
ตอนที่ 0 สารบัญการเดินทาง และก้าวย่างแรกในศรีลังกา
https://pantip.com/topic/36759102/
Anuradhapura
พอได้ที่นั่งปุ๊บเราก็หลับปั๊บ ไม่ได้สนใจโลกภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าคนที่นั่งอยู่เค้าลุกขึ้นในคนที่ยืนได้ลงมานั่ง อารมณ์เหมือนผลัดๆ กันนั่งไปตลอดทาง เราเลยรู้สึกละอายแก่ใจที่ยึดเก้าอี้หลับค่อนข้างนานเลยลุกให้คนอื่นได้นั่งบ้าง รถไฟแวะจอดหลายป้ายมาก เราก็มองแผนที่ประกอบไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่จะถึง Anuradhapura ซะที จนในที่สุดรถไฟก็มาถึงหลังจากที่เรานั่งๆ ยืนๆ ไป 4 ชั่วโมง ลงจากรถไฟเราตรงดิ่งไปที่พักที่เล็งไว้คือ Senowin holiday resort ซึ่งจากสถานีรถไฟสามารถเดินไปได้ไม่ไกล (ประมาณ 1 กม.) พอไปถึงเหลือห้องสุดท้าย ต่อรองจนได้ราคาแล้วปรากฎว่า มีคนจองมาทาง Internet จ้า เราเลยอด!!! แต่เจ้าของก็ใจดีมาก โทรหา Guesthose ที่รู้จักกันให้ แรกๆ เราบอกไม่เป็นไร (กลัวโดนกินหัวคิว) จะไปนอนโรงแรมอีกที่ไม่ไกลจากนี้ พอบอกชื่อโรงแรมไป เจ้าของผู้หญิงห้ามไว้ทันที มันเป็นโรงงแรมแบบ......(ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) สรุปว่าเราต้องนั่งรอให้ Guesthouse อีกที่มารับ พอไปถึงคือแบบว่าไม่อยากจะอยู่เลย ทั้งโรงแรมมีเราเป็นแขกคนเดียว ที่เหลือเป็นพนักงานผู้ชายทั้งหมด แต่คือขี้เกียจหาแล้ว เลยหยวนๆ พักที่นี่แหละ ราคาต่อคืน 2,000 Rupees
หลังจากเก็บของอาบน้ำทำธุระเรียบร้อยแล้วเราก็เช่าจักรยานจากโรงแรมแล้วขี่ไปเรื่อยๆ ตาม Lonely Planet + Maps me โดยเป้าหมายหลักของเราวันนี้คือ Sri Maha Bodhi และเมืองโบราณ
ระหว่างทางเห็นมีโบราณสถานอะไรก็แวะเข้าไปถ่ายรูป ที่แรกที่เราผ่านคือ Vessagiriya ซึ่งอยู่ภายนอกของกลุ่มโบราณสถานที่เราจะต้องเสียเงินเข้าไปชม






หลังจากใช้เวลาที่นี่ซักพักเราก็มองนาฬิกามันก็เกือบบ่ายสองแล้ว เริ่มรู้สึกว่าต้องทำเวลาซะหน่อยเลยปั่นเพื่อที่จะไป Sri Maha Bohdi แต่หลงทางซะก่อนเลยได้รูปนก 2 ตัวนี้มาแทน

พอเริ่มรู้ว่าเราเริ่มมั่วทิศแล้วเลยปั่นไปหาซื้อน้ำดื่มแล้วค่อยถามทางเอาดีกว่า สรุปว่าเมื่อกี้ที่เราเจอนกตรงนั้นมันมีทางแยกที่เป็นทรายๆ ให้ปั่นขึ้นไปเหนือเขื่อนตรงนั้นได้เลย พอลงมาก็จะเจอกับ Isurumuniya Temple


ซึ่งวัดนี้จะต้องถอดรองเท้าและต้องเสียค่าเข้า เราเลยตัดสินใจถ่ายรูปอยู่แค่ด้านนอกละกัน พอเลี้ยวออกไปถนนใหญ่ก็จะเห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัน Sri Sarananda Maha Pirivena วัดนี้ก็ต้องถอดรองเท้าอีกเช่นกัน แถมไม่มีที่รับฝาก เราเลยถอดทั้งถุงเท้ารองเท้า แล้วเอาเชือกลองเท้าผูกติดกับจักรยานก่อนเดินเข้าไปสำรวจภายในวัด

