ตอนก่อนหน้า
https://pantip.com/topic/36795162
เหยื่อ
โดย...ล. วิลิศมาหรา
มีผู้หญิงสองคนกับชายหนุ่มรูปร่างล่ำสันอีกคนหนึ่งที่ออกมายืนรอสองแม่ลูกอยู่ตรงประตูบ้าน ผู้หญิงคนขวามือมีอายุแล้ว ร่างอวบท้วม ผมสีทองหยิกเป็นลอนยาวแค่คอ สวมเสื้อยืดสีตุ่นๆ กับกางเกงผ้าฝ้าย รอยยิ้มบนใบหน้าอูมๆ ดูเป็นมิตรดี เมื่อเทียบกับแววตาพินิจพิเคราะห์คู่นั้น
ส่วนหญิงสาวอีกคนน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเอมิลี่ หล่อนสูงระหง ผมสีดำลื่นเป็นมันมวยโหย่งๆ ไว้กลางศีรษะ ปล่อยปอยผมระโหนกแก้มสูงที่ปัดบลัชออนสีกลีบกุหลาบ หน้าตาคมเข้มตามแบบฉบับผู้หญิงทางตอนใต้ของหล่อนเชิดขึ้นหน่อยๆ แต่ลักยิ้มสองข้างแก้มก็พอช่วยทอนความเข้มของรูปหน้าและท่าทางหยิ่งๆ ของหล่อนลงได้บ้าง เสื้อลายทางกับกางเกงยีนสีน้ำเงินทรงตรงดูไม่เหมาะกับหล่อนเอาเสียเลย ท่าทางระเหิดระหงของหล่อนควรจะอยู่ในชุดสูทสุดเนี้ยบ สวมรองเท้าและถือกระเป๋าแบรนด์ดังมากกว่า เอมิลี่คิดว่าเธอคนนี้คงเป็นภรรยาใหม่ของพอลที่ชื่อจีนเป็นแน่...น่าจะใช่ เพราะหล่อนทำตัวเป็นเจ้าของบ้านที่ดี พอลหาผู้หญิงมาเป็นภรรยาได้ดีทีเดียว
“หวัดดี” หล่อนร้องทักเธอทั้งสองที่เปิดประตูรถเก๋งลงมา น้ำเสียงยินดีอย่างเห็นได้ชัด แน่ละ เป็นใครก็ต้องยินดี เมื่อความช่วยเหลือที่กำลังรอคอยเดินทางมาจนถึงหน้าประตูบ้านของตัวเองแล้ว
“ดีใจจังที่ได้เจอพวกเธอ...นั่นลิซ่าใช่ไหมจ๊ะ” หล่อนมองเอมิลี่แล้วหันไปทางลิซ่า แววตาจ้องมองเด็กสาวอย่างชื่นชม พอลคงเล่าอะไรๆ ที่น่าทึ่งเกี่ยวกับตัวลูกสาวสุดที่รักของเขาให้หล่อนฟังหลายอย่าง ลิซ่าก้าวเข้าไปยื่นมือให้ ซึ่งหล่อนก็จับเขย่าอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะหันมาจับมือกับเอมิลี่
“อือฮึ...เรียกเธอว่าลิซก็ได้นะ พ่อเธอชอบเรียกแบบนั้น ส่วนฉันเอมี่...”
