[CR] ลุยเดี่ยวเที่ยวทั่วโลก ฉบับ “ศรีลังกามีมากกว่าวัด” ตอนที่ 3 Adam’s Peak มุ่งมั่นตั้งใจ ทำได้ไม่ได้อีกเรื่องนึง

ตอนที่ 0 สารบัญการเดินทาง และก้าวย่างแรกในศรีลังกา
https://pantip.com/topic/36759102/

ตอนที่ 1 ครึ่งวันปั่นทั่วเมืองเมืองโบราณ Anuradhapura
https://pantip.com/topic/36765423

ตอนที่ 2 เป็นคนแสนดีแวะเมือง Kandy เข้าวัดเข้าวา
https://pantip.com/topic/36772330

เสียงนาฬิกากรีดร้องตอนตี 2 ตรงตามที่ตั้งเอาไว้ แต่ที่ไม่ตรงคือ “จิตใจ” ของเราที่ถวิลหาเตียงนอนมากกว่าแสงอาทิตย์ยามเช้า เรากดปิดเสียงปลุกทิ้ง แล้วตื่นมาอีกทีตอนตี 5 อ้าว...มันไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นแล้วสินะ งั้นตอนต่อละกัน นอนยาวไปจน 7 โมงเช้า ลุกไปอาบน้ำแล้ว Check-out เตรียมเดินขึ้นเขาเต็มที่

พอออกจากโรงแรมมามองดูท้องฟ้า รู้สึกดีใจมากๆ ที่ไม่บ้าระห่ำตื่นมาตีสองเพราะฟ้าปิด! มองก้มมองพื้นมีรอยความเฉอะแฉะ “นี่ฝนตกสินะ โฮะๆๆๆ” หัวเราะในใจอย่างผู้ชนะ เอาเป็นว่าเราเริ่มออกเดินทางดีกว่า พอเดินผ่านโรงแรมและร้านอาหารมาจนถึงแถวที่จอดรถบัส เราเห็นป้ายบอกระยะทางของแต่ละจุดเลยเก็บเอาไว้ดู จะได้ไม่ต้องเปิดหนังสือให้เมื่อยมือ

ช่วงแรกจะเป็นการเดินในทางราบโดยเราต้องเดินข้ามธารน้ำก่อนจะไปถึงซุ้มทางเข้าที่เรียกว่า Makara Thorana

แน่นอนว่าช่วงแรกของการเดินทาง เราเดินด้วยความสดใสพร้อมพลังเต็มเปี่ยม แต่พอเดินไปเรื่อยๆ มันเริ่มเป็นบันได บันได แล้วก็บันได

ตอนนั้นแหงนมองไปดูยอดเขาแล้วคิดว่า เอาล่ะ! ไม่ต้องถึงยอดหรอก เอาแค่ถึงน้ำตกก็พอ สู้ๆ เราเลยเดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักเป็นระยะๆ จนมาถึงเจดีย์ Sama Chaiththiya  แต่เราไม่ได้ข้ามไปถ่ายรูป ณ ตอนนั้นเพราะคิดว่าค่อยกลับมาเก็บตอนขากลับก็ได้

เราเลยเดินต่อไปจนถึง Ambalama ซึ่งตรงนี้เป็นเหมือนจุดแวะทำบุญ เรานั่งพักตรงนี้แล้วดูว่าคนศรีลังกาพอมาถึงตรงนี้เค้าทำอะไรกันบ้าง บางคนก็เข้าไปดูข้างในอาคาร บางคนก็ทำบุญแล้วให้พระผูกข้อมือสายสิญจน์เหมือนบ้านเรา เราเห็นผู้หญิงทำบุญกำลังดูว่าพระจะแต่ให้สายสิญจน์หรือผูกให้เลย สรุปคือพระผูกให้เลย เหมือนพระจะแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงได้ไม่อาบัติ (เหมือนกับพม่า) เราก็ว่าเดี๋ยวขากลับเราจะมาแวะทำบุญซะหน่อย แต่ตอนนี้ต้องเดินต่อละ (ตอนขากลับมาเราก็แวะมาทำบุญ และเหมือนที่เห็นตอนขาไปคือพระจะผูกสายสิญจน์ให้ที่ข้อมือ แต่..ไม่ใช่แค่ผูก!!! แต่ยังเอามือมาประกบมือเราแล้วลูบไล้!!! เรานี่สะบัดหนีแทบไม่ทัน)

