อยากให้กระทู้นี้ เหมือนเป็นข้อมูล เตือนสติ เตือนใจ ถ้าใครมีโอกาสได้เข้ามาอ่าน ก่อนคุณจะเริ่มความสัมพันธ์กับใครสักคน ก็ขอให้คุณประสบความสำเร็จ ในความรักของตนเองนะครับ อ่านได้ทั้ง ชาย หญิง
เราอยากให้คนไทยหลาย ๆ คน รักคนด้วยสติ มีความคิดให้ละเอียด โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ที่เริ่มรู้จัก คำว่า ความรักฉันชู้สาว สิ่งนี้เขียนทั้งหมดนี้ ไม่ได้ไปลอกจากใครที่ไหน คิดเอง สด ๆ นี่แหล่ะ จากประสบการณ์ที่ตัวเองเจอ ที่เคยทำ ใช้ใจควบคู่ใสมอง ในการเริ่มจีบใครสักคน จนได้ถึงรายละเอียดให้ได้มากที่สุด จนถึงเป็นแฟนกันแล้ว ก็ยังสามารถรู้ลึกไปอีก และทำให้เรารู้ว่า การมีคู่ชีวิต คือ การเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น แต่ถ้าเรารู้เขาอย่างดีแล้ว ไม่ว่าเจออะไรเราก็จะรู้ จะวางแผนได้ รับมือได้ และมองปัญหาบางอย่าง กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลยก็ได้ เพราะเราได้เรียนรู้ รับรู้ ตั้งแต่ทีแรกเริ่มแล้ว
อย่าไปแอบรักใคร แล้วไม่รู้จักบอก ระวัง เขาจะกลายเป็นของคนอื่น แล้วเจ็บหนักกว่านี้ เพื่อนชอบเพื่อนก็บอกได้ มีแค่ ใช่ กับ ไม่ ไม่ต้องกลัวเสียเพื่อน ดีกว่าใจเราไม่สบาย เสียเวลาไปนานโข ไม่เป็นการปิดกั้นตัวเรา ให้เจอกับคนใหม่ในอนาคตอีกด้วย
เราขอไม่เอาประเด็นใด ๆ ที่เกี่ยวกับ Facebook, Line หรือ Social Networking ต่าง ๆ มาพูด หรือ โยงกับเรื่องพวกนี้นะ มันเป็นการสร้างปัญหากันภายหลังเปล่า ๆ ควรเอาเป็นสื่อในการคุยก็พอ ไม่ต้องสนใจเรื่องโพสรูป อัพสเตตัส มันไร้สาระเกินไป ที่เป็นปัญหาของหนุ่มสาวสมัยนี้ครับ จิตตกเปล่า ๆ
เริ่มแล้วนะ เป็นข้อ ๆ
1. ก่อนที่คุณจะจีบใครสักคน แน่นอนว่า คุณต้องรู้สึก ปิ้ง ใครสักคนก่อน แต่อยากให้หยุดคิดสักนิด ก่อนจะเริ่มเข้าหา คุณควรจะศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเขาก่อน ให้ได้มากที่สุด อาจจะแอบส่องผ่านเฟส หรือดูห่าง ๆ สืบลับ ๆ นะ ประวัติ ข้อมูล ชื่อจริง ชื่อเล่น อายุ ที่อยู่อาศัย ไลพ์สไตล์ นิสัยเปลือกนอก ฐานะ การใช้มือถือ บลา ๆ และที่สำคัญ เขามีแฟนแล้วหรือยัง ต้องตอบให้ได้นะ คุณรู้ข้อมูลเหล่านี้ คุณต้องจำให้ขึ้นใจ ไม่ใช่ท่องจำ แต่ มันเป็นเรื่องของ ความใส่ใจข้อมูลในตัวเขา ทีนี้ก็หยุดคิดสักนิด คุณอีกตลบหนึ่งว่า "เขาคู่ควรแก่คุณไหม" เอาแค่แว่บแรก.... ทุกอย่างในตัวเขา มัน เหมาะไหม ? เช่น ความเข้ากันของแนวทางการใช้ชีวิต ฐานะ การใช้จ่าย ถ้าคุณคิดว่า เปลือกนอก ที่เห็นมันไม่ได้ระแคะระคาย แก่คุณ หรือ ทำให้คุณรู้สึกว่า มัน ยาก หว่ะ จงเดินหน้าต่อไป แต่ถ้าคุณรู้สึก ยาก หรือ ระแคะระคาย ตั้งแต่ต้น อย่าเดินต่อด้วย เพราะเพียงแค่ชอบ เพราะมันทำให้คุณปวดหัว ตั้งแต่ ช่วงแรกเลยหล่ะ ถ้ามีความชอบอะไรที่ต่างกัน