เอมิลี่ทักตอบ แตะที่ข้อศอกลิซ่าซึ่งยืนนิ่ง รู้สึกแปลกใจที่ลูกสาวเธอราวกับไม่รู้มารยาท ทั้งที่ปกติลิซ่าเป็นเด็กมีอัธยาศัยดี เธอยิ้มง่ายและร่าเริง
“ฉันคือจีน เธอคงรู้สินะ...” หล่อนแนะนำตัวแล้วหัวเราะเก้อๆ ผายมือไปทางคนข้างๆ
“ส่วนนี่คือคุณป้ามาร์ธา กับโรเบิร์ตพี่ชายฉันเอง”
สองแม่ลูกจับมือทักทายกับชายหญิงที่เหลือ ผู้มาเยือนรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อยต่อสายตาประเมินของป้ามาร์ธาและพี่ชายของจีน สองคนนี้แม้ไม่มีท่าทางเชิดๆ หยิ่งๆ แบบจีน แต่แววตาอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ปิดบังของโรเบิร์ต และสายตาราวต้องการมองเข้าไปให้ทะลุถึงเนื้อในของอีกฝ่ายจากหญิงสูงวัย ก็ทำให้เอมิลี่เกิดอาการอึดอัดพิกล
“หวังว่าการเดินทางคงราบรื่นดีนะจ๊ะ ยินดีต้อนรับสู่อัลบันคาล”
ยังดีที่น้ำเสียงของมาร์ธาทุ้มนุ่ม ฟังแล้วดูเป็นมิตรมากขึ้น เธอพูดพลางเอามือจับสายสร้อยเส้นยาวที่คล้องคออยู่ เอมิลี่เห็นมันห้อยไม้กางเขนเงินอันเล็กๆ นึกขึ้นได้ว่าพวกเคร่งศาสนามักมองดูคนอื่นอย่างลึกซึ้งแบบนี้เสมอ
“แน่นอนค่ะ เราสองคนรู้สึกทึ่งที่ได้มาที่นี่”
หญิงจากออลวิลตอบ ละสายตาจากสร้อยคอของมาร์ธาเหลือบมามองลิซ่าอีกครั้ง เธอบีบต้นแขนลูกสาวที่ยังยืนเหมือนตกอยู่ในภวังค์เบาๆ เริ่มผิดสังเกตมากขึ้นต่อท่าทีของแก
“ใช่ไหมจ๊ะ ลิซ”
“หนูดีใจที่จะได้มาพบพ่อค่ะ” ลิซ่าคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว เธอพูดประโยคแรกออกมา ชายหญิงที่อยู่ตรงกรอบประตูต่างพากันคลี่ยิ้มอย่างเห็นใจเด็กสาว จีนเอ่ยว่า
“หนูต้องได้พบพ่อแน่นอนจ้ะ แต่ก่อนจะได้เจอพอล ให้แม่ของหนูเอารถไปเก็บในโรงรถก่อนเถอะ ยังมีที่ว่าง”
บอกอ่อนโยนกับลูกสาวของสามีแล้วเอียงศีรษะไปทางโรงรถข้างบ้าน เอมิลี่มองตาม เห็นรถโฟล์วีลสีน้ำเงินของพอลจอดสงบอยู่ข้างในนั้น กับกระบะสี่ประตูสีเทาอีกคัน ยังเหลือที่ว่างให้จอดรถได้อีกหนึ่งคันข้างรถของพอล หญิงสาวจึงมุดตัวกลับเข้าไปติดเครื่องรถอีกครั้ง ก่อนพารถของตัวเองเคลื่อนเข้าไปจอด
“พอลรออยู่ข้างในแน่ะ เข้ามาก่อนเถอะ ข้างนอกเริ่มหนาวแล้ว”
เมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยดีเจ้าของบ้านจึงชวนแขก แล้วหล่อนพร้อมป้ากับพี่ชายก็เดินนำเข้าไปในบ้านก่อน เอมิลี่แตะไหล่ลูกสาวที่มีอาการผิดปกติมากขึ้น ลิซ่ายืนตัวเกร็งเล็กน้อย ส่ายสายตามองไปรอบๆ ก่อนหันมาทางมารดา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ซึ่งคะเนจากท่าทีของลูกสาว เอมิลี่คิดว่าลิซ่ากำลังตื่นเต้นระคนวิตก ลูกของเธอมีสัมผัสที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอมเสมอ ซึ่งจะเรียกมันว่าสัมผัสที่หกก็ได้ เธอเคยประสบกับเรื่องทำนองนี้ของลิซ่ามาหลายครั้งแล้ว เมื่อเห็นอาการแบบนี้ของลูกอีก ผู้เป็นแม่จึงอดกวาดตามองตามไม่ได้
เริ่มจากบ้านทรงคันทรี่โดดเดี่ยวหลังนี้ที่อยู่ภายในรั้วเหล็กดัดโปร่งเตี้ยๆ ดูไม่ค่อยเข้ากันกับตัวบ้านเท่าไหร่ สวนหน้าบ้านก็รกๆ เหมือนไม่ได้รับการเอาใจใส่จากเจ้าของเท่าที่ควร สีไม้ซีกของตัวบ้านดูหม่นหมอง ซึ่งพอจับมาเข้าคู่กันกับหญิงผู้เป็นเจ้าของที่มีบุคลิกราวนางพญา เอมิลี่ก็ชักรู้สึกถึงความแปลกแยกนั้นเหมือนกัน ครั้นมองออกไปนอกรั้วเหล็กดัดก็เห็นเป็นแต่ป่าสนขึ้นเบียดเสียดกันหนาทึบ ยืนทะมึนรายล้อมรอบตัวบ้านอยู่ในแสงสลัวของอาทิตย์ยามสนธยา
