ความจริงแล้วหัวข้อกระทู้ในวันนี้ของผมควรจะเป็น เรื่องราวที่เกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และคนเสื้อแดง ....
แต่ดูจากจำนวน สมช. เสื้อแดงที่มา ตั้ง, ตอบกระทู้ ในห้องราชดำเนิน ....
ดูบางตามากกว่าที่เคย
อาจจะเป็นเพราะยังคงช็อคกับข่าวการหนีของคุณยิ่งลักษณ์ หรือต้องคอยเช็คข่าว
เช็คเสบียง, เตรียมพร้อมกับอนาคตในโลกไซเบอร์ หลังจากท่อน้ำเลี้ยงใหญ่
ได้หนีหายไปอีกคน ....
ผมมองว่านี่เป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้มานั่งทบทวนพื้นฐาน
การต่อสู้ทางการเมืองในหลายขวบปีที่ผ่านมา
เราสู้เพื่ออะไร ? , และคนที่นำพวกเราต่อสู้ เขาสู้เพื่ออะไร ?
ผมเชื่อแน่ว่า คำตอบสำหรับคำถามข้อแรกคงจะเป็น เราสู้เพื่อประชาธิปไตย
( เป็นคำตอบจากปากคงจะเป็นแบบนี้ ในใจก้คงจะนานาจิตตัง) ....
แต่คำตอบสำหรับคำถามข้อที่สองล่ะ ?
นับตั้งแต่ยุคทักษิณ มาจนถึงยุคยิ่งลัก .... พวกเราได้เห็นอะไรที่เรียกว่า
เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยบ้าง นอกจากคำกล่าวอ้างที่ว่า
" มาตามระบบอบประชาธิปไตย "ซึ่งมันมีความแตกต่างอยู่
ระหว่างสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย กับอาศัยระบอบ
ประชาธิปไตย มากระทำการบางอย่าง ....
การอัดฉีดนโยบายประชานิยม อย่างจำนำข้าวทุกเมล็ด
ส่งผลให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาที่ตลาดโลกรับซื้อ
และคู่แข่งการค้าของเราก้มีมาก ..... ข้าวจึงขายออกไป
ได้น้อยกว่าปริมาณที่รับซื้อมา ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุน ...
สมมติว่าขาดทุนปีนี้ 500 000 ล้าน ปีต่อไป 600 000 ล้าน ...
และน่าจะขายได้ขาดทุนทุกปี คุณคิดว่าประเทศไทย
จะทนกับสภาวะการขาดทุนเช่นนี้ได้สักกี่ปี
ก่อนที่ประเทศจะล้มละลาย ...
ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่ใช่นโยบายที่มีความยั่งยืนถาวร
เป็นเพียงนโยบายที่ออกมาเพื่อเปิดทางให้ ยิ่งลักได้รับ
คะแนนเสียงสนับสนุนมาก ๆ เพื่อไปดำเนินการตามสิ่ง
ที่ตัวเองได้ตั้งใจเอาไว้จริง ๆ
นั่นก้คือ ช่วยพี่ชายกลับบ้านแบบเท่ ๆ ... พร้อมกับสโลแกน
" แก้ไข ไม่แก้แค้น " ตีความหมายจากสิ่งที่เห็นจริงได้ว่า
แก้ไขจากมีโทษ เป็นไม่มีโทษ (นิรโทษสุดซอย) , ไม่แก้แค้นคนที่
ยอมสยบ และไม่แก้แค้นศัตรู เพราะกลัวเกินกว่าที่จะทำ และรู้สึกลึก ๆ
ในใจว่าสิ่งที่ตัวเองได้เคยกระทำต่อศัตรู ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ...
ถึงแม้คำพูดที่ออกมาจะสวยหรู ดูดี แต่อย่าลืมว่า ภาระหน้าที่ของ
นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องส่งเสริม และรักษาประชาธิปไตย
ให้ยั่งยืน , บริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน
โดยต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมาในอนาคต
ส่งไหนไม่ดี ต้องเข้าไปปรับปรุงที่โครงสร้าง การ ปฎว.รปห. เกิดขึ้นมาจาก
สาเหตุไหน และเพราะอะไรจึงทำได้ ต้องเข้าไปตรวจสอบ และรื้อระบบ
ให้เข้าที่เข้าทาง ....
