เรื่องนี้เป็นเรื่องจากประสบการณ์จริง ซึ่งยังหาคำตอบไม่ได้ หากผู้ใดเคยมีประสบการณ์ลักษณะเดียวกัน ช่วยเสนอแนะแนวทางด้วยครับ โดยเรื่องนี้มีอยู่ว่า
เมื่อประมาณ ปี 2558 ผมได้แจ้งเปลี่ยน internet จากระบบ adsl เป็น cable ซึ่งในครั้งนั้น
ความต้องการที่แจ้งศูนย์บริการคือ ต้องการเปลี่ยนระบบและใช้เป็นชื่อผม (ระบบ adsl เดิมเป็นชื่อคุณพ่อเป็นเจ้าของเบอร์) เพื่อให้มียอดเรียกเก็บต่อเนื่องกัน แต่ทว่า เมื่อเดินระบบ cable เสร็จ และถึงรอบการชำระเงิน เป็นบิลคนละชื่อกัน คือได้บิล adsl ที่มียอดติดลบ (เงินค้างในระบบเป็นชื่อคุณพ่อ) และบิลใหม่ที่มียอดเรียกเก็บในชื่อผม ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ข้อมูลไม่ต่อเนื่องและเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ โดยที่เมื่อเราจะไปเอาเงินค้างระบบออก ต้องใช้ชื่อของเจ้าของเบอร์ (คุณพ่อ) เพื่อไปรับเงินคืนเข้าบัญชี ซึ่งในช่วงนั้นคุณพ่อไม่สำดวกไปดำเนินการด้วยตัวเอง (รวมถึงการเอาเอกสารมอบอำนาจรับแทน) อีกทั้งผมได้ถามเจ้าหน้าที่และรับแจ้งว่า เงินค้างระบบไปรับเมื่อไหร่ก็ได้ (ผ่านไปหลายปีก็ได้) ผมจึงไม่รีบในการไปรับคืน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2560 (ประมาณ 2 ปี) ผมจึงพาพ่อไปสาขาของทรู เพื่อไปรับเงินคืน แต่ทว่าเจ้าหน้าที่แจ้งกลับว่าไม่มียอดค้างชำระ ณ ตอนนั้นผมก็สับสนว่าหรือจะไม่มียอดค้างจริงๆ เราอาจจะเข้าใจผิด แต่เมื่อกลับมาดูบิลเก่าที่สแกนเก็บไว้ ตามรูปที่แนบมาด้วยนี้

จึงเห็นว่ามีเงินค้างอยู่จริงๆ จึงได้โทรติดตามกับทาง call center และ ระบบ chat ซึ่งเริ่มติดตามตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. 2560 จนถึงปัจจุบัน (เฉลี่ยการติดตามเดือนละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย) ซึ่งทุกครั้งก็ได้รับแจ้งว่าจะส่งเรื่องติดตามไปที่แผนก IT จนถึงปัจจุบันแผนก IT ของบริษัทยักษณ์ใหญ่สีส้ม ก็ยังไม่สามารถติดต่อกลับมาเพื่อแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ดังนั้นผมอยากสอบถามเพื่อนๆว่าเคยมีกรณีแบบนี้เกิดกับตัวเองหรือไม่ และควรดำเนินการอย่างไรต่อดีครับ ซึ่งแปลกที่ว่าการสอบกลับตามปรกติมันควรจะจบภายใน 7 วันก็น่าจะรู้ผลแล้ว (จากที่เคยทำงานในบริษัทที่มี ISO ซึ่งจะต้องมีการสอบกลับข้อมูลได้ และมีการทดสอบ การสอบกลับปีละ 2 ครั้ง) หรือว่าภายในองค์กรณ์นี้มีการทุจริตเกิดขึ้น จึงไม่สามารถแจ้งกลับถึงปัญหาจริงๆให้ลูกค้าได้ครับ
สิ่งที่แจ้งให้ call center ช่วยประสานงานให้มีดังนี้
1. ให้มีการส่ง sms หรือ ติดต่อกลับ เพื่อแจ้งผลการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (ยังไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่เดือน ก.พ.)
2. การดูแลในเรื่องการติดตามด้วยตัวเอง เนื่องจากมูลค่าเงินที่จะได้รับคืน แค่ 398 บาท แต่ผมต้องเสียค่าโทรไปครั้งละ 3 บาท หลายครั้งแล้ว ซึ่งถ้ายังต้องติดตามเองแบบนี้ ผมคงต้องเสียทั้งเวลา และเงิน ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรกลับมาแถมเสียเวลาและเสียอารมณ์ด้วยครับ (ปัจจุบันที่ทำเพราะไม่อยากให้มีการกระทำที่ไม่ยุติธรรมแบบนี้)
3. การคืนเงินถ้ายังเป็นแบบเดิมซึ่งต้องให้เจ้าของเบอร์ไปติดต่อเอง หรือ ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ทั้งๆที่ตั้งแต่เริ่มดำเนินการพนักงานศูนย์ ไม่ได้ทำให้ตามที่ร้องขอไป จึงทำให้การคืนเงินลำบาก (ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ผมคงไม่เปลี่ยนระบบอยู่แล้วทั้งๆที่ตอนแรกก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แค่อยากทดลองระบบใหม่ แถมยังเป็นภาระต้องทำสัญญาอีก 12 เดือนด้วย)
เงินคืนในระบบของทรูหายไป....