2. เริ่มทำความรู้จัก ในฐานะ ว่าที่ของแฟน ใครที่เป็นเพื่อนมาก่อน รู้จักมาก่อน เป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะรู้สึก งง ๆ ทำตัวไม่ถูกว่า เริ่มไงดี ?? สำหรับกรณีนี้ คุณอย่าใจร้อนต้องสัญญากับตัวเองก่อนว่า ค่อยเป็นค่อยไป การเข้าหา เข้าหาได้หลายวิธี ณ จุดนี้ คุณลองคิดดูว่า มีอะไรเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อ Connection เพื่อที่จะได้คุยกัน ทุกคู่เริ่มจากการคุยกันทั้งนั้นแหล่ะครับ แต่หัวข้อนั้นมันไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเริ่มต้นจากงาน เพื่อนร่วมชั้นเรียน ถามการเรียน อยู่ชมรมเดียวกัน ก็คุยเรื่อง ในชมรม ก่อน แล้วค่อยล้ำไปเรื่องข้างนอกเยอะ ๆ เทรนใหม่ ๆ แล้วก็ค่อย ๆ หันมา เรื่องส่วนตัว ข้อดี เสียแต่ละบุคคล แต่ ไม่ใช่ ภายใน 1-2 วันที่เริ่มคุย เรื่องส่วนตัวนะ เราไม่จำเป็นต้องเล่าก่อนทั้งหมด ข้อมูลส่วนตัวต้องค่อย ๆ เผยมาจากทั้งสองฝ่าย และค่อย ๆ เติมเต็ม อาจจะเป็น เดือน เป็นอาทิตย์ ก็แล้วแต่ คู่สนทนาของคุณ ทีนี้ อยากให้คุณหยุดคิดสัก 1 คืนว่า ตลอดเวลาที่คุณกัน คุณมีความสุขไหม ? หรือ คุณคิดว่า มันเป็นหน้าที่ หรือ มีความรู้สึกอื่น ๆ เข้ามา หรือ เป็นภาระ... และ คิดให้ดี คุณชอบเขาจริง ๆ หรือเปล่า กับรายละเอียดเรื่องส่วนตัว และประเมินเบื้องต้นอีกที ว่า
เข้ากันได้หรือเปล่า กับตัวตนของคุณ ไม่ใช่เอาแค่ รับได้นะ (รับได้ คือ ไม่ใช่ที่เราคาดหวัง แต่ทำใจยอมรับได้)
คำตอบเดียวครับ ถ้ามีความสุข ถ้าใช่ ก็จงรุกหน้าต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จงหยุดคุย หรือ บอกเขาตรง ๆ ว่า ไม่ใช่ แล้วค่อย ๆ ถอยห่าง
3. ใน stage นี้ความสนิทของคุณทั้งสอง อาจจะเข้าขั้นว่า เป็นเพื่อนที่แชทกันได้ทุกเรื่องแล้ว คุณเริ่มจะมีความสุขแล้ว และตัวเขาเอง เขาก็ทักคุยกับคุณตลอด แต่อย่าพึ่งดีใจไปครับ ขอให้หยุดคิดให้ละเอียด อีกที ในเรื่องของความสม่ำเสมอ ความเป็นจริง ความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างในแชท กับ ชีวิตจริง ๆ ที่คุณเห็นเขา ถ้าใช่ ก็เตรียมตัวไปออกเดทกันได้แล้วครับ ในขั้นตอนต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็หยุดไว้ก่อน พิจารณาอีกที แล้วก็ ถ้ายังไม่ใช่อีก ก็ ปล่อยครับ