ออกมาจากวัดเราตั้งใจว่าเราจะต้องไปที่วัด Sri Maha Bodhi เพื่อไปดูต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เค้าว่ามีอายุ 2,800 ปีมาแล้ว!!! ระหว่างทางก็หยุดถ่ายรูปเป็นพักๆ


ในที่สุดเราก็ปั่นมาจนถึง Sri Maha Bodhi




เราใช้เวลาที่นี่ไม่นานมากเราก็เดินทางต่อ ตอนนี้เราคิดว่าเราต้องไปเมืองโบราณที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น World Heritage แต่ยังไปไม่ถึงไหนฝนก็ดันตกหนัก แล้วคือไม่มีที่จะหลบฝน นอกจาก “ค่ายทหาร” ตอนนั้นคืออะไรก็ได้ที่ไม่เปียกเลยไปขออาศัยเต้นท์หน้าค่ายทหารเป็นที่กำบัง ซึ่งทหารที่นั่นก็น่ารักมากให้การต้อนรับอย่างดี สักพักก็มีต่างชาติอีกสองคนมาหลบฝนด้วยกัน
พอฝนซาเราก็ต้องไปต่อ แต่ก่อนจะเข้าไป World Heritage เราเหลือบเห็นเจดีย์ขนาดใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ ซะหน่อย (แต่ก็ไม่เข้าไปข้างในอีกนั่นแหละ)
Ruwanwelisaya

ตอนนี้ก็บ่ายสามกว่าแล้วเราต้องรีบสุดๆ เพื่อจะไปเมืองโบราณให้ทัน ก่อนเข้าก็จะต้องเสียค่าเข้า USD25 เพื่อซื้อตั๋วก่อน จากนั้นก็ถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวตามโบชัวร์มาเก็บไว้เพื่อจะได้รู้ว่าเราต้องไปไหนบ้าง ดูจากโบชัวร์มั่นใจว่าไปไม่หมดแน่ๆ เลยเก็บเอาเฉพาะสถานที่ที่เจ้าหน้าที่แนะนำก็แล้วกัน พอได้ตั๋วแล้วก็เริ่มลุยต่อ (ตั้งแต่อ่านมาจะเห็นว่ายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนั้นคือหิวจะเป็นลม แต่ก็ต้องทำเวลาเลยต้องตัดใจไม่กินอะไรทั้งนั้น)

ที่แรกที่เราผ่านคือ Thupuramaya จอดจักรยานแล้วถ่ายรูปแต่ด้านนอก เพราะถ้าเข้าไปเราจะไปที่อื่นๆ ไม่ทันชัวร์ๆ

ปั่นต่อไปอีกหน่อยก็จะเจอเจดีย์ขนาดใหญ่ Lankaramaya


จากนั้นจะปั่นเข้าไปในเขตชุมชน แต่สองข้างจะปกคลุมด้วยป่าสีเขียว พอพ้นออกมาก็จะถึงจุดต่อไปคือ Moonstone

ใกล้ๆ กันจะมี Twin Ponds แต่เราเดินหายังไงก็หาไม่เจอ เลยปล่อยผ่านไปแล้วไปที่ Samadhi Buddha Statue


Abaya Giriya จะเป็นที่สุดท้ายของวันนี้ที่เราจะไป จริงๆ

มองนาฬิกาอีกทีจะหกโมงแล้ว พระอาทิตย์ก็เหมือนจะเริ่มตกดิน อยากรีบปั่นกลับเพราะกลัวมืดแล้วจำทางไม่ได้ แต่พอแวะหยุดที่ทะเลยสาบก็อดที่จะนั่งชื่นชมพระอาทิตย์ไม่ได้

หันกลับมาก็จะเจอเจดีย์ที่เราขี่ผ่านไปเพราะตั้งใจว่าจะมาตอนขากลับ แต่นี่คือไม่ทันแล้วเลยได้แต่ถ่ายรูปจากมุมไกล

พอได้เวลาเราจะปั่นกลับมาทางเดิมที่ต้องผ่าน Ruwanwelisaya พระอาทิตย์ก็ตกด้านหลังเจดีย์พอดี เลยต้องจอดจักรยานแวะถ่ายรูปอีกหน่อย