เดินขึ้นไปอีกสักพัก็จะเห็นระฆังใบนี้อยู่ขวามือ หลายคนอาจสงสัยว่าเราถ่ายระฆังมามันต้องมีความหมายอะไรแน่ๆ ใช่ค่ะ! ระฆังนี้คือจุดเตือนใจเราว่าเหนื่อยแล้วก็พัก พักเฉยๆ เดี๋ยวเสียฟอร์ม ทำเป็นหยิบกล้องมาถ่ายรูปให้ดูดีดีกว่า 555 อันนี้ล้อเล่นนะคะ ถ้าใครสนใจของไปหากันดูแล้วกันนะคะ ว่าทำไมต้องมีระฆังใบใหญ่อยู่ระหว่างทางเดินด้วย

เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ แน่นอนว่าระหว่างทางจะมีคนคอยทักทายเสมอว่ามาจากญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฯลฯ บางครั้งขี้เกียจตอบก็ยิ้มๆ ไปตามมารยาทแล้วเดินต่อค่ะ เราเดินจนมาถึง “น้ำตก Seetha Gangula” คือ เคยอกหักจากน้ำตกมาทุกมุมโลก อกหักจากที่นี่อีกสักที่จะเป็นไรไป จากรูปนี้มีใครเห็นความเป็นน้ำตกบ้างคะ?

ถึงตรงนี้เริ่มคิดว่าจะเดินต่อไปดีมั๊ย แต่ถ้ากลับตอนนี้มันก็เร็วเกินไป งั้นก็เดินต่ออีกหน่อยแล้วกัน เดินจนคิดว่าไม่ไหวแล้วค่อยกลับ เราเดินไปต่อจากน้ำตกอีกระยะหนึ่งจนหันมาเห็นวิวด้านล่างสวยดี เลยถ่ายเก็บเอาไว้ซะหน่อย

สุดท้ายเดินมาถึงล้านกว้างที่มองขึ้นไปจะเห็นหนทางอีกยาวไกลกว่าจะถึงยอด บอกตรงๆ คือเห็นแล้วท้อ แล้วยิ่งมองขึ้นไปด้านบนมีแต่หมอกหนาๆ เลยคิดว่าหยุดแค่นี้ดีกว่า ขึ้นไปก็คงไม่เห็นอะไร (ข้ออ้างคนขี้เกียจ)

ตอนเดินลงมาเกือบถึงเจดีย์ Sama Chaiththiya  ก็หันกลับไปมองยอดเขาอีกครั้ง โฮะๆ หมอกหนาขนาดนี้ ชั้นตัดสินใจถูกสินะ

เราเดินกระหยิ่มยิ้มย่องไปถ่ายรูปแถวๆ เจดีย์ก่อนที่จะเดินกลับ

แต่พอเสร็จจากถ่ายรูปเจดีย์เท่านั้นแหละ เรามองกลับไปใหม่ กรี๊ดดดดด...หมอกหายไปไหน???????

เสียใจนิดๆ แต่ไม่มาก เพราะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ความขี้เกียจที่ตัวเองมี เลยตัดใจเดินกลับดีกว่า ระหว่างทางที่เดินกลับก็เจอหนุ่มศรีลังกามาชวนคุย บอกว่าเค้าทำงานอยู่ตะวันออกกลาง (จำประเทศไม่ได้) ตอนนี้พักร้อนเลยมาเที่ยว บลาๆๆๆ สุดท้ายถามว่าเราจะไปไหนต่อ เราเลยบอกว่าเราจะกลับไป Hotton แล้วต่อรถไป Nuwara Eliya เค้าก็แบบว่าจะต้องกลับ Colombo วันนี้คงไม่เจอกัน เราก็ “โชคดีนะจ๊ะ”