4. ผมเชื่อว่า การที่คนเราจะสนิทสนมอะไรกันได้อย่างแท้จริง อาศัย แชท โทรศัพท์ อย่างเดียวมันไม่พอ ต้องอาศัยการใช้ชีวิตร่วมกันอีกด้วย (ไม่ใช่ เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมงาน หรือ คนรู้จัก ที่เจอกันแต่ละวัน) แต่ในด้วยการใช้ชีวิตร่วมกัน ของ คนที่กำลังมาเป็นแฟนกัน ต้องออกเดทครับ แต่ก่อนจะออกเดท ก็ ต้องคิดใช้สมองกันอีกทีหนึ่ง โดยการ ทบทวน ตั้งแต่ข้อ 1-3 ทั้งหมดครับ ว่า ตลอดเวลาของการแชทกัน คุณผ่านอะไรกันมาบ้าง อย่างน้อยคุณต้องรู้แนวทางการใช้ชีวิต ข้อมูลส่วนตัวเขาหล่ะ และคุณก็ต้องหวังว่า เขาก็ต้องรู้สิ่งที่คุณเป็น คุณมีด้วยเหมือนกัน
ขอให้มีความเชื่อว่า การออกเดท คือ ไม่ว่าทางคุณ หรือ เขา เป็นสิ่งที่ เขาหรือคุณ รอคอย ไม่จำเป็นว่าใครชวนก่อน ใครชวนก่อนก็ได้ ท้ายที่สุดก็คือ ไปด้วยกันอยู่ดีครับ
ทีนี้ การชวนออกเดท คุณอย่าพึ่งตัดสินใจว่าจะไปไหน ลองคุยกับคู่สนทนาดูว่า ไปที่ไหนดี สะดวก สบาย และ Happy ที่จะไปกันทั้งคู่นะครับ ไม่ใช่ว่า
ฉันอยากไปที่นี่ ไปกับฉันหน่อย แบบนี้ไม่แฟร์ ระหว่างคุณสองคน นะ ระหว่างออกเดทกันแล้ว ก็ลองใช้ชีวิต ศึกษาร่วมกันดูให้มาก ๆ ข้อดีข้อเสีย สไตล์ การเดิน การซื้อของ การเล่นโทรศัพท์ และเป็นตัวของตัวเอง ออกเดทครั้งแรก อย่ามีเรื่องของ การสัมผัสตัวอย่างตั้งใจ นะครับ ใจเย็น ๆ แล้วมันจะดีเอง ค่อยเป็นค่อยไปเอง ควรให้เกียรติกันและกัน ทำตัวตามสบาย ไม่ประหม่า และที่สำคัญ มีความเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่หัวจรดเท้า หมั่นคุยและศึกษา ให้ดีครับ และดูแนวโน้มว่า ออกเดท มีครั้งที่สอง สาม สี่ ห้า และถาม Feedback จากเจ้าตัวสม่ำเสมอว่า ไปเที่ยวด้วยกัน มีความสุขไหม สนุกไหม หรือ อย่างไร ถ้าไปในเชิงบวก ก็ต้องบอกว่า มีแนวโน้มที่ดี แต่ถ้า เชิงลบ ก็ ถอยได้เลยครับ หรือ อาจจะแก้ตัวได้ แต่ถ้าแก้ตัวแล้ว ยังเชิงลบ อีก ก็ต้องพิจารณาใหม่ครับ ทั้งเขาและคุณ
5. ถ้าคุณสามารถมายัง stage 5 นี้ได้แล้ว มีแนวโน้มเป็นแฟนกันแล้ว แต่ก็อย่าพึ่งดีใจ ก็ขอให้เผื่อใจไว้หน่อยครับ คือ การขอคบ เป็นแฟน ใน stage นี้ ขอให้คิดอย่างมีเหตุผล ก่อนขอนะครับ ทบทวนอีกครั้ง ให้ละเอียด ตั้งแต่ ข้อ 1-4 เลยอีกที และจงตั้งมั่นไว้ว่า ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร คุณต้องยอมรับความจริง และอย่าเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป เพราะคุณได้ทำแล้ว ถ้าคุณไม่ทำ คุณจะเสียใจมากกว่านี้