คราวนี้ฟ้ามันเริ่มมืดจริงๆ แล้วเราเลยปั่นตรงดิ่งเพื่อกลับเข้าเมือง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือคิดว่าจะกินอะไรดี เพราะท้องเริ่มประท้วงหนักมากๆ เราเลยจอดพักริมถนนแล้วเปิดหนังสือ Lonely Planet ดูว่ามีอะไรกิน ไอ้ที่คิดว่าน่าจะดีมันก็อยู่ซะไกล ไม่ไหวจะขี่กลับไปใหม่ เราเลยตัดสินใจกินร้านอาหารที่เป็นทางผ่านกลับที่พัก ร้านนี้อยู่ตรงวงเวียนรูปช้างพอดีชื่อว่า Walkers มันเป็นอาหารตักๆ เหมือนข้าวราดแกงที่บ้านเรา เราสั่งแกงไก่กับสตูว์ไก่ แกงไก่นี่คือเผ็ดมากๆ จนเราต้องยอมแพ้ หันไปกินแค่สตูว์ไก่อย่างเดียว รสชาตถือว่าเยี่ยมมากๆ เลย

พอท้องอิ่ม หนังตาก็เริ่มประท้วง เราขี่จักยานกลับไปที่พักพร้อมสอบถามว่าจะไป Kandy ไปยังไง ทางที่พักก็เสนอ Private Tour ราคา USD80 มาให้โดยจะพาไป Dunbulla + Sigriya + Kandy คือเราอยากไปทั้ง 3 ที่นี่แหละ แต่ด้วยราคามันแพงเกินกว่าจะรับได้ (ช่วงนั้นเงินค่อนข้างช็อต) เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า พรุ่งนี้ไปสถานีขนส่งแล้วนั่งรถประจำทางไป Kandy เอาก็แล้วกัน ถึงช้า เที่ยวน้อย ไม่เป็นไรขอประหยัดก็พอ เพราะคอนเซ็ปทริปนี้คือ เงินมีน้อย แต่เวลาเหลือเฟือ
[CR] ลุยเดี่ยวเที่ยวทั่วโลก ฉบับ “ศรีลังกามีมากกว่าวัด” ตอนที่ 1 ครึ่งวันปั่นทั่วเมืองเมืองโบราณ Anuradhapura
ตอนที่ 0 สารบัญการเดินทาง และก้าวย่างแรกในศรีลังกา
https://pantip.com/topic/36759102/
Anuradhapura
พอได้ที่นั่งปุ๊บเราก็หลับปั๊บ ไม่ได้สนใจโลกภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าคนที่นั่งอยู่เค้าลุกขึ้นในคนที่ยืนได้ลงมานั่ง อารมณ์เหมือนผลัดๆ กันนั่งไปตลอดทาง เราเลยรู้สึกละอายแก่ใจที่ยึดเก้าอี้หลับค่อนข้างนานเลยลุกให้คนอื่นได้นั่งบ้าง รถไฟแวะจอดหลายป้ายมาก เราก็มองแผนที่ประกอบไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่จะถึง Anuradhapura ซะที จนในที่สุดรถไฟก็มาถึงหลังจากที่เรานั่งๆ ยืนๆ ไป 4 ชั่วโมง ลงจากรถไฟเราตรงดิ่งไปที่พักที่เล็งไว้คือ Senowin holiday resort ซึ่งจากสถานีรถไฟสามารถเดินไปได้ไม่ไกล (ประมาณ 1 กม.) พอไปถึงเหลือห้องสุดท้าย ต่อรองจนได้ราคาแล้วปรากฎว่า มีคนจองมาทาง Internet จ้า เราเลยอด!!! แต่เจ้าของก็ใจดีมาก โทรหา Guesthose ที่รู้จักกันให้ แรกๆ เราบอกไม่เป็นไร (กลัวโดนกินหัวคิว) จะไปนอนโรงแรมอีกที่ไม่ไกลจากนี้ พอบอกชื่อโรงแรมไป เจ้าของผู้หญิงห้ามไว้ทันที มันเป็นโรงงแรมแบบ......(ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) สรุปว่าเราต้องนั่งรอให้ Guesthouse อีกที่มารับ พอไปถึงคือแบบว่าไม่อยากจะอยู่เลย ทั้งโรงแรมมีเราเป็นแขกคนเดียว ที่เหลือเป็นพนักงานผู้ชายทั้งหมด แต่คือขี้เกียจหาแล้ว เลยหยวนๆ พักที่นี่แหละ ราคาต่อคืน 2,000 Rupees