เราเดินต่อลงมาแวะถ่ายรุปร้านขายขนมและของฝากในงานนี้

จากนั้นเราต้องหาของกินก่อน เลือกดูอยู่สองร้าน เห็นร้านนี้พอมีฝรั่งนั่งอยู่บ้างเลยเข้าไปสั่งอาหารกินเป็น โรตี และ ข้าวแกงไก่ ส่วน Wifi ที่นี่อย่าพึ่งพามาก มันเหมือนจะเสียไปหมดซะทุกที่รวมถึงร้านนี้ด้วย ระหว่างกินก็รอถามว่ารถที่จะกลับไป Hotton จะออกกี่โมง ท่างร้านบอกว่าออกทุกชั่วโมง และเรามีเวลาอีกเกือบชั่วโมงกว่ารถคันต่อไปจะออก เราก็ใจเย็นๆ กินอาหารไป

พอกินเสร็จเช็คบิล มันมีรถบัสผ่านหน้า เฮ้ยๆๆๆๆๆ รถคันนั้นไปไหน? คนบนรถตอบว่า Hotton แต่คือยังรอเงินทอนอยู่และยังไม่ได้ไปเอากระเป๋ามาจากโรงแรม ไหนบอกว่าอีก 1 ชั่วโมงไง!!! ตอนนั้นคือหงุดหงิดแต่ทำอะไรไม่ได้ เดินกลับไปเอากระเป๋าดีกว่า ตอนเอากระเป๋าก็ต้องจ่ายค่าอาหารเมื่อคืนด้วย ซึ่งเงินทอนขาดไป 40 รูปี แล้วคือพนักงานทั้งหมดในที่นั้นไม่มีใครมีเลยจ้า นั่งรอเงินทอนไปยาวๆ

สิบนาทีต่อมาเราก็ได้ตังทอนครบเลยค่อยๆ เดินไปที่ท่ารถ ปรากฎว่ารถใกล้ออกแล้ว อ้าว! ไหนบอกออกทุก 1 ชั่วโมง? คนขับบอกว่าออกทุก 30 นาที อยู่ที่นี่ปากต้องไม่ว่าง ต้องถามเก่งๆ ถึงจะไม่พลาดอะไรแบบนี้อีก (เตือนตัวเองเอาไว้)  พอเราขึ้นรถหาที่นั่งได้ปุ๊บ ไม่นานก็มีคนมานั่งข้างๆ ทั้งที่ที่ว่างบนรถเหลือเพียบ พอหันไปดูเป็นผู้ชายที่เจอตอนลงเขาเมื่อกี้ สรุปคือเค้าเลยยึดที่นั่งข้างๆ เราไปโดยปริยาย
รถออกตรางเวลา โดยจาก Dalhouse ไป Hotton ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง กับระยะทางแค่ 35 กิโลเมตร ราคา 75 รูปี ทางมันไม่ได้ขับยากลำบากเหมือนเอธิโอเปีย มันเป็นทางซีเมนต์ ทางลาดยางตลอดแถว แต่ที่ใช้เวลานานเพราะคนขับแกขับด้วยความเร็ว 25-30 กม/ชม.  ขนส่งเมืองไทย รถเมล์สาย8 ควรมาฝึกการขับกับพี่แกดูนะ
ตลอดทางที่ผ่านจะเห็นไร่ชา เห็นน้ำตก ใช่ค่ะ! สิ่งนี้เรียกว่าน้ำตก เป็นน้ำที่ตกลงมาจริงๆ ไม่ต้องไปปีนเขาแล้วพบกับความผิดหวังเหมือนเมื่อเช้า

จากนั้นก็จะมีขับผ่านทะเลสาบ 2 แห่ง ตอนนั้นคิดคือ ถ้าเราขับรถมาเองมันคงจะดีกว่านี้ น่าจะได้ลงไปดูอะไรบ้างแหละ แต่นี่อยู่บนรถเมล์ก็นั่งดูวิวสวยๆ ไปก็พอ