“มีอะไรเหรอ ลิซ” หันมาถามลูกเสียงเบา ลูกสาวเธอเหลือบตากลับมามอง
“หนูไม่รู้ ตั้งแต่ลงรถมาหนูก็รู้สึกแปลกๆ...มันเหมือนกับ...เหมือนมีคนจ้องมองเราอยู่โดยที่เราไม่เห็นตัวเขาค่ะแม่” ลิซ่าตอบเสียงเบาพอกัน
“เมื่อกี้ตอนที่เรากำลังยืนคุยกัน หนูคิดว่าเห็นเหมือนมีคนอยู่ตรงนั้นแวบๆ” ลิซ่าชี้มือไปทางมุมของตัวบ้านด้านซ้าย
“คงเป็นใครอีกคนในบ้านกระมัง หรืออาจเป็นคนแถวนี้...” บอกลูกในทิศทางบวก แม้ใจแอบค้านว่าแถวนี้ไม่มีบ้านคน และเมื่อครู่จีนไม่ได้บอกว่ามีคนอื่นในบ้านอีก
“แต่เขาไม่น่าทำตัวลับๆ ล่อ ๆ แบบนั้น ช่างก่อนเถอะค่ะ หนูอยากพบพ่อ เราเข้าไปหาพ่อกันเถอะ หนูอาจตาฝาดหรือรู้สึกไปเองเพราะไม่ค่อยได้ออกมาชนบทแบบนี้เท่าไหร่ก็ได้”
แล้วก็เป็นลิซ่าเองที่ตัดบท อำนาจความคิดถึงพ่อมีมากกว่าความระแวงสงสัยในบางสิ่งที่เกิดจากสัมผัสพิเศษของแก และเมื่อร่างเพรียวสง่าของหญิงเจ้าของบ้านโผล่มามองจากกรอบประตูอย่างสงสัยอีกที เอมิลี่จึงยิ้มให้แล้วรีบกลบเกลื่อนว่า
“บ้านน่าอยู่จัง วิวสวยจนอดมองไม่ได้ แล้วก็...เงียบสงบดี แถวนี้ไม่มีบ้านหลังอื่นอีกเหรอจ๊ะ”
ไขข้อข้องใจในสายตาหล่อนด้วยคำพูดที่ไม่ตรงกับความในใจสักนิด
...น่าอยู่ตายละ เปลี่ยวก็เปลี่ยว แถมสัญญาณมือถือก็ไม่มีอีกด้วย เกิดภาวะฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง แต่ดูเหมือนจีนจะอ่านความคิดของเธอออก ลักยิ้มบนแก้มหล่อนจึงปรากฏอีกครั้ง
“มีหย่อมบ้านห่างจากที่นี่ไปอีกไมล์หนึ่งจ้ะ ที่นั่นมีร้านขายของชำกับร้านกาแฟด้วยนะ เรามักปั่นจักรยานไปมาหาสู่กันทุกวัน ในบ้านมีโทรศัพท์บ้านอยู่...ถ้าเผื่อเธออยากจะใช้มันติดต่อกับใครน่ะนะ มาเถอะ ฉันอยากรู้ว่าพอลจะจำเธอกับลิซได้บ้างไหม”
คุณพระช่วย...พอลนั่งอยู่ตรงนั้น บนเก้าอี้บุนวมน่าสบายนั่น มันตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นโล่งๆ ข้างชุดเก้าอี้นุ่มๆยาวๆ ถัดมาจากเตาผิงที่ยังไม่ได้จุดไฟ พอสองแม่ลูกตามจีนผ่านห้องโถงเข้ามา ก็พบว่ามาร์ธากับโรเบิร์ตยืนทำหน้าเครียดอยู่ข้างกายชายผู้น่าสงสาร
เอมิลี่ตื่นตระหนกต่อสภาพของพอลอยู่ชั่ววินาที ร่างสูงใหญ่ของอดีตสามีทรุดโทรมลงไปมาก รูปหน้าสี่เหลี่ยมของเขาซูบตอบลงจนเห็นกระดูกโหนกแก้มและกรามได้ชัดเจน กระดูกสะบักโผล่พ้นคอกว้างของเสื้อนอนตัวหลวมออกมาให้เห็น ผมหยักศกสีน้ำตาลดำถูกตัดสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ ริมฝีปากค่อนข้างหนาเป็นรอยหยักลึกที่เธอเคยหลงใหลก็แห้งลอกออกเป็นแผ่น มีคราบน้ำลายขาวๆ ติดตรงมุมปาก แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่าดวงตาสีน้ำเงินเข้มลึกโหลทั้งคู่ที่ดูเหม่อลอย ไร้ซึ่งการรับรู้ถึงอะไรที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว อาการเจ็บป่วยได้พรากเอาความหล่อเหลาไปจากชายหนุ่มวัยสี่สิบปีอย่างเหี้ยมโหด
และทันทีที่เข้ามาเห็นบิดา ลิซ่าก็ปล่อยกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นดังตึก! แล้วถลาเข้าหาอย่างตกใจ เธอคุกเข่าลงโอบแขนเล็กๆ รอบเอวชายบนเก้าอี้ไว้แน่น ร้องเรียกบิดาพลางเปล่งเสียงร่ำไห้โฮ
“พ่อคะ หนูมาหาพ่อแล้ว ลิซของพ่อไงคะ พ่อคะพ่อ...พ่อพูดกับหนูสิคะ” แต่ผู้ที่เธอพยายามพูดด้วยกลับนั่งนิ่งขึง เหมือนไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
“ลิซ่า...”