คนบางคนก็ขาด ตรรกะ ขาด เหตุผล ครับ แค่ชอบก็ขอคบเป็นแฟน ชอบก็ตามจีบ ชอบก็เอาไปหมกมุ่น คุยกันแค่ในเฟส ในไลน์ ไม่เคยเจอตัวจริง รวมทั้งเจอนาน ๆ ที แล้วก็เวิ่นเว้อ ไปอย่างโน้นอย่างนี้.... พอไปขอคบเป็นแฟน แล้วถูกปฏิเสธ มาอกหักเสียใจภายหลัง เมาเหล้าหัวทิ่ม ผิวหวัง ตรง ๆ นะครับ ไร้สาระมาก ๆ
การที่คนเราจะเป็นแฟนกันได้ มันต้องผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันมา
ผ่านความสนิทสนม ความไว้ใจ และที่สำคัญ ใจต้องไม่ห่างกัน
ถ้าคุณประเมินตนเอง ในข้อ 5 นี้แล้ว ว่าคุณสมบัติครบถ้วน ทุกประการ คุณขอเขาเป็นแฟนได้เลยครับ ขั้นตอนนี้ ไม่ควรแชทในมือถือ ควรที่จะ คุยโทรศัพท์กัน หรือ เจอหน้ากันเป็นกิจลักษณะนะครับ และแสดงความรักกันในทางที่เหมาะสม สม่ำเสมอ และมีกาลเทศะ
ทีนี้ เท่ากับว่า คุณสองคนเป็นแฟนกัน ซึ่ง ไม่ได้มีแค่ มีความชอบความรักให้แก่กัน แต่ คุณมีความสนิทสนมกันตั้งนาน คุณรู้เขา เขารู้คุณ คุณมีข้อมูลรายละเอียดให้แก่กัน และที่สำคัญ คุณมีความไว้ใจกันในระดับหนี่ง เท่านี้ ความรักในฐานะแฟนของคุณ จะมีแต่ปริมาณที่เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งนั้นครับ
ขอให้ความรักประสบความสำเร็จนะครับ
เรื่องของการ "จีบ"
เราอยากให้คนไทยหลาย ๆ คน รักคนด้วยสติ มีความคิดให้ละเอียด โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ที่เริ่มรู้จัก คำว่า ความรักฉันชู้สาว สิ่งนี้เขียนทั้งหมดนี้ ไม่ได้ไปลอกจากใครที่ไหน คิดเอง สด ๆ นี่แหล่ะ จากประสบการณ์ที่ตัวเองเจอ ที่เคยทำ ใช้ใจควบคู่ใสมอง ในการเริ่มจีบใครสักคน จนได้ถึงรายละเอียดให้ได้มากที่สุด จนถึงเป็นแฟนกันแล้ว ก็ยังสามารถรู้ลึกไปอีก และทำให้เรารู้ว่า การมีคู่ชีวิต คือ การเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น แต่ถ้าเรารู้เขาอย่างดีแล้ว ไม่ว่าเจออะไรเราก็จะรู้ จะวางแผนได้ รับมือได้ และมองปัญหาบางอย่าง กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเลยก็ได้ เพราะเราได้เรียนรู้ รับรู้ ตั้งแต่ทีแรกเริ่มแล้ว
อย่าไปแอบรักใคร แล้วไม่รู้จักบอก ระวัง เขาจะกลายเป็นของคนอื่น แล้วเจ็บหนักกว่านี้ เพื่อนชอบเพื่อนก็บอกได้ มีแค่ ใช่ กับ ไม่ ไม่ต้องกลัวเสียเพื่อน ดีกว่าใจเราไม่สบาย เสียเวลาไปนานโข ไม่เป็นการปิดกั้นตัวเรา ให้เจอกับคนใหม่ในอนาคตอีกด้วย
