เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่ผมเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญวันแรกผมท้อแท้มากครับ อาจารย์ ให้ผมแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ กับแค่ประโยค Good morning I'm ...................ยังพูดยากเลยครับ ผมกลับบ้านมานี่ร้องไห้กับป๊าม๊าเลยครับ ตอนนั้นผมไม่ได้ภาษาเลยจริงๆ แค่การเรียงประโยคอะไรคืออะไรก็ไม่รู้ เรียนประถมกับมัธยมมายอมรับเลยไม่เคยใส่ใจวิชาภาษาอังกฤษเลย คำศัพท์ง่ายๆก็ไม่รู้ ผมแทบหนีออกจากการเรียน Intensive เลย ทุกคาบที่มีการพรีเซ็นต์ หรือต้องสอบเขียนก็จะเลี่ยงๆจนกลายเป็นยิ่งกลัว ผมมองดูเพื่อนๆที่อยู่ในคาสเดียวกับผมผม นี่อายมาก ดูคนอื่นพอมีพื้นฐานกันมาบ้างแหละครับ ตอนนั้นผมเรียนกับน้องแท้ๆของผมแค่สองคน เพื่อนในนั้นผมก็ไม่กล้าเข้าหา เพราะกลัวและอาย จนน้องผมมันไม่เรียนต่อ ผมจึงต้องมาเรียนคนเดียว ต้องพยายามเข้าหาเพื่อน ทุกวันที่มีการบ้านให้กลับมาเขียน essay ก็ได้แต่ใช้ Google Translate นั่นแหละครับจุดเริ่มต้นของการเรียนภาษาอังกฤษ พอจบคาส Intensive ผมก็คุยกับป๊าม๊า เพราะกลัวเรียนไม่ไหว ป๊าม๊าก็พูดว่า "ถ้าคิดว่าเรียนไม่ไหวก็ไปสมัครที่อื่นละกัน" ในใจผมนี่คิดว่าได้โอกาสแล้ว เลยขอเงินค่าเทอม และไปถึงมหาวิทยาลัย หอการค้า พอไปถึงที่ปุ๊บกลับเปลี่ยนใจ อยากกลับไปลองดูอีกครั้ง ผมตัดสินใจเดินออกมาแล้วก็กลับไปทำเรื่องที่ ABAC ต่อ
จนถึงวันเปิดเทอมดันไปเจอเพื่อนเก่าแต่เขาเรียนที่หัวหมาก ผมจึงทำเรื่องขอย้าย พอย้ายไปที่หัวหมาก ตอนนั้นผมไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ แถมยังเรียนแยกกับเพื่อน จึงกลับไปเรียนบางนาอีกรอบ เพื่อนก็เลยงงเลยครับ แต่สิ่งที่ตามมา ผมกลับมาผมดันต้องเรียนแยกกับเพื่อนตอน Intensive เพราะมันไม่สามารถเลือกได้ คราวนี้แหละครับ ของจริงเด็กมหาลัยที่เปิดเทอมกันหมด คนเยอะมาก แต่ละคาสก็ดูกดดันไปหมดช่วงเวลานั้นผมจึงตัดสินใจทำตัวเองให้ เฟรนลี่ที่สุด จนค่อยๆได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ในตอนนั้นผมขอป๊าม๊าอยู่หอเพราะไปกลับมันเหนื่อยและเพลียร์ผมไม่ไหว ตอนนั้นผมมีเพื่อนกลุ่มนึงครับ กลุ่มนี้แหละจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเรียนที่นี่ แต่ในบางครั้งเราก็ต้องแยกย้ายไปเรียนคนละวิชา ก็ทำให้ผมกดดันอยู่ดี ทุกวันและทุกคืนที่ผมไม่ได้อยู่กับเพื่อนผม ก็รู้สึกท้อและแย่มาก เพราะไม่มีใครสอนภาษา ผมเลยตัดสินใจนั่งหาอะไรดู หาอะไรอ่านที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ สอบตัวแรกผมจำได้ นั่นคือวิชาที่เด็ก