แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน:เมื่อฉันไปดูดวง

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากย้ายบ้านและได้งานที่เชียงใหม่แล้วค่ะ จริงๆ แล้วเป็นคนสนใจเรื่องการดูดวงนะคะ แต่ไม่ถึงกับจริงจังอะไรมากค่ะ ตั้งแต่เกิดมา จนอายุเท่านี้ ไม่เคยเลยที่จะลองดูดวงกับหมอดูสักครั้ง (ยกเว้นหลวงตาที่ครอบครัวนับถือจะดูให้ ซึ่งเราไม่ถือว่าเป็นหมอดูค่ะ)

    โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม ไม่นิยมดราม่า หรือคำหยาบในนี้นะคะ พูดคุยกันได้ แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ แต่ต้องคุยกันดีๆ ค่ะ

    วันนั้นเป็นช่วงหลังเลิกงานแล้วค่ะ เราก็ไปซื้ออาหารเย็นมาทาน เพราะตั้งใจว่าจะไปทำวัตรเย็นที่วัดแถวบ้านให้ทัน แต่ปรากฏว่าวันนั้นเจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง อายุน่าจะมากพอสมควร นั่งอยู่ตรงโต๊ะบริเวณใกล้ๆ กับร้านขายหนังสือแถวตลาดค่ะ มีสำรับไพ่เรียงอยู่บนโต๊ะ และข้างๆ กันซึ่งเป็นมุมโต๊ะ มีพระพรหม (หากจำไม่ผิดนะคะ) ซึ่งมีนามบัตรของเขาอยู่ด้วยค่ะ ที่จริงก็คิดอยู่ว่าจะลองดูดวงดีไหม เพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำนายเราว่าอะไร  แล้วค่าครูนี่เท่าไหร่กัน อืม...สุดท้ายก็เดินไปหาเขาเลยค่ะ

    ค่าดูดวง หรือค่าครู 100 บาท คิดสะระตะแล้วว่า ไหนๆ ก็ถามเขาแล้ว ลองดูเลยก็แล้วกัน (ลองดูนี่ ไม่ใช่หาเรื่องลองดีนะคะ เพราะของแบบนี้ หากเป็นคนที่มีวิชาแล้วใช้ในทางที่ไม่ดีนี่อันตรายค่ะ อันนี้คือตามความเข้าใจนะคะ)

    อย่างแรกเขาให้เราตัดไพ่ค่ะ แค่ตัดไพ่นี่ไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออะไร เขาทักขึ้นมาว่า ตัดไพ่ไม่เท่ากัน...ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือลูก (ตอนนี้เราอยู่กับพี่กับหลานสาวค่ะ บ้านหลังนี้แม่ซื้อเอาไว้ตั้งใจจะมาอยู่หลังเกษียณ)
    เราก็ยอมรับไปล่ะนะ ว่าใช่ ตอนนี้อยู่กับพี่ชาย แล้วก็ตามด้วยขั้นต่อมา หมอดูให้เราถามเขาได้ 4 เรื่อง คือ ความรัก การเงิน การงาน โชคลาภ (ถ้าจำไม่ผิดนี่ ไม่ได้ถามเขาเรื่องโชคลาภเลย)

    ตามประสามนุษย์เงินเดือน รู้สึกตอนนั้นจะถามเรื่องการงานก่อน แล้วก็มาก็การเงิน และเรื่องความรัก หรือ 2 อย่างแรก น่าจะอันใดอันหนึ่งที่ถามก่อน

    การงาน เมื่อเราเลือกไพ่แล้ว เขาก็บอกว่าเราน่ะ มีเซ้นส์นะ (ถามเขาทีหลัง แล้วเขาก็บอกว่า เป็นเซ้นส์แบบ ลางสังหรณ์ ฝัน หรือว่ามีคนมาบอกอะไรประมาณนี้ค่ะ ประเภทว่า ก่อนจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เราจะรู้สึกไม่ดี หรือมีคนมาเตือนก่อน อะไรประมาณนั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีนะ ฝันบอกเหตุก่อนเจออุบัติเหตุหนักๆ บ้างล่ะ ก่อนคุณยายเสียบ้างล่ะ)

    เข้าเรื่องกันก่อนค่ะ เขาบอกว่า มีดวงย้ายงานหรือเดินทางด้วยนะ เราเลยบอกว่า เพิ่งย้ายมาจาก กทม (ประเด็นที่คิดตอนนี้คือ น่าจะเป็นในรอบปีนี้แน่ๆ ) เรื่องการงาน เขาบอกว่าทำที่ไหนในเชียงใหม่ ยังไงก็มั่นคง และมีความสุขทางใจด้วย แล้วก็ทักว่าตอนนี้กำลังเรียนอะไรอยู่หรือเปล่า ในดวงบอกว่ามีเรียน เกี่ยวกับการทำงาน สอบราชการ (อืม นั่นก็น่าจะผ่านมาแล้ว เพราะตอนนี้เริ่มขี้เกียจเรียน แต่ไฟอยากเรียนอาจจะกลับมาอีก)