เราขอไม่เอาประเด็นใด ๆ ที่เกี่ยวกับ Facebook, Line หรือ Social Networking ต่าง ๆ มาพูด หรือ โยงกับเรื่องพวกนี้นะ มันเป็นการสร้างปัญหากันภายหลังเปล่า ๆ ควรเอาเป็นสื่อในการคุยก็พอ ไม่ต้องสนใจเรื่องโพสรูป อัพสเตตัส มันไร้สาระเกินไป ที่เป็นปัญหาของหนุ่มสาวสมัยนี้ครับ จิตตกเปล่า ๆ
เริ่มแล้วนะ เป็นข้อ ๆ
1. ก่อนที่คุณจะจีบใครสักคน แน่นอนว่า คุณต้องรู้สึก ปิ้ง ใครสักคนก่อน แต่อยากให้หยุดคิดสักนิด ก่อนจะเริ่มเข้าหา คุณควรจะศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเขาก่อน ให้ได้มากที่สุด อาจจะแอบส่องผ่านเฟส หรือดูห่าง ๆ สืบลับ ๆ นะ ประวัติ ข้อมูล ชื่อจริง ชื่อเล่น อายุ ที่อยู่อาศัย ไลพ์สไตล์ นิสัยเปลือกนอก ฐานะ การใช้มือถือ บลา ๆ และที่สำคัญ เขามีแฟนแล้วหรือยัง ต้องตอบให้ได้นะ คุณรู้ข้อมูลเหล่านี้ คุณต้องจำให้ขึ้นใจ ไม่ใช่ท่องจำ แต่ มันเป็นเรื่องของ ความใส่ใจข้อมูลในตัวเขา ทีนี้ก็หยุดคิดสักนิด คุณอีกตลบหนึ่งว่า "เขาคู่ควรแก่คุณไหม" เอาแค่แว่บแรก.... ทุกอย่างในตัวเขา มัน เหมาะไหม ? เช่น ความเข้ากันของแนวทางการใช้ชีวิต ฐานะ การใช้จ่าย ถ้าคุณคิดว่า เปลือกนอก ที่เห็นมันไม่ได้ระแคะระคาย แก่คุณ หรือ ทำให้คุณรู้สึกว่า มัน ยาก หว่ะ จงเดินหน้าต่อไป แต่ถ้าคุณรู้สึก ยาก หรือ ระแคะระคาย ตั้งแต่ต้น อย่าเดินต่อด้วย เพราะเพียงแค่ชอบ เพราะมันทำให้คุณปวดหัว ตั้งแต่ ช่วงแรกเลยหล่ะ ถ้ามีความชอบอะไรที่ต่างกัน
2. เริ่มทำความรู้จัก ในฐานะ ว่าที่ของแฟน ใครที่เป็นเพื่อนมาก่อน รู้จักมาก่อน เป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะรู้สึก งง ๆ ทำตัวไม่ถูกว่า เริ่มไงดี ?? สำหรับกรณีนี้ คุณอย่าใจร้อนต้องสัญญากับตัวเองก่อนว่า ค่อยเป็นค่อยไป การเข้าหา เข้าหาได้หลายวิธี ณ จุดนี้ คุณลองคิดดูว่า มีอะไรเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อ Connection เพื่อที่จะได้คุยกัน ทุกคู่เริ่มจากการคุยกันทั้งนั้นแหล่ะครับ แต่หัวข้อนั้นมันไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเริ่มต้นจากงาน เพื่อนร่วมชั้นเรียน ถามการเรียน อยู่ชมรมเดียวกัน ก็คุยเรื่อง ในชมรม ก่อน แล้วค่อยล้ำไปเรื่องข้างนอกเยอะ ๆ เทรนใหม่ ๆ แล้วก็ค่อย ๆ หันมา เรื่องส่วนตัว ข้อดี เสียแต่ละบุคคล แต่ ไม่ใช่ ภายใน 1-2 วันที่เริ่มคุย เรื่องส่วนตัวนะ เราไม่จำเป็นต้องเล่าก่อนทั้งหมด ข้อมูลส่วนตัวต้องค่อย ๆ เผยมาจากทั้งสองฝ่าย และค่อย ๆ เติมเต็ม อาจจะเป็น เดือน เป็นอาทิตย์ ก็แล้วแต่ คู่สนทนาของคุณ ทีนี้ อยากให้คุณหยุดคิดสัก 1 คืนว่า ตลอดเวลาที่คุณกัน คุณมีความสุขไหม ? หรือ คุณคิดว่า มันเป็นหน้าที่ หรือ มีความรู้สึกอื่น ๆ เข้ามา หรือ เป็นภาระ... และ คิดให้ดี คุณชอบเขาจริง ๆ หรือเปล่า กับรายละเอียดเรื่องส่วนตัว และประเมินเบื้องต้นอีกที ว่า