ถ้ามัวแต่ห่วงผลประโยชน์ของตัวเอง และครอบครัว กลัวพี่ชายจะไม่ได้กลับบ้าน
แบบเท่ ๆ เลยบริหารงานแบบนกแก้ว นกขุนทอง เอาเงินภาษีคนไทยมาโปรย
หว่าน แล้วก้อ้างบุญคุณ ว่าช่วยชาวนา ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ควักตังค์ซักบาท แถมยัง
เปิดช่องให้โกงทุจริตกันมโหฬาร
สุดท้ายก้ต้องแพ้ภัยตัวเอง แพ้ภัย เพราะตัวเองนั้นไม่จริงใจต่อประชาชน
เมื่อฟางเส้นสุดท้ายมาถึง ขยะใต้พรมก้ถูกเผยออกมา อำนาจนอกระบบ
ที่ตัวเองไม่กล้าไปตอแย จึงสามารถแทรกแซงเข้ามาได้ ......
ผู้นำที่ไม่กล้าสู้ ไม่กล้าปรับปรุง .... ย่อมจะมีผู้ตามที่ไม่กล้าเช่นเดียวกัน
การ รปห. จึงไม่มีใครออกมาต่อต้าน ถึงจะต่อต้านแต่ก้บางตา ....
แถมบางส่วนยังจะยินดีปรีดา ที่ออกมาสั่งสอนพวกอ้างประชาธิปไตย
นิสัยขี้แหยได้
จากนี้ไป คงพอกันทีกับนักการเมืองขี้ขลาด ที่หลอกคนอื่นให้มาสู้แทน
ถ้าจะสู้คุณต้องมาสู้กับพวกเราด้วย .....
----- จากใจ คนเสื้อแดง ......วันเดียว
เพื่อความสมดุลของระบบนิเวศ วันนี้ผมขอเป็นคนเสื้อแดงหนึ่งวัน .... และขอพูดแบบเปิดใจกับเพื่อน ๆ เสื้อแดงครับ
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และคนเสื้อแดง ....
แต่ดูจากจำนวน สมช. เสื้อแดงที่มา ตั้ง, ตอบกระทู้ ในห้องราชดำเนิน ....
ดูบางตามากกว่าที่เคย
อาจจะเป็นเพราะยังคงช็อคกับข่าวการหนีของคุณยิ่งลักษณ์ หรือต้องคอยเช็คข่าว
เช็คเสบียง, เตรียมพร้อมกับอนาคตในโลกไซเบอร์ หลังจากท่อน้ำเลี้ยงใหญ่
ได้หนีหายไปอีกคน ....
ผมมองว่านี่เป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้มานั่งทบทวนพื้นฐาน
การต่อสู้ทางการเมืองในหลายขวบปีที่ผ่านมา
เราสู้เพื่ออะไร ? , และคนที่นำพวกเราต่อสู้ เขาสู้เพื่ออะไร ?
ผมเชื่อแน่ว่า คำตอบสำหรับคำถามข้อแรกคงจะเป็น เราสู้เพื่อประชาธิปไตย
( เป็นคำตอบจากปากคงจะเป็นแบบนี้ ในใจก้คงจะนานาจิตตัง) ....
แต่คำตอบสำหรับคำถามข้อที่สองล่ะ ?
นับตั้งแต่ยุคทักษิณ มาจนถึงยุคยิ่งลัก .... พวกเราได้เห็นอะไรที่เรียกว่า
เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยบ้าง นอกจากคำกล่าวอ้างที่ว่า
" มาตามระบบอบประชาธิปไตย "ซึ่งมันมีความแตกต่างอยู่
ระหว่างสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย กับอาศัยระบอบ
ประชาธิปไตย มากระทำการบางอย่าง ....