    แล้วเขาก็บอกว่าเราน่ะถ้าทำงานตลอดน่ะ ไม่ตายหรอก แต่คนรอบข้างจะตายเพราะเห็นเราทำงานนั่นล่ะ (ฟังดูเหมือนเราจะเป็นคนเครียดแฮะ แต่ถ้ามีงานก็มีรายได้เพิ่มล่ะนะ)

    ต่อมา...การเงิน หมอดูบอกว่าเราน่ะเงินเดือนน้อย แต่ก็มีภาระค่าใช้จ่าย แถมยังต้องเลี้ยงเด็กด้วย มีการถามว่า ใช่ไหม มีดูแลเขาอยู่ (มีสิคะ หลานสาวนี่ล่ะค่า อ้อ...แมวน้อยแมวใหญ่ด้วยนะคะ เรื่องแมวนี่ไม่ได้บอกเขาหรอกค่ะ เพิ่งคิดออก)

    เขาทักว่าเรามีของที่อยากซื้อใช่ไหม อย่างเช่น บ้าน ทำนองนี้ (ก็จริงล่ะค่ะ อยากซื้อให้พ่อแม่อยู่บ้าง ไม่ใช่อาศัยพ่อแม่อย่างเดียว) แต่เสียอย่างเดียว...เงินเดือนอยู่แค่หมื่นต้นๆ หักประกันสังคมก็เหมือนหมื่นกับหลักร้อย เอ...แต่จำไม่ได้แล้วว่าเขาบอกหรือเปล่าว่าให้รออีกหน่อย หรืออดทนไปก่อน จะได้แน่นอน จำไม่ได้เท่าไหร่ เพราะความรู้สึกตอนนั้น...เรื่องบ้านนี่เรื่องใหญ่ ต้องเว้นไว้ก่อนเลยลืมไปแล้ว

    คำถามต่อมา เรื่องความรักค่ะ เขาบอกว่า...ภายในปีนี้เจอเนื้อคู่แน่นอน ที่เชียงใหม่นี่ล่ะ ไพ่บอกว่าเป็นคนที่ผิวสีเข้มกว่าเรา เรียกว่าตัดกันก็ว่าได้ (เราเป็นคนผิวขาวเหลืองค่ะ) อาจจะเป็นคนต่างชาติ หรือต่างถิ่น ถ้าต่างถิ่นก็เป็นคนใต้ แล้วเขาก็ถามว่าเราทำงานอะไร พอบอกว่างานที่ทำคืองานคอนเซ้าท์ แต่งานหลักของบริษัทก็คือ ซัพพอร์ตกับบริษัทที่ญี่ปุ่น แม่หมอมาเลยค่ะ บอกว่า...อาจจะเป็นคนญี่ปุ่นผิวดำ (เขาหมายถึงคนที่ผิวเข้มกว่าเรานี่ล่ะ แต่แกน่าจะเปรียบให้ชัดมากกว่า...มั้ง)
        ปล. คนญี่ปุ่นผิวเข้มน่ะมีนะคะ ก่อนหน้าที่เราจะลาออกมาทำงานที่เชียงใหม่ เราเองก็เรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มค่ะ หนึ่งในคนสอนก็เป็นคนผิวเข้มค่ะ ตอนแรกนึกว่าเป็นคนอินเดียซะอีกแหะๆ

        เราถามหมอดูนะว่าเป็นคนดีไหม เขาก็บอกว่า...ดี ดวงจะส่งเสริมกัน แต่ที่เพิ่งเจอ เพราะว่าเรามีบุญมากกว่าเขา (หือ? อันนี้ไม่เคยคิดเลยนะ คิดแค่ว่ายังไม่ถึงเวลา) ก็เลยยังไม่เจอกัน ที่สำคัญ เราเป็นคนที่คิดแต่เรื่องเงิน (แหงสิคะ เงินเดือนก็น้อย คนต้องทำมาหากินนี่นา กระซิก) หมอดูเลยบอกว่า เจ้าแม่ หรือองค์ใดสักองค์ (เหมือนได้ยินพระอุมาด้วย แต่ไม่ชัวร์ว่าตอนนี้หรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าใช่) เลยกันไม่ให้ใครมายุ่งกับเรา (แล้วก่อนหน้านี้ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนมัธยมมาจีบนี่คือ? แต่ข้อนี้เราไม่ถามค่ะ)