หลังจากเก็บของอาบน้ำทำธุระเรียบร้อยแล้วเราก็เช่าจักรยานจากโรงแรมแล้วขี่ไปเรื่อยๆ ตาม Lonely Planet + Maps me โดยเป้าหมายหลักของเราวันนี้คือ Sri Maha Bodhi และเมืองโบราณ
ระหว่างทางเห็นมีโบราณสถานอะไรก็แวะเข้าไปถ่ายรูป ที่แรกที่เราผ่านคือ Vessagiriya ซึ่งอยู่ภายนอกของกลุ่มโบราณสถานที่เราจะต้องเสียเงินเข้าไปชม
หลังจากใช้เวลาที่นี่ซักพักเราก็มองนาฬิกามันก็เกือบบ่ายสองแล้ว เริ่มรู้สึกว่าต้องทำเวลาซะหน่อยเลยปั่นเพื่อที่จะไป Sri Maha Bohdi แต่หลงทางซะก่อนเลยได้รูปนก 2 ตัวนี้มาแทน
พอเริ่มรู้ว่าเราเริ่มมั่วทิศแล้วเลยปั่นไปหาซื้อน้ำดื่มแล้วค่อยถามทางเอาดีกว่า สรุปว่าเมื่อกี้ที่เราเจอนกตรงนั้นมันมีทางแยกที่เป็นทรายๆ ให้ปั่นขึ้นไปเหนือเขื่อนตรงนั้นได้เลย พอลงมาก็จะเจอกับ Isurumuniya Temple
ซึ่งวัดนี้จะต้องถอดรองเท้าและต้องเสียค่าเข้า เราเลยตัดสินใจถ่ายรูปอยู่แค่ด้านนอกละกัน พอเลี้ยวออกไปถนนใหญ่ก็จะเห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัน Sri Sarananda Maha Pirivena วัดนี้ก็ต้องถอดรองเท้าอีกเช่นกัน แถมไม่มีที่รับฝาก เราเลยถอดทั้งถุงเท้ารองเท้า แล้วเอาเชือกลองเท้าผูกติดกับจักรยานก่อนเดินเข้าไปสำรวจภายในวัด
ออกมาจากวัดเราตั้งใจว่าเราจะต้องไปที่วัด Sri Maha Bodhi เพื่อไปดูต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เค้าว่ามีอายุ 2,800 ปีมาแล้ว!!! ระหว่างทางก็หยุดถ่ายรูปเป็นพักๆ
ในที่สุดเราก็ปั่นมาจนถึง Sri Maha Bodhi
เราใช้เวลาที่นี่ไม่นานมากเราก็เดินทางต่อ ตอนนี้เราคิดว่าเราต้องไปเมืองโบราณที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น World Heritage แต่ยังไปไม่ถึงไหนฝนก็ดันตกหนัก แล้วคือไม่มีที่จะหลบฝน นอกจาก “ค่ายทหาร” ตอนนั้นคืออะไรก็ได้ที่ไม่เปียกเลยไปขออาศัยเต้นท์หน้าค่ายทหารเป็นที่กำบัง ซึ่งทหารที่นั่นก็น่ารักมากให้การต้อนรับอย่างดี สักพักก็มีต่างชาติอีกสองคนมาหลบฝนด้วยกัน
พอฝนซาเราก็ต้องไปต่อ แต่ก่อนจะเข้าไป World Heritage เราเหลือบเห็นเจดีย์ขนาดใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ ซะหน่อย (แต่ก็ไม่เข้าไปข้างในอีกนั่นแหละ)
Ruwanwelisaya