เอมิลี่วางกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองลง ก่อนตามเข้ามาแตะบ่าร่างเล็กที่กอดพ่อสะอื้นไห้ เตือนลูกเสียงเครืออย่างระงับไว้ไม่อยู่เช่นกัน สภาพเจ็บป่วยของพอลร้ายแรงกว่าที่คิด
“จำที่เราตกลงกันไว้ได้ไหมลูก อย่าร้องไห้เสียงดังแบบนี้เดี๋ยวพ่อเขาตกใจแย่ เงียบก่อนเถอะ”
เสียงเตือนจากมารดาดูเหมือนจะทำให้ลิซ่ารู้สึกตัว เธอตั้งสติได้แล้วหลังปล่อยโฮออกมาดังลั่น เด็กสาวหยุดร้องไห้เสียงดังเหลือเพียงสะอื้นเบาๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบสายตาว่างเปล่าของบิดา
“พ่อคะ หนูกับแม่มาเยี่ยม...พ่อคะ พ่อมองหน้าหนูสิคะ”
ไร้การตอบสนองจากร่างบนเก้าอี้ ดวงตาว่างเปล่ามองจ้องตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่รับรู้ถึงเสียงหรือสัมผัสใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เอมิลี่โน้มตัวลงมามอง เพ่งพินิจดูใบหน้าของอดีตสามี ฉับพลันตัวเธอก็สั่นสะท้านขึ้น หญิงสาวยื่นมือไปบีบมือผอมๆ ข้างหนึ่งบนตักเขา
“พอล...คุณจำฉันได้ไหมคะ” ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่แม้แต่เหลือบแลมามอง ร่างสูงกว่าหกฟุตของเขาไร้ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเธอเช่นกัน
“อาการเขาแย่ลงกว่าเก่า จากที่เคยจำอะไรในอดีตได้บ้างกลายเป็นว่าวันนี้พอลจำอะไรไม่ได้เลย เขานั่งอยู่กับที่ไม่ลุกเดินหนีหายไปไหนแล้ว ดีอยู่หน่อยที่บอกให้ทำอะไรก็ยังทำตาม ไม่งั้นคงลำบากมากกว่านี้ ฉันกำลังปรึกษากับโรเบิร์ตและป้ามาร์ธาว่า พรุ่งนี้เราจะพาเขากลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แย่จังที่พวกเธอมาเห็นเขาในสภาพที่...จำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ฉันเสียใจจริงๆ” จีนตามมาคุกเข่าลงข้างผู้เป็นสามี
“ทำไม...” ลิซ่าเหลียวหน้าเปื้อนน้ำตามาถามจีน
“อุบัติเหตุนั่นรุนแรงมากเหรอคะ จนทำให้พ่อเป็นไปได้ขนาดนี้”