        พูดถึงเจ้าแม่ เราโดนถามมานะคะว่านับถือเจ้าแม่กวนอิมไหม เราก็บอกว่าไม่ได้นับถือ (ความเข้าใจของเราก็คือ...ที่บ้านมีบูชาด้วยไหม ซึ่งไม่มีค่ะ แต่ถ้าเห็นรูปหล่อในวัด ก็ไหว้นะคะ เทพเจ้านาจาก็ไหว้ค่ะ)

       หมอดูบอกว่าเราเนี่ย ค่อนข้างจะโชคดี เพราะมีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนเรา แล้วก็...ถ้าเรายิ้มสักนิด คนรอบข้างก็จะไม่มองว่าเราหยิ่ง หัดยิ้มเยอะๆ หน่อย (แหม...เคยมีประสบการณ์มองคนผิด คิดว่าเป็นเพื่อนเก่า ฉีกยิ้มให้เต็มที่เลย แต่พอมองแล้ว อ้าว! ไม่ใช่นี่นา แค่หน้าคล้ายเฉยๆ ดีนะเขามาคนเดียว ถ้าเกิดมีเมีย แล้วเมียเขามาเห็นอาจจะโดนตบได้ แค่มาเจอคนเดิมที่ครั้งในห้างเดิม ก็ยิ้มแหยๆ แทนแล้วค่า)

       อีกข้อหนึ่งที่เขาทักมาก็คือ เวลาขับรถ ตอนนี้อยู่ในเชียงใหม่แล้ว ควรนึกถึงถนนที่เชียงใหม่ ไม่ใช่ถนนที่กรุงเทพ อย่าเหม่อลอย (ไม่เถียงค่ะ เพราะรู้สึกว่าวินัยในการขับรถนี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ไม่เคยถึงกับเหม่อลอยนะคะ)

        และสุดท้ายก็คือ...หมั่นสวดมนต์ทุกคืน และเวลากรวดน้ำอย่านึกถึงแค่เจ้ากรรมนายเวร ให้นึกถึงตัวเองด้วย ให้บอกชื่อเราไป เพราะไม่อย่างนั้น เจ้ากรรมนายเวรจะเข้มแข็งขึ้นและย้อนมาทำร้ายเราได้ สวดมนต์เสร็จ เช้ามา รดน้ำต้นไม้ (รู้สึกประโยคนี้จะไม่มั่นใจนะคะว่าเขาบอกมาแบบนี้หรือเปล่า) ให้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้าที่ที่บ้านที่เชียงใหม่ด้วย...

        เรื่องกรวดน้ำนี่งงนะคะ หากเราสวดมนต์บทที่ได้มาแล้ว ก็มีบทกรวดน้ำแห้ง อันนั้นไม่เถียง หากจะมีคนบอกว่าควรกรวดน้ำจริงๆ แต่เคยได้ยินมาว่าสวดมนต์เสร็จแล้วควรกรวดน้ำทันทีนี่นา ข้อนี้ล่ะค่ะที่งง แต่ถ้าใครมาอธิบายเพิ่มก็ยินดีค่ะ

        นี่ล่ะค่ะ ที่เราเคยลองไปดูมา บางทีหมอดูคนนั้นอาจจะดูดวงแม่น หรือไม่ก็ได้ ซึ่งข้อนั้นเราไม่ได้มานั่งจับผิดหรอกค่ะ แต่ประเด็นคือ...ไปดูมาแล้ว เชื่อเกินไปหรือไม่ ต้องใช้สติตริตรองดูค่ะ และเท่าที่ฟังมา ภายในปีนี้ ของหมอดูนี่ อาจจะเกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนหน้าที่จะมีการดูดวง หรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้นเลย แต่บางอย่างก็มีการย้ำว่าจะเกิดขึ้นที่เชียงใหม่นี่...ก็ลองดูกันต่อไปค่ะ ถามว่า 100 บาท สำหรับดูดวง เยอะไปไหม เอาความจริงนะคะ เราว่าเราพอสู้ไหว เพราะดูครั้งเดียว แต่ต้องดูว่าวันนั้นเรามีกินข้าวด้วยไหม คำนวณอะไรเยอะแยะ และถ้ามากกว่านี้เราก็คงขอบายค่ะ แถมด้วยนะคะว่า หมอดูเขาให้นามบัตรมาด้วย แต่เราว่าเราคงไม่ไปล่ะค่ะ เพราะทุกวันนี้...ชีวิตเรามันมีหลายสายค่ะ บุญก็ทำ ทำวัตรเย็นก็ไป เล่นโยคะก็พยายามจะเล่น ซุมบ้าก็ลองเข้าคลาสมาแล้ว แต่คิดว่าโยคะอาจจะดีกว่า (อยากแยกร่างได้ก็เพราะช่วงเย็นๆ นี่ล่ะค่า)

บายค่า
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่