มีอะไรจะเล่าให้ฟังแหละ....พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้
มันเป็นเรื่องราวที่ยังจำได้ดี ในสมัยที่ยังเป็นสาววัยรุ่นหัวโปก นักเรียนพาณิชยการแห่งหนึ่ง หลังจากเลิกเรียน (เรียนรอบเช้า) พอดีติดช่วยงานอาจารย์หลังเลิกเรียนนิดหน่อย ก็เลยต้องกลับบ้านช้ากว่าปรกติ ทำให้เพื่อนๆ กลับกันไปหมดแล้ว ต้องกลับบ้านคนเดียวในวันนั้น (ปรกติกลับบ้านพร้อมแก๊งเพื่อนชะนีล้วน หรือไม่ก็เป็นแก๊งชายล้วน กลุ่มเพื่อนแยกเพศกันอย่างชัดเจน เอาไว้มาเล่าให้ฟังวันหลัง) ก็นั่นแหละ กลับบ้านคนเดียวก็ไม่ว่าอะไร ไม่ได้กลับคนเดียวบ่อยๆ ซะหน่อย กลับแบบเงียบๆ คนเดียวบ้างก็ดี
ว่าแล้วก็สะพายกระเป๋า เดินออกจากโรงเรียนไปยังป้ายรถเมล์ประจำ เพื่อรอรถกลับบ้าน ไม่นานนักก็เห็นรถเมล์สายเดิม เป้าหมายที่ต้องการเดินทางกลับบ้านของเราขับไกล้เข้ามา เป็นช่วยบ่ายแก่ๆ ที่มีสายลมพัดอุ่นๆ ตุ๊ดก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนไปโบกรถเมล์สวยๆ คนเดียว (คิดเอง) เป็นรถร่วมบริการคันเล็ก สีเขียว เฟี้ยวฟ้าว
รถจอดดังเอี๊ยด.... เราก็เดินก้มหน้าก้มตารีบขึ้นไปบนรถเมล์คันนั้น ขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง รถก็ออก... เราก็เงยหน้ามองหาที่นั่ง คุณพระ!! ทั้งคันไม่มีที่นั่ง ไม่มีที่จะยืน แน่นไปหมด แน่นไปด้วยเด็กๆ หนุ่มอาชีวะแห่งหนึ่ง มีเสื้อช็อปสีเดียวกันทั้งรถ ทำให้รู้ได้ว่าเป็นกลุ่มเด็กอาชีวะจากสถาบันเดียวกันทั้งหมด หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เด็กช่าง” นั่นเอง เสียงแรกในหัวที่ดังขั้นมาคือ “ชิปหายแล้วกู” รถเมล์ก็ออกแล้ว จะลงตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เสียงดังโหวกเหวก โวยวายไปทั้งคันรถด้วยความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น
รถออกได้ไม่เท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางท้ายรถ (เรายืนอยู่ไกล้ประตูหลังรถเมล์) “เห้ย... แบ่งให้คนอื่นนั่งบ้างสิวะ!!” พอได้ยินเสียงเราก็หันไปมองด้วยความสงสัย โอ้โห.... พ่อคุณ พ่อกลุ่มวัยรุ่นเด็กช่างกลผู้มีน้ำใจ แบ่งที่นั่งให้เราด้วย นึกภาพตามว่าเบาะหลังจะเป็นแถวยาวๆ นะฮะ นั่งได้ 5 – 6 คน แล้วมันแหวกตรงกลางไว้ 1 ที่ เพื่อเรียกเราไปนั่งตรงนั้นได้ เสียงสองในหัวก็ดังขึ้น “กูไม่ไปนั่งได้ไหม ปล่อยกูยืนตรงนี้แหละนะ” แต่ถ้าไม่ไปนั่ง มันจะหาว่าเรากวนตีนหรือเปล่า ก็คิดนะ เอาวะ ไปนั่งก็ได้ คิดว่ายังไงๆ เดี่ยวป้ายต่อๆ ไปมีคนขึ้นมาอีก มีผู้ใหญ่ขึ้นมา ก็คงจะเกรงใจเบาเสียงลงบ้าง หรือว่ามีพวกมันลงไปบ้าง ก็คงจะเงียบลง
คิดได้ไม่ทันไร ป้ายรถเมล์ถัดไปก็อยู่ข้างหน้า “แป๊นๆๆๆ” คนขับมันบีบแตร แล้ว..... ไม่จอดจร้า อี

.......!! ไม่ใช่แค่ป้ายนั้นนะ มันไม่ไม่จอดรับคนป้ายไหนอีกเลย พูดจริงๆ วิ่งยาวๆ และไม่มีทีท่าว่าจะจอดส่งใครลงซักป้ายด้วย เอาแล้วกรู เด็กพาณิชย์หนึ่งคน กับเด็กช่างกลทั้งคันรถ ยิ่งเห็นในข่าวช่วงนั้นอยู่บ่อยๆ ว่าเด็กช่างกลยกพวกตีกันโดยยกพวกพากันไปดักตีคู่อริถึงถิ่นกันเลยทีเดียวเชียว