“ไม่มีใครเห็น...วันนั้นเขาขับโฟล์วีลเข้าไปในเมือง ขากลับเขาคงเมา รถชนต้นไม้ข้างทาง เขานอนอยู่ตรงนั้นทั้งคืนกว่าเราจะไปพบ โชคดีที่ไม่มีบาดแผลใหญ่ที่มีเลือดไหลออกมากจนทำให้ถึงตาย แต่หมอบอกว่าเลือดมันไปออกในสมองส่วนความจำ หมอผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่คั่งออกให้ แต่พอฟื้นขึ้นมาเขาก็จำใครไม่ได้ จำได้แต่หนูกับแม่ เขานึกว่ายังอยู่ที่ออลวิลและไม่รู้จักที่นี่”
(มีต่อ)
เหยื่อ...ตอนที่ 2
https://pantip.com/topic/36795162
โดย...ล. วิลิศมาหรา
มีผู้หญิงสองคนกับชายหนุ่มรูปร่างล่ำสันอีกคนหนึ่งที่ออกมายืนรอสองแม่ลูกอยู่ตรงประตูบ้าน ผู้หญิงคนขวามือมีอายุแล้ว ร่างอวบท้วม ผมสีทองหยิกเป็นลอนยาวแค่คอ สวมเสื้อยืดสีตุ่นๆ กับกางเกงผ้าฝ้าย รอยยิ้มบนใบหน้าอูมๆ ดูเป็นมิตรดี เมื่อเทียบกับแววตาพินิจพิเคราะห์คู่นั้น
ส่วนหญิงสาวอีกคนน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเอมิลี่ หล่อนสูงระหง ผมสีดำลื่นเป็นมันมวยโหย่งๆ ไว้กลางศีรษะ ปล่อยปอยผมระโหนกแก้มสูงที่ปัดบลัชออนสีกลีบกุหลาบ หน้าตาคมเข้มตามแบบฉบับผู้หญิงทางตอนใต้ของหล่อนเชิดขึ้นหน่อยๆ แต่ลักยิ้มสองข้างแก้มก็พอช่วยทอนความเข้มของรูปหน้าและท่าทางหยิ่งๆ ของหล่อนลงได้บ้าง เสื้อลายทางกับกางเกงยีนสีน้ำเงินทรงตรงดูไม่เหมาะกับหล่อนเอาเสียเลย ท่าทางระเหิดระหงของหล่อนควรจะอยู่ในชุดสูทสุดเนี้ยบ สวมรองเท้าและถือกระเป๋าแบรนด์ดังมากกว่า เอมิลี่คิดว่าเธอคนนี้คงเป็นภรรยาใหม่ของพอลที่ชื่อจีนเป็นแน่...น่าจะใช่ เพราะหล่อนทำตัวเป็นเจ้าของบ้านที่ดี พอลหาผู้หญิงมาเป็นภรรยาได้ดีทีเดียว
“หวัดดี” หล่อนร้องทักเธอทั้งสองที่เปิดประตูรถเก๋งลงมา น้ำเสียงยินดีอย่างเห็นได้ชัด แน่ละ เป็นใครก็ต้องยินดี เมื่อความช่วยเหลือที่กำลังรอคอยเดินทางมาจนถึงหน้าประตูบ้านของตัวเองแล้ว
“ดีใจจังที่ได้เจอพวกเธอ...นั่นลิซ่าใช่ไหมจ๊ะ” หล่อนมองเอมิลี่แล้วหันไปทางลิซ่า แววตาจ้องมองเด็กสาวอย่างชื่นชม พอลคงเล่าอะไรๆ ที่น่าทึ่งเกี่ยวกับตัวลูกสาวสุดที่รักของเขาให้หล่อนฟังหลายอย่าง ลิซ่าก้าวเข้าไปยื่นมือให้ ซึ่งหล่อนก็จับเขย่าอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะหันมาจับมือกับเอมิลี่
“อือฮึ...เรียกเธอว่าลิซก็ได้นะ พ่อเธอชอบเรียกแบบนั้น ส่วนฉันเอมี่...”