เมื่อประมาณ ปี 2558 ผมได้แจ้งเปลี่ยน internet จากระบบ adsl เป็น cable ซึ่งในครั้งนั้นความต้องการที่แจ้งศูนย์บริการคือ ต้องการเปลี่ยนระบบและใช้เป็นชื่อผม (ระบบ adsl เดิมเป็นชื่อคุณพ่อเป็นเจ้าของเบอร์) เพื่อให้มียอดเรียกเก็บต่อเนื่องกัน แต่ทว่า เมื่อเดินระบบ cable เสร็จ และถึงรอบการชำระเงิน เป็นบิลคนละชื่อกัน คือได้บิล adsl ที่มียอดติดลบ (เงินค้างในระบบเป็นชื่อคุณพ่อ) และบิลใหม่ที่มียอดเรียกเก็บในชื่อผม ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ข้อมูลไม่ต่อเนื่องและเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ โดยที่เมื่อเราจะไปเอาเงินค้างระบบออก ต้องใช้ชื่อของเจ้าของเบอร์ (คุณพ่อ) เพื่อไปรับเงินคืนเข้าบัญชี ซึ่งในช่วงนั้นคุณพ่อไม่สำดวกไปดำเนินการด้วยตัวเอง (รวมถึงการเอาเอกสารมอบอำนาจรับแทน) อีกทั้งผมได้ถามเจ้าหน้าที่และรับแจ้งว่า เงินค้างระบบไปรับเมื่อไหร่ก็ได้ (ผ่านไปหลายปีก็ได้) ผมจึงไม่รีบในการไปรับคืน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2560 (ประมาณ 2 ปี) ผมจึงพาพ่อไปสาขาของทรู เพื่อไปรับเงินคืน แต่ทว่าเจ้าหน้าที่แจ้งกลับว่าไม่มียอดค้างชำระ ณ ตอนนั้นผมก็สับสนว่าหรือจะไม่มียอดค้างจริงๆ เราอาจจะเข้าใจผิด แต่เมื่อกลับมาดูบิลเก่าที่สแกนเก็บไว้ ตามรูปที่แนบมาด้วยนี้
ดังนั้นผมอยากสอบถามเพื่อนๆว่าเคยมีกรณีแบบนี้เกิดกับตัวเองหรือไม่ และควรดำเนินการอย่างไรต่อดีครับ ซึ่งแปลกที่ว่าการสอบกลับตามปรกติมันควรจะจบภายใน 7 วันก็น่าจะรู้ผลแล้ว (จากที่เคยทำงานในบริษัทที่มี ISO ซึ่งจะต้องมีการสอบกลับข้อมูลได้ และมีการทดสอบ การสอบกลับปีละ 2 ครั้ง) หรือว่าภายในองค์กรณ์นี้มีการทุจริตเกิดขึ้น จึงไม่สามารถแจ้งกลับถึงปัญหาจริงๆให้ลูกค้าได้ครับ
สิ่งที่แจ้งให้ call center ช่วยประสานงานให้มีดังนี้
1. ให้มีการส่ง sms หรือ ติดต่อกลับ เพื่อแจ้งผลการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (ยังไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่เดือน ก.พ.)
2. การดูแลในเรื่องการติดตามด้วยตัวเอง เนื่องจากมูลค่าเงินที่จะได้รับคืน แค่ 398 บาท แต่ผมต้องเสียค่าโทรไปครั้งละ 3 บาท หลายครั้งแล้ว ซึ่งถ้ายังต้องติดตามเองแบบนี้ ผมคงต้องเสียทั้งเวลา และเงิน ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรกลับมาแถมเสียเวลาและเสียอารมณ์ด้วยครับ (ปัจจุบันที่ทำเพราะไม่อยากให้มีการกระทำที่ไม่ยุติธรรมแบบนี้)
3. การคืนเงินถ้ายังเป็นแบบเดิมซึ่งต้องให้เจ้าของเบอร์ไปติดต่อเอง หรือ ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ทั้งๆที่ตั้งแต่เริ่มดำเนินการพนักงานศูนย์ ไม่ได้ทำให้ตามที่ร้องขอไป จึงทำให้การคืนเงินลำบาก (ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ผมคงไม่เปลี่ยนระบบอยู่แล้วทั้งๆที่ตอนแรกก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แค่อยากทดลองระบบใหม่ แถมยังเป็นภาระต้องทำสัญญาอีก 12 เดือนด้วย)