การอัดฉีดนโยบายประชานิยม อย่างจำนำข้าวทุกเมล็ด
ส่งผลให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาที่ตลาดโลกรับซื้อ
และคู่แข่งการค้าของเราก้มีมาก ..... ข้าวจึงขายออกไป
ได้น้อยกว่าปริมาณที่รับซื้อมา ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุน ...
สมมติว่าขาดทุนปีนี้ 500 000 ล้าน ปีต่อไป 600 000 ล้าน ...
และน่าจะขายได้ขาดทุนทุกปี คุณคิดว่าประเทศไทย
จะทนกับสภาวะการขาดทุนเช่นนี้ได้สักกี่ปี
ก่อนที่ประเทศจะล้มละลาย ...
ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่ใช่นโยบายที่มีความยั่งยืนถาวร
เป็นเพียงนโยบายที่ออกมาเพื่อเปิดทางให้ ยิ่งลักได้รับ
คะแนนเสียงสนับสนุนมาก ๆ เพื่อไปดำเนินการตามสิ่ง
ที่ตัวเองได้ตั้งใจเอาไว้จริง ๆ
นั่นก้คือ ช่วยพี่ชายกลับบ้านแบบเท่ ๆ ... พร้อมกับสโลแกน
" แก้ไข ไม่แก้แค้น " ตีความหมายจากสิ่งที่เห็นจริงได้ว่า
แก้ไขจากมีโทษ เป็นไม่มีโทษ (นิรโทษสุดซอย) , ไม่แก้แค้นคนที่
ยอมสยบ และไม่แก้แค้นศัตรู เพราะกลัวเกินกว่าที่จะทำ และรู้สึกลึก ๆ
ในใจว่าสิ่งที่ตัวเองได้เคยกระทำต่อศัตรู ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ...
ถึงแม้คำพูดที่ออกมาจะสวยหรู ดูดี แต่อย่าลืมว่า ภาระหน้าที่ของ
นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องส่งเสริม และรักษาประชาธิปไตย
ให้ยั่งยืน , บริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน
โดยต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมาในอนาคต
ส่งไหนไม่ดี ต้องเข้าไปปรับปรุงที่โครงสร้าง การ ปฎว.รปห. เกิดขึ้นมาจาก
สาเหตุไหน และเพราะอะไรจึงทำได้ ต้องเข้าไปตรวจสอบ และรื้อระบบ
ให้เข้าที่เข้าทาง ....
ถ้ามัวแต่ห่วงผลประโยชน์ของตัวเอง และครอบครัว กลัวพี่ชายจะไม่ได้กลับบ้าน
แบบเท่ ๆ เลยบริหารงานแบบนกแก้ว นกขุนทอง เอาเงินภาษีคนไทยมาโปรย
หว่าน แล้วก้อ้างบุญคุณ ว่าช่วยชาวนา ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ควักตังค์ซักบาท แถมยัง
เปิดช่องให้โกงทุจริตกันมโหฬาร
สุดท้ายก้ต้องแพ้ภัยตัวเอง แพ้ภัย เพราะตัวเองนั้นไม่จริงใจต่อประชาชน
เมื่อฟางเส้นสุดท้ายมาถึง ขยะใต้พรมก้ถูกเผยออกมา อำนาจนอกระบบ
ที่ตัวเองไม่กล้าไปตอแย จึงสามารถแทรกแซงเข้ามาได้ ......
ผู้นำที่ไม่กล้าสู้ ไม่กล้าปรับปรุง .... ย่อมจะมีผู้ตามที่ไม่กล้าเช่นเดียวกัน
การ รปห. จึงไม่มีใครออกมาต่อต้าน ถึงจะต่อต้านแต่ก้บางตา ....
แถมบางส่วนยังจะยินดีปรีดา ที่ออกมาสั่งสอนพวกอ้างประชาธิปไตย
นิสัยขี้แหยได้
จากนี้ไป คงพอกันทีกับนักการเมืองขี้ขลาด ที่หลอกคนอื่นให้มาสู้แทน
ถ้าจะสู้คุณต้องมาสู้กับพวกเราด้วย .....
----- จากใจ คนเสื้อแดง ......วันเดียว