ตอนนี้ก็บ่ายสามกว่าแล้วเราต้องรีบสุดๆ เพื่อจะไปเมืองโบราณให้ทัน ก่อนเข้าก็จะต้องเสียค่าเข้า USD25 เพื่อซื้อตั๋วก่อน จากนั้นก็ถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวตามโบชัวร์มาเก็บไว้เพื่อจะได้รู้ว่าเราต้องไปไหนบ้าง ดูจากโบชัวร์มั่นใจว่าไปไม่หมดแน่ๆ เลยเก็บเอาเฉพาะสถานที่ที่เจ้าหน้าที่แนะนำก็แล้วกัน พอได้ตั๋วแล้วก็เริ่มลุยต่อ (ตั้งแต่อ่านมาจะเห็นว่ายังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนั้นคือหิวจะเป็นลม แต่ก็ต้องทำเวลาเลยต้องตัดใจไม่กินอะไรทั้งนั้น)
ที่แรกที่เราผ่านคือ Thupuramaya จอดจักรยานแล้วถ่ายรูปแต่ด้านนอก เพราะถ้าเข้าไปเราจะไปที่อื่นๆ ไม่ทันชัวร์ๆ
ปั่นต่อไปอีกหน่อยก็จะเจอเจดีย์ขนาดใหญ่ Lankaramaya
จากนั้นจะปั่นเข้าไปในเขตชุมชน แต่สองข้างจะปกคลุมด้วยป่าสีเขียว พอพ้นออกมาก็จะถึงจุดต่อไปคือ Moonstone
ใกล้ๆ กันจะมี Twin Ponds แต่เราเดินหายังไงก็หาไม่เจอ เลยปล่อยผ่านไปแล้วไปที่ Samadhi Buddha Statue
Abaya Giriya จะเป็นที่สุดท้ายของวันนี้ที่เราจะไป จริงๆ
มองนาฬิกาอีกทีจะหกโมงแล้ว พระอาทิตย์ก็เหมือนจะเริ่มตกดิน อยากรีบปั่นกลับเพราะกลัวมืดแล้วจำทางไม่ได้ แต่พอแวะหยุดที่ทะเลยสาบก็อดที่จะนั่งชื่นชมพระอาทิตย์ไม่ได้
หันกลับมาก็จะเจอเจดีย์ที่เราขี่ผ่านไปเพราะตั้งใจว่าจะมาตอนขากลับ แต่นี่คือไม่ทันแล้วเลยได้แต่ถ่ายรูปจากมุมไกล
พอได้เวลาเราจะปั่นกลับมาทางเดิมที่ต้องผ่าน Ruwanwelisaya พระอาทิตย์ก็ตกด้านหลังเจดีย์พอดี เลยต้องจอดจักรยานแวะถ่ายรูปอีกหน่อย
คราวนี้ฟ้ามันเริ่มมืดจริงๆ แล้วเราเลยปั่นตรงดิ่งเพื่อกลับเข้าเมือง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือคิดว่าจะกินอะไรดี เพราะท้องเริ่มประท้วงหนักมากๆ เราเลยจอดพักริมถนนแล้วเปิดหนังสือ Lonely Planet ดูว่ามีอะไรกิน ไอ้ที่คิดว่าน่าจะดีมันก็อยู่ซะไกล ไม่ไหวจะขี่กลับไปใหม่ เราเลยตัดสินใจกินร้านอาหารที่เป็นทางผ่านกลับที่พัก ร้านนี้อยู่ตรงวงเวียนรูปช้างพอดีชื่อว่า Walkers มันเป็นอาหารตักๆ เหมือนข้าวราดแกงที่บ้านเรา เราสั่งแกงไก่กับสตูว์ไก่ แกงไก่นี่คือเผ็ดมากๆ จนเราต้องยอมแพ้ หันไปกินแค่สตูว์ไก่อย่างเดียว รสชาตถือว่าเยี่ยมมากๆ เลย
พอท้องอิ่ม หนังตาก็เริ่มประท้วง เราขี่จักยานกลับไปที่พักพร้อมสอบถามว่าจะไป Kandy ไปยังไง ทางที่พักก็เสนอ Private Tour ราคา USD80 มาให้โดยจะพาไป Dunbulla + Sigriya + Kandy คือเราอยากไปทั้ง 3 ที่นี่แหละ แต่ด้วยราคามันแพงเกินกว่าจะรับได้ (ช่วงนั้นเงินค่อนข้างช็อต) เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า พรุ่งนี้ไปสถานีขนส่งแล้วนั่งรถประจำทางไป Kandy เอาก็แล้วกัน ถึงช้า เที่ยวน้อย ไม่เป็นไรขอประหยัดก็พอ เพราะคอนเซ็ปทริปนี้คือ เงินมีน้อย แต่เวลาเหลือเฟือ