนบ้านไกล คนแรกของคณะที่จะได้เห็นบ้าน Host ของตัวเอง
ความคิดแรกแวบเข้ามาในหัว
ผมกำลังจะโดนทิ้ง
คือคิดแบบนั้นจริง ๆ มันเหมือนเค้าเอาเราไปทิ้งไว้กับฝรั่งที่เราไม่สามารถสื่อสารอะไรได้ถนัด ภาษายังงู ๆ
ปลา ๆ แถมเป็นปลาแม่น้ำโขง ชี มูล แถวอีสานบ้านเฮาด้วย
ตาย ๆ ทำยังไงดี
ผมพยายามต่อรองผ่านล่าม (ก็น้องที่มาด้วยกันนั่นแหล่ะ) ว่า ส่งพวกผู้หญิงก่อนก็ได้ ไอเป็นผู้ชายลงคนท้าย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันดูแลตัวเองได้
เจ้าของรถแวนบอกกับล่ามผ่านมายังผมด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน
ไม่เป็นไรจ๊ะ บ้านเธออยู่ไกล ถ้าส่งเพื่อน ๆ เธอก่อนแล้วค่อยส่งเธอ ฉันก็ขับรถไกลกว่าเดิม เพิ่มเติมคือเสียเวลา
ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวเธอก็สนุกเอง
จ๊ะ ขอบคุณมาก
ระหว่างทางผมก็นั่งสังเกตถนนหนทางของบ้านเมืองเมลเบิร์นไปเรื่อย ๆ ดูรถราว่าเค้านิยมใช้ยี่ห้อไหนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็รถญี่ปุ่นเหมือนบ้านเรานี่แหล่ะ มีทั้งโตโยต้า มาสด้า นิสสัน ฮอนด้า แล้วก็ยี่ห้อจากฝั่งอเมริกา ยุโรป และของบ้านเค้าเอง
จากชานเมืองเข้าสู่แหล่งชุมชน ภูมิทัศน์มันคล้ายกันหมด บ้านทรงทึบ ๆ ส่วนใหญ่มีชั้นเดียว มีสนามหญ้าสีเขียวอร่ามอยู่ตามทางเท้าจนถึงหน้าบ้านแต่ละหลัง พร้อมด้วยสวนเล็ก ๆ หน้าบ้าน ต้นไม้ใหญ่ริมทาง ทางเท้าที่แข็งแรง สะอาดตา
สะอาดตามาก ๆ ผมยังไม่เห็นขยะซักชิ้น ส่วนตามสี่แยกก็มีปุ่มสัญญาณขอข้ามถนนทุกแยก
ข้างทางอย่าหวังว่าจะเห็นร้านลาบร้อยเอ็ด ยโส อุดร อุบล ศรีสะเกษ หรือร้านชายสี่หมี่เกี๊ยว บะหมี่ฟลุ๊ค ก๋วยจั๊บสามทุ่ม ไก่ทอดหาดใหญ่ ไก่ย่างห้วยทับทัน หรือร้านข้างทางต่าง ๆ นานาอะไรเทือกนั้น
ข้างทางเต็มไปด้วยทางเดินที่ปูเรียบ สวยงาม ถัดขึ้นไปจากทางเดินคือหญ้าสีเขียว ต้นไม้ร่มรื่น รั้วบ้านแข็งแรง เสาไฟฟ้าแทบจะไม่มี บางแห่งมีป้ายรถบัส ซึ่งก็ดูน่านั่ง สะอาดตา
สรุปคือ ทิวทัศน์ชวนมอง น่าลงไปเดินเป็นอย่างยิ่ง ถ้าอากาศไม่เย็นยะเยือก 10-11 องศาแบบนี้
ใช้เวลาขับรถน่าจะร่วม ๆ ชั่วโมง จากแรก ๆ สนุกสนานเพลิดเพลินกับการมองทิวทัศน์ ความตื่นตาตื่นใจกับเมืองนอกเมืองนาของคนบ้านนอกบ้านนาอย่างผม ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ เหมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่พยายามกล่อมให้หลับฝันดี ผมกับเพื่อน ๆ นั่งสัปหงกได้ชั่วระยะหนึ่ง รถก็ค่อย ๆ ชะลอเลี้ยวเข้าเขตที่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีบ้าน 2 ฝั่งหันหน้าเข้าหากัน มีถนนคั่นกลาง รถเคลื่อนผ่านบ้านหลังแรกช้า ๆ แล้วมาจอดที่หลังที่ 2 เป็นบ้าน 2 ชั้น หน้าบ้านมีรถจอด 1 คัน มีชายแก่ท่าทางงุ้ม ๆ งอ ๆ ทาสีรั้วอยู่หน้าบ้าน
ถึงแล้วจ้า บ้านของคุณผู้ชาย