เข้ากันได้หรือเปล่า กับตัวตนของคุณ ไม่ใช่เอาแค่ รับได้นะ (รับได้ คือ ไม่ใช่ที่เราคาดหวัง แต่ทำใจยอมรับได้)
คำตอบเดียวครับ ถ้ามีความสุข ถ้าใช่ ก็จงรุกหน้าต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จงหยุดคุย หรือ บอกเขาตรง ๆ ว่า ไม่ใช่ แล้วค่อย ๆ ถอยห่าง
3. ใน stage นี้ความสนิทของคุณทั้งสอง อาจจะเข้าขั้นว่า เป็นเพื่อนที่แชทกันได้ทุกเรื่องแล้ว คุณเริ่มจะมีความสุขแล้ว และตัวเขาเอง เขาก็ทักคุยกับคุณตลอด แต่อย่าพึ่งดีใจไปครับ ขอให้หยุดคิดให้ละเอียด อีกที ในเรื่องของความสม่ำเสมอ ความเป็นจริง ความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างในแชท กับ ชีวิตจริง ๆ ที่คุณเห็นเขา ถ้าใช่ ก็เตรียมตัวไปออกเดทกันได้แล้วครับ ในขั้นตอนต่อไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็หยุดไว้ก่อน พิจารณาอีกที แล้วก็ ถ้ายังไม่ใช่อีก ก็ ปล่อยครับ
4. ผมเชื่อว่า การที่คนเราจะสนิทสนมอะไรกันได้อย่างแท้จริง อาศัย แชท โทรศัพท์ อย่างเดียวมันไม่พอ ต้องอาศัยการใช้ชีวิตร่วมกันอีกด้วย (ไม่ใช่ เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมงาน หรือ คนรู้จัก ที่เจอกันแต่ละวัน) แต่ในด้วยการใช้ชีวิตร่วมกัน ของ คนที่กำลังมาเป็นแฟนกัน ต้องออกเดทครับ แต่ก่อนจะออกเดท ก็ ต้องคิดใช้สมองกันอีกทีหนึ่ง โดยการ ทบทวน ตั้งแต่ข้อ 1-3 ทั้งหมดครับ ว่า ตลอดเวลาของการแชทกัน คุณผ่านอะไรกันมาบ้าง อย่างน้อยคุณต้องรู้แนวทางการใช้ชีวิต ข้อมูลส่วนตัวเขาหล่ะ และคุณก็ต้องหวังว่า เขาก็ต้องรู้สิ่งที่คุณเป็น คุณมีด้วยเหมือนกัน
ขอให้มีความเชื่อว่า การออกเดท คือ ไม่ว่าทางคุณ หรือ เขา เป็นสิ่งที่ เขาหรือคุณ รอคอย ไม่จำเป็นว่าใครชวนก่อน ใครชวนก่อนก็ได้ ท้ายที่สุดก็คือ ไปด้วยกันอยู่ดีครับ
ทีนี้ การชวนออกเดท คุณอย่าพึ่งตัดสินใจว่าจะไปไหน ลองคุยกับคู่สนทนาดูว่า ไปที่ไหนดี สะดวก สบาย และ Happy ที่จะไปกันทั้งคู่นะครับ ไม่ใช่ว่า