เอแบคเรียกกัน ว่า Sci-man คนอื่นเค้าอาจจะท่องจำสิ่งที่ควรจำ ส่วนผมนั่งท่องศัพท์เพื่อเอาไว้เขียน พอเข้าไป ผมกับแปลอะไรไม่ได้ เขียนอะไรไม่ได้ จึงลอกประโยคคำถามมาตอบแบบมั่วสุดๆ!!!! แถมเพื่อนในกลุ่มของวิชานี้แทบไม่มีใครสนใจงานที่อาจารย์สั่งมาเลย ผมจึงทำคนเดียวโดยให้รุ่นพี่ช่วยแปลสิ่งที่ผมเขียนตอบเป็นภาษาไทยเป็น ภาษาอังกฤษ จนสอบเสร็จผมผ่านอยู่วิชาเดียวครับ นอกนั้น D F WP มาหมดแหละครับ จนผ่านปีหนึ่งไป ผมโดนรีไทน์ครับ ตั้งแต่ปีแรก เพราะผมไม่อยากดรอปกลัวป๊าม๊าเสียเงินฟรี สุดท้ายต้องรีเอ็นเทอร์เพื่อเรียนตัวที่ต่ำกว่าเกรด C ใหม่ ปีแรกผมเก็บได้7หน่วยกิจครับ ในขณะที่เพื่อนๆได้ไป20อัฟ โครตท้อเลย พอมาเรียนใหม่ โดนวิชาบัญชี และ กฏหมาย F จนผมไม่รู้ต้องทำยังไง ติดโปรสิครับ ผมจึงไปปรึกษาพี่ๆ พี่ๆแนะนำให้ไปเรียนหน้าปากซอย พวก ติวเตอร์ต่างๆ จนผมต้องไปเรียนทุกวันตอนเลิกเรียน เหนื่อยมากๆ คิดว่าคงไม่รอด จนผมเริ่มเข้าชมรม ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้พูดคุยระบายความทุกข์ในใจ สุดท้ายผมเริ่มสนุกที่จะเข้ามาเรียนในแต่ละวัน จนผมได้มาเจอเพื่อนกลุ่มนึง เพื่อนกลุ่มนี้กลายเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผมในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ ตกเย็นเราจะไปเมกกะกัน อาทิตย์นึงแทบวันละ2-3ครั้ง หลังจากนั้นดเพื่อนกลุ่มเก่าก็ทยอยแยกย้ายไปเรียนที่อื่น เพื่อนกลุ่มใหม่ทยอยเรียนจบกัน ผมรู้สึกใจคอไม่ดีเลย จึงเริ่มออกมาเที่ยวกับเพื่อนใหม่ๆและรุ่นน้องที่ชอบเที่ยว ผมเริ่มรู้สึกปลดปล่อยเวลาได้ออกไปเที่ยวกลางคืน บางทีตื่นมาก็ไปเรียนแบบเมาๆ เพื่อนทักเหม็นระมุดว่ะ 5555+ แต่ความเมาและความเฮฮา และความขยันอ่านภาษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมสามารถก้าวผ่านจุดที่ผมกดดันมาได้จนหลุดโปร และได้รู้จักเพื่อนมากมายจากที่นี่ ผมต้องทนเรียนกับสิ่งที่ผมไม่ชอบเลยสักอย่าง แต่ก็ต้องขอบคุณคนรอบกายที่รู้จักผม ที่เขาทำให้เราสู้ต่อจนถึงเทอมสุดท้าย เทอมสุดท้ายผมปล่อยตัวเละเทะเมามายบ่อยมาก แต่พอเกรดออกมาผมถึงกลับช็อคเพราะเป็นเกรดที่ดีที่สุดที่ผมเคยเรียนมา และในที่สุดผมก็เรียนจบ
ผมอยากแนะนำแนวทางการเรียนภาษาด้วยตัวเองครับ
1.รายการ Chris Delivery เป็นรายการสอนภาษาอังกฤษแนวตลก
2.Bangkok Post Learning เป็นข่าวที่มีคำศัพท์และความหมายเป็นภาษาอังกฤษ
3.English room เป็นรายการที่พูดคุยกับดาราและทำกิจกรรมเป็นภาษาอังกฤษ
4.หนัง soundtrack ดูไปเถอะครับกรอกหูไปทุกวันจะไม่ได้ ได้ไง
5.ความหมายของ เพลงสากล
6.หนังสือสอนภาษาอังกฤษได้ทุกชนิด
****** อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น 7.Google Translate แปลไปทั้งประโยค ละวันนึงเราจะเรียงได้เอง ******
สรุปแล้วนี่แหละชีวิตวัยเรียนของผม ผมอยากให้เพื่อนๆที่รู้สึกท้อแท้กับการเรียน หรืออะไรสักอย่าง จงใช้ชีวิตวัยเรียนให้สนุกครับ เพราะเมื่อเราก้าวมาวัยทำงาน เราจะอยากกลับไปเรียนอีกครั้งนึง ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอกครับ สู้ๆนะน้องๆที่ยังอยู่ในวัยเรียน ขอบคุณที่อ่านบทความย่อๆของผมจนจบ ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนทุกคนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
สวัสดีครับ ผมเป็นคนโง่วิชาภาษาอังกฤษ มากๆครับ แต่ผมก็ดันเลือกเรียน ABAC
จนถึงวันเปิดเทอมดันไปเจอเพื่อนเก่าแต่เขาเรียนที่หัวหมาก ผมจึงทำเรื่องขอย้าย พอย้ายไปที่หัวหมาก ตอนนั้นผมไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ แถมยังเรียนแยกกับเพื่อน จึงกลับไปเรียนบางนาอีกรอบ เพื่อนก็เลยงงเลยครับ แต่สิ่งที่ตามมา ผมกลับมาผมดันต้องเรียนแยกกับเพื่อนตอน Intensive เพราะมันไม่สามารถเลือกได้ คราวนี้แหละครับ ของจริงเด็กมหาลัยที่เปิดเทอมกันหมด คนเยอะมาก แต่ละคาสก็ดูกดดันไปหมดช่วงเวลานั้นผมจึงตัดสินใจทำตัวเองให้ เฟรนลี่ที่สุด จนค่อยๆได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ในตอนนั้นผมขอป๊าม๊าอยู่หอเพราะไปกลับมันเหนื่อยและเพลียร์ผมไม่ไหว ตอนนั้นผมมีเพื่อนกลุ่มนึงครับ กลุ่มนี้แหละจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเรียนที่นี่ แต่ในบางครั้งเราก็ต้องแยกย้ายไปเรียนคนละวิชา ก็ทำให้ผมกดดันอยู่ดี ทุกวันและทุกคืนที่ผมไม่ได้อยู่กับเพื่อนผม ก็รู้สึกท้อและแย่มาก เพราะไม่มีใครสอนภาษา ผมเลยตัดสินใจนั่งหาอะไรดู หาอะไรอ่านที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ สอบตัวแรกผมจำได้ นั่นคือวิชาที่เด็ก เอแบคเรียกกัน ว่า Sci-man คนอื่นเค้าอาจจะท่องจำสิ่งที่ควรจำ ส่วนผมนั่งท่องศัพท์เพื่อเอาไว้เขียน พอเข้าไป ผมกับแปลอะไรไม่ได้ เขียนอะไรไม่ได้ จึงลอกประโยคคำถามมาตอบแบบมั่วสุดๆ!!!! แถมเพื่อนในกลุ่มของวิชานี้แทบไม่มีใครสนใจงานที่อาจารย์สั่งมาเลย ผมจึงทำคนเดียวโดยให้รุ่นพี่ช่วยแปลสิ่งที่ผมเขียนตอบเป็นภาษาไทยเป็น ภาษาอังกฤษ จนสอบเสร็จผมผ่านอยู่วิชาเดียวครับ นอกนั้น D F WP มาหมดแหละครับ จนผ่านปีหนึ่งไป ผมโดนรีไทน์ครับ ตั้งแต่ปีแรก เพราะผมไม่อยากดรอปกลัวป๊าม๊าเสียเงินฟรี สุดท้ายต้องรีเอ็นเทอร์เพื่อเรียนตัวที่ต่ำกว่าเกรด C ใหม่ ปีแรกผมเก็บได้7หน่วยกิจครับ ในขณะที่เพื่อนๆได้ไป20อัฟ โครตท้อเลย พอมาเรียนใหม่ โดนวิชาบัญชี และ กฏหมาย F จนผมไม่รู้ต้องทำยังไง ติดโปรสิครับ ผมจึงไปปรึกษาพี่ๆ พี่ๆแนะนำให้ไปเรียนหน้าปากซอย พวก ติวเตอร์ต่างๆ จนผมต้องไปเรียนทุกวันตอนเลิกเรียน เหนื่อยมากๆ คิดว่าคงไม่รอด จนผมเริ่มเข้าชมรม ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้พูดคุยระบายความทุกข์ในใจ สุดท้ายผมเริ่มสนุกที่จะเข้ามาเรียนในแต่ละวัน จนผมได้มาเจอเพื่อนกลุ่มนึง เพื่อนกลุ่มนี้กลายเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผมในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ ตกเย็นเราจะไปเมกกะกัน อาทิตย์นึงแทบวันละ2-3ครั้ง หลังจากนั้นดเพื่อนกลุ่มเก่าก็ทยอยแยกย้ายไปเรียนที่อื่น เพื่อนกลุ่มใหม่ทยอยเรียนจบกัน ผมรู้สึกใจคอไม่ดีเลย จึงเริ่มออกมาเที่ยวกับเพื่อนใหม่ๆและรุ่นน้องที่ชอบเที่ยว ผมเริ่มรู้สึกปลดปล่อยเวลาได้ออกไปเที่ยวกลางคืน บางทีตื่นมาก็ไปเรียนแบบเมาๆ เพื่อนทักเหม็นระมุดว่ะ 5555+ แต่ความเมาและความเฮฮา และความขยันอ่านภาษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผมสามารถก้าวผ่านจุดที่ผมกดดันมาได้จนหลุดโปร และได้รู้จักเพื่อนมากมายจากที่นี่ ผมต้องทนเรียนกับสิ่งที่ผมไม่ชอบเลยสักอย่าง แต่ก็ต้องขอบคุณคนรอบกายที่รู้จักผม ที่เขาทำให้เราสู้ต่อจนถึงเทอมสุดท้าย เทอมสุดท้ายผมปล่อยตัวเละเทะเมามายบ่อยมาก แต่พอเกรดออกมาผมถึงกลับช็อคเพราะเป็นเกรดที่ดีที่สุดที่ผมเคยเรียนมา และในที่สุดผมก็เรียนจบ
ผมอยากแนะนำแนวทางการเรียนภาษาด้วยตัวเองครับ
1.รายการ Chris Delivery เป็นรายการสอนภาษาอังกฤษแนวตลก
2.Bangkok Post Learning เป็นข่าวที่มีคำศัพท์และความหมายเป็นภาษาอังกฤษ
3.English room เป็นรายการที่พูดคุยกับดาราและทำกิจกรรมเป็นภาษาอังกฤษ
4.หนัง soundtrack ดูไปเถอะครับกรอกหูไปทุกวันจะไม่ได้ ได้ไง
5.ความหมายของ เพลงสากล
6.หนังสือสอนภาษาอังกฤษได้ทุกชนิด
****** อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น 7.Google Translate แปลไปทั้งประโยค ละวันนึงเราจะเรียงได้เอง ******
สรุปแล้วนี่แหละชีวิตวัยเรียนของผม ผมอยากให้เพื่อนๆที่รู้สึกท้อแท้กับการเรียน หรืออะไรสักอย่าง จงใช้ชีวิตวัยเรียนให้สนุกครับ เพราะเมื่อเราก้าวมาวัยทำงาน เราจะอยากกลับไปเรียนอีกครั้งนึง ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอกครับ สู้ๆนะน้องๆที่ยังอยู่ในวัยเรียน ขอบคุณที่อ่านบทความย่อๆของผมจนจบ ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนทุกคนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้