เอมิลี่ทักตอบ แตะที่ข้อศอกลิซ่าซึ่งยืนนิ่ง รู้สึกแปลกใจที่ลูกสาวเธอราวกับไม่รู้มารยาท ทั้งที่ปกติลิซ่าเป็นเด็กมีอัธยาศัยดี เธอยิ้มง่ายและร่าเริง
“ฉันคือจีน เธอคงรู้สินะ...” หล่อนแนะนำตัวแล้วหัวเราะเก้อๆ ผายมือไปทางคนข้างๆ
“ส่วนนี่คือคุณป้ามาร์ธา กับโรเบิร์ตพี่ชายฉันเอง”
สองแม่ลูกจับมือทักทายกับชายหญิงที่เหลือ ผู้มาเยือนรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อยต่อสายตาประเมินของป้ามาร์ธาและพี่ชายของจีน สองคนนี้แม้ไม่มีท่าทางเชิดๆ หยิ่งๆ แบบจีน แต่แววตาอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ปิดบังของโรเบิร์ต และสายตาราวต้องการมองเข้าไปให้ทะลุถึงเนื้อในของอีกฝ่ายจากหญิงสูงวัย ก็ทำให้เอมิลี่เกิดอาการอึดอัดพิกล
“หวังว่าการเดินทางคงราบรื่นดีนะจ๊ะ ยินดีต้อนรับสู่อัลบันคาล”
ยังดีที่น้ำเสียงของมาร์ธาทุ้มนุ่ม ฟังแล้วดูเป็นมิตรมากขึ้น เธอพูดพลางเอามือจับสายสร้อยเส้นยาวที่คล้องคออยู่ เอมิลี่เห็นมันห้อยไม้กางเขนเงินอันเล็กๆ นึกขึ้นได้ว่าพวกเคร่งศาสนามักมองดูคนอื่นอย่างลึกซึ้งแบบนี้เสมอ
“แน่นอนค่ะ เราสองคนรู้สึกทึ่งที่ได้มาที่นี่”
หญิงจากออลวิลตอบ ละสายตาจากสร้อยคอของมาร์ธาเหลือบมามองลิซ่าอีกครั้ง เธอบีบต้นแขนลูกสาวที่ยังยืนเหมือนตกอยู่ในภวังค์เบาๆ เริ่มผิดสังเกตมากขึ้นต่อท่าทีของแก
“ใช่ไหมจ๊ะ ลิซ”
“หนูดีใจที่จะได้มาพบพ่อค่ะ” ลิซ่าคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว เธอพูดประโยคแรกออกมา ชายหญิงที่อยู่ตรงกรอบประตูต่างพากันคลี่ยิ้มอย่างเห็นใจเด็กสาว จีนเอ่ยว่า
“หนูต้องได้พบพ่อแน่นอนจ้ะ แต่ก่อนจะได้เจอพอล ให้แม่ของหนูเอารถไปเก็บในโรงรถก่อนเถอะ ยังมีที่ว่าง”
บอกอ่อนโยนกับลูกสาวของสามีแล้วเอียงศีรษะไปทางโรงรถข้างบ้าน เอมิลี่มองตาม เห็นรถโฟล์วีลสีน้ำเงินของพอลจอดสงบอยู่ข้างในนั้น กับกระบะสี่ประตูสีเทาอีกคัน ยังเหลือที่ว่างให้จอดรถได้อีกหนึ่งคันข้างรถของพอล หญิงสาวจึงมุดตัวกลับเข้าไปติดเครื่องรถอีกครั้ง ก่อนพารถของตัวเองเคลื่อนเข้าไปจอด
“พอลรออยู่ข้างในแน่ะ เข้ามาก่อนเถอะ ข้างนอกเริ่มหนาวแล้ว”
เมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยดีเจ้าของบ้านจึงชวนแขก แล้วหล่อนพร้อมป้ากับพี่ชายก็เดินนำเข้าไปในบ้านก่อน เอมิลี่แตะไหล่ลูกสาวที่มีอาการผิดปกติมากขึ้น ลิซ่ายืนตัวเกร็งเล็กน้อย ส่ายสายตามองไปรอบๆ ก่อนหันมาทางมารดา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ซึ่งคะเนจากท่าทีของลูกสาว เอมิลี่คิดว่าลิซ่ากำลังตื่นเต้นระคนวิตก ลูกของเธอมีสัมผัสที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอมเสมอ ซึ่งจะเรียกมันว่าสัมผัสที่หกก็ได้ เธอเคยประสบกับเรื่องทำนองนี้ของลิซ่ามาหลายครั้งแล้ว เมื่อเห็นอาการแบบนี้ของลูกอีก ผู้เป็นแม่จึงอดกวาดตามองตามไม่ได้
เริ่มจากบ้านทรงคันทรี่โดดเดี่ยวหลังนี้ที่อยู่ภายในรั้วเหล็กดัดโปร่งเตี้ยๆ ดูไม่ค่อยเข้ากันกับตัวบ้านเท่าไหร่ สวนหน้าบ้านก็รกๆ เหมือนไม่ได้รับการเอาใจใส่จากเจ้าของเท่าที่ควร สีไม้ซีกของตัวบ้านดูหม่นหมอง ซึ่งพอจับมาเข้าคู่กันกับหญิงผู้เป็นเจ้าของที่มีบุคลิกราวนางพญา เอมิลี่ก็ชักรู้สึกถึงความแปลกแยกนั้นเหมือนกัน ครั้นมองออกไปนอกรั้วเหล็กดัดก็เห็นเป็นแต่ป่าสนขึ้นเบียดเสียดกันหนาทึบ ยืนทะมึนรายล้อมรอบตัวบ้านอยู่ในแสงสลัวของอาทิตย์ยามสนธยา
“มีอะไรเหรอ ลิซ” หันมาถามลูกเสียงเบา ลูกสาวเธอเหลือบตากลับมามอง
“หนูไม่รู้ ตั้งแต่ลงรถมาหนูก็รู้สึกแปลกๆ...มันเหมือนกับ...เหมือนมีคนจ้องมองเราอยู่โดยที่เราไม่เห็นตัวเขาค่ะแม่” ลิซ่าตอบเสียงเบาพอกัน
“เมื่อกี้ตอนที่เรากำลังยืนคุยกัน หนูคิดว่าเห็นเหมือนมีคนอยู่ตรงนั้นแวบๆ” ลิซ่าชี้มือไปทางมุมของตัวบ้านด้านซ้าย
“คงเป็นใครอีกคนในบ้านกระมัง หรืออาจเป็นคนแถวนี้...” บอกลูกในทิศทางบวก แม้ใจแอบค้านว่าแถวนี้ไม่มีบ้านคน และเมื่อครู่จีนไม่ได้บอกว่ามีคนอื่นในบ้านอีก
“แต่เขาไม่น่าทำตัวลับๆ ล่อ ๆ แบบนั้น ช่างก่อนเถอะค่ะ หนูอยากพบพ่อ เราเข้าไปหาพ่อกันเถอะ หนูอาจตาฝาดหรือรู้สึกไปเองเพราะไม่ค่อยได้ออกมาชนบทแบบนี้เท่าไหร่ก็ได้”
แล้วก็เป็นลิซ่าเองที่ตัดบท อำนาจความคิดถึงพ่อมีมากกว่าความระแวงสงสัยในบางสิ่งที่เกิดจากสัมผัสพิเศษของแก และเมื่อร่างเพรียวสง่าของหญิงเจ้าของบ้านโผล่มามองจากกรอบประตูอย่างสงสัยอีกที เอมิลี่จึงยิ้มให้แล้วรีบกลบเกลื่อนว่า
“บ้านน่าอยู่จัง วิวสวยจนอดมองไม่ได้ แล้วก็...เงียบสงบดี แถวนี้ไม่มีบ้านหลังอื่นอีกเหรอจ๊ะ”
ไขข้อข้องใจในสายตาหล่อนด้วยคำพูดที่ไม่ตรงกับความในใจสักนิด...น่าอยู่ตายละ เปลี่ยวก็เปลี่ยว แถมสัญญาณมือถือก็ไม่มีอีกด้วย เกิดภาวะฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง แต่ดูเหมือนจีนจะอ่านความคิดของเธอออก ลักยิ้มบนแก้มหล่อนจึงปรากฏอีกครั้ง
“มีหย่อมบ้านห่างจากที่นี่ไปอีกไมล์หนึ่งจ้ะ ที่นั่นมีร้านขายของชำกับร้านกาแฟด้วยนะ เรามักปั่นจักรยานไปมาหาสู่กันทุกวัน ในบ้านมีโทรศัพท์บ้านอยู่...ถ้าเผื่อเธออยากจะใช้มันติดต่อกับใครน่ะนะ มาเถอะ ฉันอยากรู้ว่าพอลจะจำเธอกับลิซได้บ้างไหม”
คุณพระช่วย...พอลนั่งอยู่ตรงนั้น บนเก้าอี้บุนวมน่าสบายนั่น มันตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นโล่งๆ ข้างชุดเก้าอี้นุ่มๆยาวๆ ถัดมาจากเตาผิงที่ยังไม่ได้จุดไฟ พอสองแม่ลูกตามจีนผ่านห้องโถงเข้ามา ก็พบว่ามาร์ธากับโรเบิร์ตยืนทำหน้าเครียดอยู่ข้างกายชายผู้น่าสงสาร
เอมิลี่ตื่นตระหนกต่อสภาพของพอลอยู่ชั่ววินาที ร่างสูงใหญ่ของอดีตสามีทรุดโทรมลงไปมาก รูปหน้าสี่เหลี่ยมของเขาซูบตอบลงจนเห็นกระดูกโหนกแก้มและกรามได้ชัดเจน กระดูกสะบักโผล่พ้นคอกว้างของเสื้อนอนตัวหลวมออกมาให้เห็น ผมหยักศกสีน้ำตาลดำถูกตัดสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ ริมฝีปากค่อนข้างหนาเป็นรอยหยักลึกที่เธอเคยหลงใหลก็แห้งลอกออกเป็นแผ่น มีคราบน้ำลายขาวๆ ติดตรงมุมปาก แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่าดวงตาสีน้ำเงินเข้มลึกโหลทั้งคู่ที่ดูเหม่อลอย ไร้ซึ่งการรับรู้ถึงอะไรที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว อาการเจ็บป่วยได้พรากเอาความหล่อเหลาไปจากชายหนุ่มวัยสี่สิบปีอย่างเหี้ยมโหด
และทันทีที่เข้ามาเห็นบิดา ลิซ่าก็ปล่อยกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นดังตึก! แล้วถลาเข้าหาอย่างตกใจ เธอคุกเข่าลงโอบแขนเล็กๆ รอบเอวชายบนเก้าอี้ไว้แน่น ร้องเรียกบิดาพลางเปล่งเสียงร่ำไห้โฮ
“พ่อคะ หนูมาหาพ่อแล้ว ลิซของพ่อไงคะ พ่อคะพ่อ...พ่อพูดกับหนูสิคะ” แต่ผู้ที่เธอพยายามพูดด้วยกลับนั่งนิ่งขึง เหมือนไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
“ลิซ่า...”
เอมิลี่วางกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองลง ก่อนตามเข้ามาแตะบ่าร่างเล็กที่กอดพ่อสะอื้นไห้ เตือนลูกเสียงเครืออย่างระงับไว้ไม่อยู่เช่นกัน สภาพเจ็บป่วยของพอลร้ายแรงกว่าที่คิด
“จำที่เราตกลงกันไว้ได้ไหมลูก อย่าร้องไห้เสียงดังแบบนี้เดี๋ยวพ่อเขาตกใจแย่ เงียบก่อนเถอะ”
เสียงเตือนจากมารดาดูเหมือนจะทำให้ลิซ่ารู้สึกตัว เธอตั้งสติได้แล้วหลังปล่อยโฮออกมาดังลั่น เด็กสาวหยุดร้องไห้เสียงดังเหลือเพียงสะอื้นเบาๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบสายตาว่างเปล่าของบิดา
“พ่อคะ หนูกับแม่มาเยี่ยม...พ่อคะ พ่อมองหน้าหนูสิคะ”
ไร้การตอบสนองจากร่างบนเก้าอี้ ดวงตาว่างเปล่ามองจ้องตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่รับรู้ถึงเสียงหรือสัมผัสใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เอมิลี่โน้มตัวลงมามอง เพ่งพินิจดูใบหน้าของอดีตสามี ฉับพลันตัวเธอก็สั่นสะท้านขึ้น หญิงสาวยื่นมือไปบีบมือผอมๆ ข้างหนึ่งบนตักเขา
“พอล...คุณจำฉันได้ไหมคะ” ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่แม้แต่เหลือบแลมามอง ร่างสูงกว่าหกฟุตของเขาไร้ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเธอเช่นกัน
“อาการเขาแย่ลงกว่าเก่า จากที่เคยจำอะไรในอดีตได้บ้างกลายเป็นว่าวันนี้พอลจำอะไรไม่ได้เลย เขานั่งอยู่กับที่ไม่ลุกเดินหนีหายไปไหนแล้ว ดีอยู่หน่อยที่บอกให้ทำอะไรก็ยังทำตาม ไม่งั้นคงลำบากมากกว่านี้ ฉันกำลังปรึกษากับโรเบิร์ตและป้ามาร์ธาว่า พรุ่งนี้เราจะพาเขากลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แย่จังที่พวกเธอมาเห็นเขาในสภาพที่...จำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ฉันเสียใจจริงๆ” จีนตามมาคุกเข่าลงข้างผู้เป็นสามี
“ทำไม...” ลิซ่าเหลียวหน้าเปื้อนน้ำตามาถามจีน
“อุบัติเหตุนั่นรุนแรงมากเหรอคะ จนทำให้พ่อเป็นไปได้ขนาดนี้”
“ไม่มีใครเห็น...วันนั้นเขาขับโฟล์วีลเข้าไปในเมือง ขากลับเขาคงเมา รถชนต้นไม้ข้างทาง เขานอนอยู่ตรงนั้นทั้งคืนกว่าเราจะไปพบ โชคดีที่ไม่มีบาดแผลใหญ่ที่มีเลือดไหลออกมากจนทำให้ถึงตาย แต่หมอบอกว่าเลือดมันไปออกในสมองส่วนความจำ หมอผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่คั่งออกให้ แต่พอฟื้นขึ้นมาเขาก็จำใครไม่ได้ จำได้แต่หนูกับแม่ เขานึกว่ายังอยู่ที่ออลวิลและไม่รู้จักที่นี่”
(มีต่อ)