ฉันอยากไปที่นี่ ไปกับฉันหน่อย แบบนี้ไม่แฟร์ ระหว่างคุณสองคน นะ ระหว่างออกเดทกันแล้ว ก็ลองใช้ชีวิต ศึกษาร่วมกันดูให้มาก ๆ ข้อดีข้อเสีย สไตล์ การเดิน การซื้อของ การเล่นโทรศัพท์ และเป็นตัวของตัวเอง ออกเดทครั้งแรก อย่ามีเรื่องของ การสัมผัสตัวอย่างตั้งใจ นะครับ ใจเย็น ๆ แล้วมันจะดีเอง ค่อยเป็นค่อยไปเอง ควรให้เกียรติกันและกัน ทำตัวตามสบาย ไม่ประหม่า และที่สำคัญ มีความเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่หัวจรดเท้า หมั่นคุยและศึกษา ให้ดีครับ และดูแนวโน้มว่า ออกเดท มีครั้งที่สอง สาม สี่ ห้า และถาม Feedback จากเจ้าตัวสม่ำเสมอว่า ไปเที่ยวด้วยกัน มีความสุขไหม สนุกไหม หรือ อย่างไร ถ้าไปในเชิงบวก ก็ต้องบอกว่า มีแนวโน้มที่ดี แต่ถ้า เชิงลบ ก็ ถอยได้เลยครับ หรือ อาจจะแก้ตัวได้ แต่ถ้าแก้ตัวแล้ว ยังเชิงลบ อีก ก็ต้องพิจารณาใหม่ครับ ทั้งเขาและคุณ
5. ถ้าคุณสามารถมายัง stage 5 นี้ได้แล้ว มีแนวโน้มเป็นแฟนกันแล้ว แต่ก็อย่าพึ่งดีใจ ก็ขอให้เผื่อใจไว้หน่อยครับ คือ การขอคบ เป็นแฟน ใน stage นี้ ขอให้คิดอย่างมีเหตุผล ก่อนขอนะครับ ทบทวนอีกครั้ง ให้ละเอียด ตั้งแต่ ข้อ 1-4 เลยอีกที และจงตั้งมั่นไว้ว่า ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร คุณต้องยอมรับความจริง และอย่าเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป เพราะคุณได้ทำแล้ว ถ้าคุณไม่ทำ คุณจะเสียใจมากกว่านี้
คนบางคนก็ขาด ตรรกะ ขาด เหตุผล ครับ แค่ชอบก็ขอคบเป็นแฟน ชอบก็ตามจีบ ชอบก็เอาไปหมกมุ่น คุยกันแค่ในเฟส ในไลน์ ไม่เคยเจอตัวจริง รวมทั้งเจอนาน ๆ ที แล้วก็เวิ่นเว้อ ไปอย่างโน้นอย่างนี้.... พอไปขอคบเป็นแฟน แล้วถูกปฏิเสธ มาอกหักเสียใจภายหลัง เมาเหล้าหัวทิ่ม ผิวหวัง ตรง ๆ นะครับ ไร้สาระมาก ๆ
การที่คนเราจะเป็นแฟนกันได้ มันต้องผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันมา ผ่านความสนิทสนม ความไว้ใจ และที่สำคัญ ใจต้องไม่ห่างกัน
ถ้าคุณประเมินตนเอง ในข้อ 5 นี้แล้ว ว่าคุณสมบัติครบถ้วน ทุกประการ คุณขอเขาเป็นแฟนได้เลยครับ ขั้นตอนนี้ ไม่ควรแชทในมือถือ ควรที่จะ คุยโทรศัพท์กัน หรือ เจอหน้ากันเป็นกิจลักษณะนะครับ และแสดงความรักกันในทางที่เหมาะสม สม่ำเสมอ และมีกาลเทศะ
ทีนี้ เท่ากับว่า คุณสองคนเป็นแฟนกัน ซึ่ง ไม่ได้มีแค่ มีความชอบความรักให้แก่กัน แต่ คุณมีความสนิทสนมกันตั้งนาน คุณรู้เขา เขารู้คุณ คุณมีข้อมูลรายละเอียดให้แก่กัน และที่สำคัญ คุณมีความไว้ใจกันในระดับหนี่ง เท่านี้ ความรักในฐานะแฟนของคุณ จะมีแต่ปริมาณที่เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งนั้นครับ
ขอให้ความรักประสบความสำเร็จนะครับ