จากนั้นเราก็เริ่มเพลียแล้วก็เผลอหลับไปจนรถมาถึงสถานีขนส่งที่ Hotton มันคนละที่กับที่เราโดนทิ้งเมื่อวาน!!! แต่ด้วยไม่มีเวลาคิดอะไรมากต้องนั่งรถต่อไปที่ Nuwara Eliya เราบ๊ายบายชายหนุ่มที่นั่งด้านข้างแล้วรีบกระโดดขึ้นรถคันที่จะไป Nuwara Eliya รอไม่นานรถก็ออก ระยะทางจาก Hotton ไป Nuwara Eliya ประมาณ 40 กม.ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมาย
พอรถเริ่มเลี้ยวเข้าเมือง Nuwara Eliya เราเห็นผู้ชายที่นั่งด้านข้างหยิบเสื้อหนาวมาใส่ (ย้ำว่าเสื้อหนาว ไม่ใช่เสื้อคลุม) เราแอบยื่นมือออกไปสัมผัสอากาศข้างนอก มันไม่เห็นจะหนาวเลย แหมๆๆ เวอร์จัง (อันนี้คิดในใจ) พอลงรถก็หาตุ๊กๆ ไป Red Star Hostel ที่จองไว้ (จองตอนกินข้าวเมื่อคืน เพราะเข็ดที่ไม่มีที่พักสองครั้งติด) พอรถตุ๊กๆ วิ่งเท่านั้นแหละ แอร๊ยยยยย เสื้อหนาวชั้นอยู่ไหน!!! หน้าผู้ชายบนรถคนนั้นลอยมาเลย “ทำไมเธอไม่เตือนชั้นห๊า?” 555 (ดูเป็นผู้หญิงเหวี่ยง)

ถึงที่พักแล้วเราก็เอากระเป๋าไปเก็บแล้วถ่ายรูปวิวจากที่พักก่อนที่จะลงมาสอบถามเรื่องเที่ยวของเราในวันพรุ่งนี้

คือเราอยากรู้ว่าถ้าไป Horton Plain มีทัวร์มั๊ย? คนละเท่าไหร่? ปรากฎว่าที่นี่ไม่มีทัวร์ ต้องหาคนใน Hostel เหมาๆ กันไป ซึ่งไม่มีใครจะไปในวันพรุ่งนี้!!! เราเยต้องเหมารถคนเดียวในราคา 2500 รูปี พอจัดแจงเรื่องของพรุ่งนี้เสร็จก็วกกลับมาเรื่องเงินทอง เพราะเงินรูปีมันหมดไปเรื่อยๆ ถึงเวลาต้องแลก เจ้าของ Hostel ก็ใจดีมาก ขับรถ Lexus พาเราไปแลกเงินกับเพื่อน ได้ Rate 150 รูปี / USD ดีกว่าทุกที่ที่ผ่านมา

แลกเงินเสร็จเราก็อยากรู้ว่าถ้าเป็นคนที่นี่จะไปกินข้าวที่ไหน เลยขอคำแนะนำจากเค้า แต่อันนี้ถือว่าพลาด แนะนำมาแต่ละที่คือ ไฮโซ ปิดท้ายบอกเราว่าเดี๋ยวพาไปกินร้านเพื่อน ราคาไม่แพงมาก แต่สะอาดไว้ใจได้ เราก็ตกลง (พลาดหนัก) เค้าพาเรามาที่โรงแรมหรูบนเขาไม่ไกลจากโรงแรมมาก (แต่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาซับซ้อนโคตรๆ ) พอถึงหน้าโรงแรมเรานี่ตะลึง!!! ถึงขั้นต้องขายไตขายม้ามกินข้าวมั๊ย? (เวอร์ไปหน่อย แต่ตอนนั้นเหงื่อตกจริง) อาหารที่ชุดละ 700 รูปี ทั้งร้านมีเราเป็นลูกค้าคนเดียว เพราะต้องรออาหารนาน ผู้จัดการโรงแรมเลยพาไปชมห้องด้านบน บอกว่าคืนนี้จะมีปาร์ตี้ กว่าเราจะได้กินข้าวรอไปเลยชั่วโมงกว่าๆ!!!

กว่าจะกินเสร็จมันก็สองชั่วโมงนิดๆ จน Hostel เราส่งคนมาตามเพราะกลัวเราหลง แต่โรงแรมก็ยังไม่ปล่อยเรากลับบอกให้ไปชมครัวเค้าด้วย

ตอนมานั่ง Lexus ขากลับเดินค่ะ ทั้งเปลี่ยว ทั้งมืด อยากจะกราบเจ้าของ Hostel งามๆ ที่ส่งคนมาพิทักษ์สาวน้อยผู้บอบบางอย่างเราในตอนเดินทางกลับแบบนี้ พอถึงที่พักก็ต้องรีบนอนค่ะ เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตี 5 ไป Horton Plain จะขี้เกียจเหมือนวันนี้ไม่ได้เพราะ “ต้องเสียเงิน”
ชื่อสินค้า:   Adam Peak
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่