“ ทำไมต้องเป็นวัดนี้ ไกลก็ไกล ร้อนก็ร้อน”
ผู้เป็นพี่สาวบ่นเมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง ความจริงระยะทางไม่ได้รบกวนเธอเท่ากับอากาศอบอ้าวช่วงปลายเดือนมีนาคม ยิ่งบริเวณวัดไม่มีพื้นที่เป็นดินเหลืออยู่อีกแล้ว แม้จะมีต้นไม้ใหญ่บ้างประปรายก็ไม่ช่วยบรรเทาความร้อนแต่อย่างใด
“ ก็เป็นวัดต้นตระกูลเรา ถึงต้องมาทำบุญที่วัดนี้นะสิ”
คนเป็นน้องซึ่งอายุน้อยกว่า 5 ปี หน้าตาละม้ายคล้ายกัน สูงไล่เลี่ยกัน ต่างกันชัดเจนที่คนน้องผมยาวถึงกลางหลัง คนพี่ผมซอยสั้น
“ เรามีตระกูลอะไรกับเขาด้วยหรือ ”
ในสายตาของคนที่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนและการทำงานอย่างเพ็ญแพง มองว่าน้องสาวที่อายุเกือบสามสิบแต่ยังไม่มีการงานทำเป็นหลักแหล่ง เป็นฟรีแลนซ์มีงานบ้างไม่มีงานบ้าง เชื่อถืออะไรไม่ได้มากนัก
“ คุณตาเคยเล่าให้ฟังว่าวัดนี้คุณตาของคุณตาเป็นคนสร้าง ใช่ไหมแม่”
ลูกสาวคนเล็กหันไปหาเสียงสนับสนุนจากมารดาซึ่งเดินคู่บิดาอยู่ไม่ห่างนัก
“ คงอย่างนั้นแหละ แม่ก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ”
เพ็ญนภาเคยได้ยินเรื่องนี้จากผู้เป็นบิดา แต่ไม่ได้สนใจอะไรนัก เพราะตั้งแต่จำความได้ บิดาเป็นทหารต้องไปราชการต่างจังหวัด โดยที่มารดาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯไม่ได้ติดตามไปด้วย กว่าบิดาจะได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ บุตรสาวก็แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว จนหลังเกษียณจึงมาอยู่กับลูกสาวคนเดียวและกลายเป็นหลานสาวคนเล็กที่ใกล้ชิดกับคุณตาในบั้นปลายของชีวิต ถ้าจะมีใครรู้ประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษก็หนีไม่พ้นแพงเพ็ญนั่นเอง
“ เอาเถอะ ใช่หรือไม่ใช่ ขึ้นชื่อว่าทำบุญที่ไหนก็ดีทั้งนั้น”
ผู้เป็นบิดาไกล่เกลี่ย ประดิษฐ์ มาจากครอบครัวข้าราชการต่างจังหวัด เขาและภรรยาเห็นตรงกันเรื่องการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่มั่นคง ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจของสังคม เขาพอจะรู้ว่าบรรพบุรุษของภรรยาเป็นขุนนางเก่ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะไม่คิดว่าจะมีผลอะไรกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เขาเพียงหวังว่าลูกสาวทั้งสองจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีมีศีลธรรม สามารถทำงานเลี้ยงตนเองได้ ปัจจุบันเขาโล่งใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังคงเป็นห่วงลูกสาวทั้งสองด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป
ย้อนรอยรัก บทที่ 1
ผู้เป็นพี่สาวบ่นเมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง ความจริงระยะทางไม่ได้รบกวนเธอเท่ากับอากาศอบอ้าวช่วงปลายเดือนมีนาคม ยิ่งบริเวณวัดไม่มีพื้นที่เป็นดินเหลืออยู่อีกแล้ว แม้จะมีต้นไม้ใหญ่บ้างประปรายก็ไม่ช่วยบรรเทาความร้อนแต่อย่างใด
“ ก็เป็นวัดต้นตระกูลเรา ถึงต้องมาทำบุญที่วัดนี้นะสิ”
คนเป็นน้องซึ่งอายุน้อยกว่า 5 ปี หน้าตาละม้ายคล้ายกัน สูงไล่เลี่ยกัน ต่างกันชัดเจนที่คนน้องผมยาวถึงกลางหลัง คนพี่ผมซอยสั้น
“ เรามีตระกูลอะไรกับเขาด้วยหรือ ”
ในสายตาของคนที่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนและการทำงานอย่างเพ็ญแพง มองว่าน้องสาวที่อายุเกือบสามสิบแต่ยังไม่มีการงานทำเป็นหลักแหล่ง เป็นฟรีแลนซ์มีงานบ้างไม่มีงานบ้าง เชื่อถืออะไรไม่ได้มากนัก
“ คุณตาเคยเล่าให้ฟังว่าวัดนี้คุณตาของคุณตาเป็นคนสร้าง ใช่ไหมแม่”
ลูกสาวคนเล็กหันไปหาเสียงสนับสนุนจากมารดาซึ่งเดินคู่บิดาอยู่ไม่ห่างนัก
“ คงอย่างนั้นแหละ แม่ก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ”
เพ็ญนภาเคยได้ยินเรื่องนี้จากผู้เป็นบิดา แต่ไม่ได้สนใจอะไรนัก เพราะตั้งแต่จำความได้ บิดาเป็นทหารต้องไปราชการต่างจังหวัด โดยที่มารดาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯไม่ได้ติดตามไปด้วย กว่าบิดาจะได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ บุตรสาวก็แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว จนหลังเกษียณจึงมาอยู่กับลูกสาวคนเดียวและกลายเป็นหลานสาวคนเล็กที่ใกล้ชิดกับคุณตาในบั้นปลายของชีวิต ถ้าจะมีใครรู้ประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษก็หนีไม่พ้นแพงเพ็ญนั่นเอง
“ เอาเถอะ ใช่หรือไม่ใช่ ขึ้นชื่อว่าทำบุญที่ไหนก็ดีทั้งนั้น”
ผู้เป็นบิดาไกล่เกลี่ย ประดิษฐ์ มาจากครอบครัวข้าราชการต่างจังหวัด เขาและภรรยาเห็นตรงกันเรื่องการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่มั่นคง ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจของสังคม เขาพอจะรู้ว่าบรรพบุรุษของภรรยาเป็นขุนนางเก่ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะไม่คิดว่าจะมีผลอะไรกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เขาเพียงหวังว่าลูกสาวทั้งสองจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีมีศีลธรรม สามารถทำงานเลี้ยงตนเองได้ ปัจจุบันเขาโล่งใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังคงเป็นห่วงลูกสาวทั้งสองด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป