เมื่อมีหลายเรื่องดาหน้ามาให้เผชิญและรับรู้ อีกทั้งเพลิงกับเข้มก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับเข้าค่าย ทับทิมจึงตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้พ่อฟัง ทั้งเรื่องที่เห็นกองทหารจากกรุงศรีมาตั้งค่ายประชิดเมืองเพชรอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล และเรื่องที่เพลิงกับเข้มหายไป ครูเที่ยงตกใจหน้าถอดสี ในขณะที่ทับทิมกำลังจะบอกเรื่องสิงห์ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็นพ่อไม่สู้ดี จึงยังไม่ได้บอกออกไป ทางด้านเพลิงกับเข้มเมื่อถูกทหารกรูเข้าล้อมจับก็สู้จนสุดกำลัง เพลิงสามารถล้มทหารกรุงศรีได้หลายนาย หากแต่เข้มพลาดท่าถูกทหารกรุงศรีเอาดาบจ่อคอ เพลิงจึงต้องวางดาบเพื่อรักษาชีวิตเข้มไว้ ทั้งคู่จึงถูกคุมขังไว้ที่ค่าย โดนทรมานเพื่อเค้นเอาความเรื่องค่ายที่เมืองเพชรแต่ทั้งคู่ปฏิเสธเสียงแข็งว่ามิใช่ผู้ร่วมก่อการกบฏ
เมื่อกองทัพจากพระนครได้ฤกษ์บุกเข้าโจมตีกองทัพของออกหลวงมงคลและพระศรีศิลป์ซึ่งตั้งระวังรักษาเมืองเพชรบุรีอยู่อย่างเข้มแข็ง การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดและใช้เวลาหลายวัน แต่ทัพจากพระนครศรีอยุธยาที่มีมากกว่าส่งมาหนุนเนื่องอยู่ตลอด สิงห์เห็นท่าไม่ดี ตระหนักว่ากองทัพกรุงศรีคงตีเมืองเพชรแตกในเร็ววัน จึงห่วงทับทิมยิ่งนัก สิงห์ไม่ยอมแพ้ ตัดสินใจจะบุกเข้าค่ายเมืองเพชรพาตัวทับทิมออกมาให้จงได้ สิงห์ควบม้าสีหมอกคู่ใจอ้อมไปประชิดที่หลังค่าย สิงห์รู้เส้นทางนี้เพราะได้แอบตามทับทิมมาในวันที่ผิดใจกันในครานั้น
สิงห์เห็นทับทิมกำลังนั่งอยู่ที่ท่าน้ำหลังค่าย เมื่อเห็นว่าปลอดคน สิงห์จึงย่องเบาเข้าไปหาทับทิมในทันที ทับทิมเมื่อเห็นสิงห์พลันก็สะดุ้ง จึงตะคอกเสียงดังใส่ ด่าว่าแล้วไล่ให้สิงห์กลับไป
“บุกมาถึงถ้ำเสือ มิกลัวตายเลยรึ กลับออกไปประเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะร้องเรียกคนมาจับเอ็ง”
“หนีไปกับฉัน ค่ายเมืองเพชรใกล้จะแตกเต็มทีแล้ว จะอยู่ทำกระไร ทับทิมมิใช่คนเมืองเพชร ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเขา ไปกับฉันเถิด”
สิงห์กุมมือทับทิมขึ้นมา อ้อนวอนขอให้หนีไปกับตน
“เอ็งจะให้ข้าทิ้งพ่อรึ ข้าทำไม่ได้ เอ็งกลับไปเถิด” ทับทิมไล่ให้สิงห์กลับไปเพราะลึกๆนั้นเป็นห่วงชายคนรัก
“จะไม่ยอมไปกับฉันดีๆสินะ” สิงห์ถามเสียงเข้ม แววตาเอาจริง
“เอ็งจะทำกระไร ข้าบอกให้เอ็งกลับไปอย่างไรเล่า ข้าทิ้งพ่อไม่ได้ เอ็งก็รู้”
“ใช่ ฉันรู้”
สิงห์ก้าวเข้ามาใกล้ทับทิม ทับทิมไม่ถอยหนีเพราะคิดว่าสิงห์คงอยากกอดลาตนก่อนจากกัน ตนก็ต้องการสัมผัสนั้นเหลือเกินในเวลานี้ เมื่อสิงห์เข้าถึงตัวทับทิม ร่างเรียวบางก็ต้องร่วงลงมาอยู่ในอ้อมแขนของสิงห์ในทันที เพราะยาสลบชนิดล้มช้างทั้งตัวที่ถูกโปะไว้ในผ้าขาวผืนเล็กที่สิงห์พึ่งโปะใส่ทับทิมนั้น ช่างออกฤทธิ์รวดเร็วทันใจ สิงห์มองซ้ายขวา แล้วรีบพาร่างของทับทิมกลับไปที่ค่ายทหารกรุงศรีในทันที
สิงห์มัดมือมัดเท้าทับทิมไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการหลบหนี มัดตรึงไว้กับเสาในกระโจม ทับทิมหลับไปหลายชั่วโมงเมื่อฟื้นตื่นขึ้นมาก็โวยวายร้องลั่น สิงห์จึงให้ทหารไปเอาผ้ามาปิดปากไว้ เมื่อถึงเวลากินข้าวสิงห์จึงยอมเอาผ้าปิดปากออกให้ แต่ทับทิมไม่ยอมกิน สิงห์เหนื่อยใจกับความดื้อรั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตนต้องออกไปรบในศึกวันสุดท้ายนี้ เพราะกองทัพทหารกรุงศรีมั่นใจมากว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่ค่ายเมืองเพชรบุรีถูกตีแตกย่อยยับเป็นแน่ สิงห์จึงตัดใจทิ้งทับทิมไว้ที่ค่ายโดยมีทหารคอยเฝ้าทับทิมอยู่หน้ากระโจมสองนาย
เมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกัน ทหารญี่ปุ่นและกองหนุนจากทหารไทยที่ส่งเข้ามาสมทบ ก็เข้าโจมตีกองทัพของออกหลวงมงคลและพระพันปีศรีศิลป์อย่างดุเดือด แม้จะสู้รบป้องกันอย่างเป็นสามารถ แต่กองกำลังจากทางพระนครก็หนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ ออกหลวงมงคลตัดสินใจจะพาพระพันปีศรีศิลป์หนีไปยังนครศรีธรรมราช คิดว่าอาจรอดพ้นจากภัยสงครามครั้งนี้ได้ จึงรีบลักลอบหนีในทันทีโดยมีครูเที่ยงร่วมตามไปอารักขาพระพันปีศรีศิลป์อีกแรง
แต่ออกญากำแหงรู้เรื่องนี้จากทหารยาม จึงออกติดตามพระพันปีศรีศิลป์ไปอย่างรวดเร็ว ออกหลวงมงคลเข้าขัดขวางการติดตามครั้งนั้นไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงได้ปะทะและสู้รบกัน ส่วนครูเที่ยงที่พาพระพันปีศรีศิลป์หลบหนี มุ่งหน้าไปยังนครศรีธรรมราช ก็อาสาคิดกลให้พระพันปีศรีศิลป์รอดโดยการสับเปลี่ยนชุดกันในป่าแล้วแยกทางกัน เพราะครูเที่ยงรู้ดีว่าหากไม่ทำเช่นนั้นคงหนีกันไม่รอดเป็นแน่
ฝ่ายทหารกรุงศรีเห็นครูเที่ยงใส่ฉลองพระองค์ของพระพันปีศรีศิลป์ก็เข้าใจว่าเป็นพระองค์จึงเร่งยิงลูกดอกเข้าใส่ ครูเที่ยงโดนลูกดอกแทงทะลุหัวใจทำให้พลัดตกลงจากหลังม้าในทันที เมื่อทหารกรุงศรีเข้าไปเห็นหน้าก็รู้ว่าโดนหลอก จึงรีบพากันตามหาพระพันปีศรีศิลป์ตัวจริงกันให้วุ่น
ทางด้านทับทิมแอบซ่อนมีดพกไว้ในตัว เมื่อสิงห์ไปพ้นตัวทับทิมก็ใช้มือที่ถูกเชือกมัดไว้เอื้อมไปหยิบมีดพกในตัวออกมาตัดเชือกออกจนหมด ทับทิมสังหารทหารไปหลายนายและขโมยม้าเพื่อจะหนีออกมาจากค่าย และทันได้มาเห็นพ่อของตนโดนลูกดอกพลัดตกจากหลังม้าเข้าพอดี ทับทิมร้องเสียงหลงเข้าไปดูใจพ่อที่จะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ
ทับทิมไม่ยอมแพ้จะพาพ่อไปรักษา พร่ำบอกให้พ่อแข็งใจไว้ แต่ครูเที่ยงรู้ดีว่าตนคงไม่รอดแน่แล้ว ทับทิมร้องไห้น้ำตาจะเป็นสายเลือด ทำใจไม่ได้ที่พ่อกำลังจะจากตนไปตลอดกาล สิงห์ควบม้ามาเห็นสองพ่อลูกร่ำไห้ก้องไปทั้งป่า จึงรีบลงมาดูใจครูเที่ยงในทันที ครูเที่ยงฝืนสังขารให้อยู่กับลูกได้นานที่สุด ค่อยๆยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้ทับทิม คำสุดท้ายก่อนจะขาดใจของครูเที่ยง คือฝากฝังให้สิงห์ดูแลและอย่าทอดทิ้งลูกสาวแสนดื้อด้านของตน สิงห์รับปากและให้สัญญา สิ้นคำสิงห์ครูเที่ยงก็สิ้นใจในทันที
00000000
ทางด้านเพลิงกับเข้มที่ถูกคุมขังไว้ในค่ายทหารกรุงศรี เมื่อได้ยินม้าเร็วที่มาแจ้งข่าวแก่เหล่าทหารว่าเสร็จศึกแล้ว และเหล่าทหารก็เล่าลือว่าแต่แรกเกิดการจับผิดตัว มีผู้สวมฉลองพระองค์ของพระศรีศิลป์โดนลูกดอกจนพลัดตกหลังม้าตาย ทหารพูดเสียงดังฟังชัดว่าชื่อเที่ยงเป็นพรรคพวกของออกหลวงมงคล เพลิงกับเข้มได้ยินดังนั้นให้เกิดสลดใจยิ่งนัก น้ำตาลูกผู้ชายไหลหลั่งลงมาอาบแก้ม
เข้มร้อนรนปรึกษาเพลิงว่าจะเอาอย่างไรดี เพลิงจึงตัดสินใจอาศัยช่วงที่ทหารกำลังคึกคะนองที่ตนกำลังจะได้กลับกรุงศรีเพราะเสร็จศึกจนมิได้เผ้าเวรยามหนาแน่นเหมือนเคย เพลิงอาศัยจังหวะนี้พาเข้มแหกคุกหนีออกมา แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะหนีออกมาได้ก็ต้องปะทะกับทหารเวรยามหลายนาย เพลิงถูกฟันที่กลางหลัง เข้มพยุงร่างเพลิงหนีออกมาได้ และระหว่างทางได้ขโมยวัวเทียมเกวียนของชาวบ้าน เข้มเป็นฝ่ายบังคับเกวียนโดยมีเพลิงนอนเป็นคนเจ็บอยู่ข้างหลัง มุ่งหน้าสู่วิเศษชัยชาญบ้านเกิด...
00000000
ยามค่ำคืน...
เข้มพาเพลิงที่จับไข้เพราะแผลลึกจากการถูกฟันมาหาอบเชยและบังอร จุกที่อยู่ด้วยช่วยเข้มพยุงร่างเพลิงลงมานอนบนแคร่ เข้มถูกทุกคนซัดคำถามใส่ไม่ยั้ง เข้มต้องขอให้ทุกคนช่วยกันพยาบาลเพลิงก่อน แล้วตนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังทีหลัง อบเชยเมื่อเห็นบาดแผลของเพลิงก็ร้องไห้สงสารเพลิงจับใจ ระหว่างที่เข้มและจุกช่วยกันเฝ้าดูอาการเพลิงด้วยความเป็นห่วง อบเชยก็ปลีกตัวไปต้มยาหม้อในครัวด้วยความเร่งรีบ เพลิงเพ้อเพราะพิษไข้อยู่ทั้งคืน อบเชยเฝ้าคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง อบเชยกุมมือของเพลิงไว้ สัมผัสอบอุ่นทำให้เพลิงหายเพ้อและหลับลงได้
00000000
พระพันปีศรีศิลป์เมื่อถูกกองทัพล้อมจับได้ กุมเอาตัวมาถวาย ทรงพระกรุณาให้ประหารชีวิตเสีย ณ วัดโคกพระยา แลชาวเมืองเพชรบุรีที่เป็นใจ เข้าด้วยพระพันปีศรีศิลป์นั้น ให้เอาตัวเป็นตะพุ่นหญ้าช้างทั้งสิ้น
ส่วนทับทิมนั้นได้สังหารทหารของกรุงศรีไปหลายนายและยังสังหารทหารอาสาญี่ปุ่นด้วยในคราวที่ลักลอบหนีออกมาจากค่าย ทำให้ออกญาเสนาภิมุขโมโหมาก สั่งให้จับกุมตัวทับทิมกลับไปสำเร็จโทษที่กรุงศรี สิงห์จะเข้าไปช่วยทับทิมแต่ผู้เป็นพ่อได้ทัดทานไว้ จมื่นสรรเพชรภักดีติเตียนลูกชายว่าหากจะคิดช่วยเหลือนักโทษกบฏก็ให้หยุดเสีย เพราะเกรงว่าภัยจะมาถึงตัวลูกชาย ระหว่างยกทัพกลับกรุงศรีทับทิมถูกพันธนาการไว้อยู่ในรถเทียมเกวียน สิงห์ขี่ม้ามาประชิดและยื่นน้ำให้ สิงห์บอกทับทิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าไม่ต้องกังวล ไปถึงกรุงศรีเมื่อใด ตนจะทำทุกทางให้ทับทิมพ้นผิดให้จงได้ ทับทิมพยักหน้าให้สิงห์ ก่อนจะรับน้ำมาดื่มกินและล้างหน้าให้คลายร้อน...
00000000
ลูกไม้มวยไทย ตอนที่ ๑๗ สิ้นคำ...ก็สิ้นใจ
เมื่อกองทัพจากพระนครได้ฤกษ์บุกเข้าโจมตีกองทัพของออกหลวงมงคลและพระศรีศิลป์ซึ่งตั้งระวังรักษาเมืองเพชรบุรีอยู่อย่างเข้มแข็ง การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดและใช้เวลาหลายวัน แต่ทัพจากพระนครศรีอยุธยาที่มีมากกว่าส่งมาหนุนเนื่องอยู่ตลอด สิงห์เห็นท่าไม่ดี ตระหนักว่ากองทัพกรุงศรีคงตีเมืองเพชรแตกในเร็ววัน จึงห่วงทับทิมยิ่งนัก สิงห์ไม่ยอมแพ้ ตัดสินใจจะบุกเข้าค่ายเมืองเพชรพาตัวทับทิมออกมาให้จงได้ สิงห์ควบม้าสีหมอกคู่ใจอ้อมไปประชิดที่หลังค่าย สิงห์รู้เส้นทางนี้เพราะได้แอบตามทับทิมมาในวันที่ผิดใจกันในครานั้น
สิงห์เห็นทับทิมกำลังนั่งอยู่ที่ท่าน้ำหลังค่าย เมื่อเห็นว่าปลอดคน สิงห์จึงย่องเบาเข้าไปหาทับทิมในทันที ทับทิมเมื่อเห็นสิงห์พลันก็สะดุ้ง จึงตะคอกเสียงดังใส่ ด่าว่าแล้วไล่ให้สิงห์กลับไป
“บุกมาถึงถ้ำเสือ มิกลัวตายเลยรึ กลับออกไปประเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะร้องเรียกคนมาจับเอ็ง”
“หนีไปกับฉัน ค่ายเมืองเพชรใกล้จะแตกเต็มทีแล้ว จะอยู่ทำกระไร ทับทิมมิใช่คนเมืองเพชร ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเขา ไปกับฉันเถิด”
สิงห์กุมมือทับทิมขึ้นมา อ้อนวอนขอให้หนีไปกับตน
“เอ็งจะให้ข้าทิ้งพ่อรึ ข้าทำไม่ได้ เอ็งกลับไปเถิด” ทับทิมไล่ให้สิงห์กลับไปเพราะลึกๆนั้นเป็นห่วงชายคนรัก
“จะไม่ยอมไปกับฉันดีๆสินะ” สิงห์ถามเสียงเข้ม แววตาเอาจริง
“เอ็งจะทำกระไร ข้าบอกให้เอ็งกลับไปอย่างไรเล่า ข้าทิ้งพ่อไม่ได้ เอ็งก็รู้”
“ใช่ ฉันรู้”
สิงห์ก้าวเข้ามาใกล้ทับทิม ทับทิมไม่ถอยหนีเพราะคิดว่าสิงห์คงอยากกอดลาตนก่อนจากกัน ตนก็ต้องการสัมผัสนั้นเหลือเกินในเวลานี้ เมื่อสิงห์เข้าถึงตัวทับทิม ร่างเรียวบางก็ต้องร่วงลงมาอยู่ในอ้อมแขนของสิงห์ในทันที เพราะยาสลบชนิดล้มช้างทั้งตัวที่ถูกโปะไว้ในผ้าขาวผืนเล็กที่สิงห์พึ่งโปะใส่ทับทิมนั้น ช่างออกฤทธิ์รวดเร็วทันใจ สิงห์มองซ้ายขวา แล้วรีบพาร่างของทับทิมกลับไปที่ค่ายทหารกรุงศรีในทันที
สิงห์มัดมือมัดเท้าทับทิมไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการหลบหนี มัดตรึงไว้กับเสาในกระโจม ทับทิมหลับไปหลายชั่วโมงเมื่อฟื้นตื่นขึ้นมาก็โวยวายร้องลั่น สิงห์จึงให้ทหารไปเอาผ้ามาปิดปากไว้ เมื่อถึงเวลากินข้าวสิงห์จึงยอมเอาผ้าปิดปากออกให้ แต่ทับทิมไม่ยอมกิน สิงห์เหนื่อยใจกับความดื้อรั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตนต้องออกไปรบในศึกวันสุดท้ายนี้ เพราะกองทัพทหารกรุงศรีมั่นใจมากว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่ค่ายเมืองเพชรบุรีถูกตีแตกย่อยยับเป็นแน่ สิงห์จึงตัดใจทิ้งทับทิมไว้ที่ค่ายโดยมีทหารคอยเฝ้าทับทิมอยู่หน้ากระโจมสองนาย
เมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกัน ทหารญี่ปุ่นและกองหนุนจากทหารไทยที่ส่งเข้ามาสมทบ ก็เข้าโจมตีกองทัพของออกหลวงมงคลและพระพันปีศรีศิลป์อย่างดุเดือด แม้จะสู้รบป้องกันอย่างเป็นสามารถ แต่กองกำลังจากทางพระนครก็หนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ ออกหลวงมงคลตัดสินใจจะพาพระพันปีศรีศิลป์หนีไปยังนครศรีธรรมราช คิดว่าอาจรอดพ้นจากภัยสงครามครั้งนี้ได้ จึงรีบลักลอบหนีในทันทีโดยมีครูเที่ยงร่วมตามไปอารักขาพระพันปีศรีศิลป์อีกแรง
แต่ออกญากำแหงรู้เรื่องนี้จากทหารยาม จึงออกติดตามพระพันปีศรีศิลป์ไปอย่างรวดเร็ว ออกหลวงมงคลเข้าขัดขวางการติดตามครั้งนั้นไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงได้ปะทะและสู้รบกัน ส่วนครูเที่ยงที่พาพระพันปีศรีศิลป์หลบหนี มุ่งหน้าไปยังนครศรีธรรมราช ก็อาสาคิดกลให้พระพันปีศรีศิลป์รอดโดยการสับเปลี่ยนชุดกันในป่าแล้วแยกทางกัน เพราะครูเที่ยงรู้ดีว่าหากไม่ทำเช่นนั้นคงหนีกันไม่รอดเป็นแน่
ฝ่ายทหารกรุงศรีเห็นครูเที่ยงใส่ฉลองพระองค์ของพระพันปีศรีศิลป์ก็เข้าใจว่าเป็นพระองค์จึงเร่งยิงลูกดอกเข้าใส่ ครูเที่ยงโดนลูกดอกแทงทะลุหัวใจทำให้พลัดตกลงจากหลังม้าในทันที เมื่อทหารกรุงศรีเข้าไปเห็นหน้าก็รู้ว่าโดนหลอก จึงรีบพากันตามหาพระพันปีศรีศิลป์ตัวจริงกันให้วุ่น
ทางด้านทับทิมแอบซ่อนมีดพกไว้ในตัว เมื่อสิงห์ไปพ้นตัวทับทิมก็ใช้มือที่ถูกเชือกมัดไว้เอื้อมไปหยิบมีดพกในตัวออกมาตัดเชือกออกจนหมด ทับทิมสังหารทหารไปหลายนายและขโมยม้าเพื่อจะหนีออกมาจากค่าย และทันได้มาเห็นพ่อของตนโดนลูกดอกพลัดตกจากหลังม้าเข้าพอดี ทับทิมร้องเสียงหลงเข้าไปดูใจพ่อที่จะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ
ทับทิมไม่ยอมแพ้จะพาพ่อไปรักษา พร่ำบอกให้พ่อแข็งใจไว้ แต่ครูเที่ยงรู้ดีว่าตนคงไม่รอดแน่แล้ว ทับทิมร้องไห้น้ำตาจะเป็นสายเลือด ทำใจไม่ได้ที่พ่อกำลังจะจากตนไปตลอดกาล สิงห์ควบม้ามาเห็นสองพ่อลูกร่ำไห้ก้องไปทั้งป่า จึงรีบลงมาดูใจครูเที่ยงในทันที ครูเที่ยงฝืนสังขารให้อยู่กับลูกได้นานที่สุด ค่อยๆยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้ทับทิม คำสุดท้ายก่อนจะขาดใจของครูเที่ยง คือฝากฝังให้สิงห์ดูแลและอย่าทอดทิ้งลูกสาวแสนดื้อด้านของตน สิงห์รับปากและให้สัญญา สิ้นคำสิงห์ครูเที่ยงก็สิ้นใจในทันที
ทางด้านเพลิงกับเข้มที่ถูกคุมขังไว้ในค่ายทหารกรุงศรี เมื่อได้ยินม้าเร็วที่มาแจ้งข่าวแก่เหล่าทหารว่าเสร็จศึกแล้ว และเหล่าทหารก็เล่าลือว่าแต่แรกเกิดการจับผิดตัว มีผู้สวมฉลองพระองค์ของพระศรีศิลป์โดนลูกดอกจนพลัดตกหลังม้าตาย ทหารพูดเสียงดังฟังชัดว่าชื่อเที่ยงเป็นพรรคพวกของออกหลวงมงคล เพลิงกับเข้มได้ยินดังนั้นให้เกิดสลดใจยิ่งนัก น้ำตาลูกผู้ชายไหลหลั่งลงมาอาบแก้ม
เข้มร้อนรนปรึกษาเพลิงว่าจะเอาอย่างไรดี เพลิงจึงตัดสินใจอาศัยช่วงที่ทหารกำลังคึกคะนองที่ตนกำลังจะได้กลับกรุงศรีเพราะเสร็จศึกจนมิได้เผ้าเวรยามหนาแน่นเหมือนเคย เพลิงอาศัยจังหวะนี้พาเข้มแหกคุกหนีออกมา แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะหนีออกมาได้ก็ต้องปะทะกับทหารเวรยามหลายนาย เพลิงถูกฟันที่กลางหลัง เข้มพยุงร่างเพลิงหนีออกมาได้ และระหว่างทางได้ขโมยวัวเทียมเกวียนของชาวบ้าน เข้มเป็นฝ่ายบังคับเกวียนโดยมีเพลิงนอนเป็นคนเจ็บอยู่ข้างหลัง มุ่งหน้าสู่วิเศษชัยชาญบ้านเกิด...
ยามค่ำคืน...
เข้มพาเพลิงที่จับไข้เพราะแผลลึกจากการถูกฟันมาหาอบเชยและบังอร จุกที่อยู่ด้วยช่วยเข้มพยุงร่างเพลิงลงมานอนบนแคร่ เข้มถูกทุกคนซัดคำถามใส่ไม่ยั้ง เข้มต้องขอให้ทุกคนช่วยกันพยาบาลเพลิงก่อน แล้วตนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังทีหลัง อบเชยเมื่อเห็นบาดแผลของเพลิงก็ร้องไห้สงสารเพลิงจับใจ ระหว่างที่เข้มและจุกช่วยกันเฝ้าดูอาการเพลิงด้วยความเป็นห่วง อบเชยก็ปลีกตัวไปต้มยาหม้อในครัวด้วยความเร่งรีบ เพลิงเพ้อเพราะพิษไข้อยู่ทั้งคืน อบเชยเฝ้าคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง อบเชยกุมมือของเพลิงไว้ สัมผัสอบอุ่นทำให้เพลิงหายเพ้อและหลับลงได้
พระพันปีศรีศิลป์เมื่อถูกกองทัพล้อมจับได้ กุมเอาตัวมาถวาย ทรงพระกรุณาให้ประหารชีวิตเสีย ณ วัดโคกพระยา แลชาวเมืองเพชรบุรีที่เป็นใจ เข้าด้วยพระพันปีศรีศิลป์นั้น ให้เอาตัวเป็นตะพุ่นหญ้าช้างทั้งสิ้น
ส่วนทับทิมนั้นได้สังหารทหารของกรุงศรีไปหลายนายและยังสังหารทหารอาสาญี่ปุ่นด้วยในคราวที่ลักลอบหนีออกมาจากค่าย ทำให้ออกญาเสนาภิมุขโมโหมาก สั่งให้จับกุมตัวทับทิมกลับไปสำเร็จโทษที่กรุงศรี สิงห์จะเข้าไปช่วยทับทิมแต่ผู้เป็นพ่อได้ทัดทานไว้ จมื่นสรรเพชรภักดีติเตียนลูกชายว่าหากจะคิดช่วยเหลือนักโทษกบฏก็ให้หยุดเสีย เพราะเกรงว่าภัยจะมาถึงตัวลูกชาย ระหว่างยกทัพกลับกรุงศรีทับทิมถูกพันธนาการไว้อยู่ในรถเทียมเกวียน สิงห์ขี่ม้ามาประชิดและยื่นน้ำให้ สิงห์บอกทับทิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าไม่ต้องกังวล ไปถึงกรุงศรีเมื่อใด ตนจะทำทุกทางให้ทับทิมพ้นผิดให้จงได้ ทับทิมพยักหน้าให้สิงห์ ก่อนจะรับน้ำมาดื่มกินและล้างหน้าให้คลายร้อน...