คิดจบปุ๊บ เสียงมาปั๊บ ไม่ต้องเสียเวลาคิดก็ได้ครับ ใช่.... ใช่เลย อีทั้งคันรถเนี่ยแหละ กำลังจะยกพวกไปตีคู่อริถึงสถาบันมันกันเลยทีเดียว ชิปหายล๊าวววววว กรูมาทำอะไรอยู่ที่นี่ แล้วจอดรับกรูทำม๊ายยยยยยย แล้วก็ไม่จอดรับใครอีกเลย ไม่ว่างจอดรับก็ไม่เป็นไร ถ้ามีธุระพี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วธุระแบบนี้พี่ ไม่ได้อยากไปด้วยนะคะ เราไม่ได้รู้จักกันซักหน่อย จอดรับหนูทำไมคนเดียว มีอะไรจะทำก็ไปทำกันเองซี่....... T^T
จะบอกใครก็ไม่ได้ มือถือตอนนั้นก็ทำได้แค่โทรเข้า โทรออก กับส่ง SMS ยังไม่มี Line ให้ใช้เหมือนทุกวันนี้ จะหยิบขึ้นมาโทรบอกเพื่อน “แกรๆ เรากำลังยกพวกไปตีกับเด็กXXX” ก็ไม่ได้ไง หรือจะให้มานั่งจิ้มมือถือ ค่อยๆ พิมก็ไม่สะดวก ไม่มีแป้นให้พิมพ์รัวๆ เหมือนทุกวันนี้ ก็ทำได้แค่นั่งเกร็งเยี่ยวเหนียวกันต่อไป
ชั่วอึดใจ The Fast เมล์นรก ก็กำลังจะเดินทางมาถึงป้ายรถเมล์ที่เราต้องลงแล้ว (Fast มาก ไม่จอดป้ายไหนเลย) คิดในใจว่าเอาไงดีวะ มันไม่จอดป้ายไหนเลย แล้วมันจะจอดส่งกรูหรือเปล่าเนี่ย แล้วถ้าไม่จอดจะทำยังไง ถ้าไม่จอดป้ายนี้ ป้ายหน้าก็ยำ Teen สินะ แล้วกรูเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย
แต่ทางเลือกมันไม่มีให้เลือกแล้วในจุดนั้น ตั้งใจว่าถ้ากดออด แล้วไม่จอดป้าย ถึงปลายทางเมื่อไหร่ก็ใส่ตีนหมา โกยทันที ไม่อยู่ในดงแน่นอนหล่ะค่ะ
ยังดีที่คนขับมันจอดป้ายรถเมล์ให้เราลง พร้อมกับกระเป๋ารถเมล์ก็ตะโกนบอกคนอื่นๆ ที่ยืนรอรถโดยสายที่ป้ายอยู่ว่าไม่รับคน (แล้วทำไมไม่บอกกุ รับกุคนเดียวเนี่ยนะ โพ่งตายยยยย) สรุปว่ากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
เช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้ข่าวช่างกลตีกัน ยกพวกไปตีคู่อริถึงสถาบัน ไปกันเป็นคันรถ ฟังปุ๊บ รู้ปั๊บ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เอวัง... ขอบคุณที่จอดให้ลง คราวหน้าไม่สะดวกก็ไม่ต้องจอดรับหนูก็ได้ค่ะ - -“
ยกพวกไปตีกัน ก็ไม่ต้องจอดรับเราก็ได้ เราโอเคร...
มันเป็นเรื่องราวที่ยังจำได้ดี ในสมัยที่ยังเป็นสาววัยรุ่นหัวโปก นักเรียนพาณิชยการแห่งหนึ่ง หลังจากเลิกเรียน (เรียนรอบเช้า) พอดีติดช่วยงานอาจารย์หลังเลิกเรียนนิดหน่อย ก็เลยต้องกลับบ้านช้ากว่าปรกติ ทำให้เพื่อนๆ กลับกันไปหมดแล้ว ต้องกลับบ้านคนเดียวในวันนั้น (ปรกติกลับบ้านพร้อมแก๊งเพื่อนชะนีล้วน หรือไม่ก็เป็นแก๊งชายล้วน กลุ่มเพื่อนแยกเพศกันอย่างชัดเจน เอาไว้มาเล่าให้ฟังวันหลัง) ก็นั่นแหละ กลับบ้านคนเดียวก็ไม่ว่าอะไร ไม่ได้กลับคนเดียวบ่อยๆ ซะหน่อย กลับแบบเงียบๆ คนเดียวบ้างก็ดี
ว่าแล้วก็สะพายกระเป๋า เดินออกจากโรงเรียนไปยังป้ายรถเมล์ประจำ เพื่อรอรถกลับบ้าน ไม่นานนักก็เห็นรถเมล์สายเดิม เป้าหมายที่ต้องการเดินทางกลับบ้านของเราขับไกล้เข้ามา เป็นช่วยบ่ายแก่ๆ ที่มีสายลมพัดอุ่นๆ ตุ๊ดก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนไปโบกรถเมล์สวยๆ คนเดียว (คิดเอง) เป็นรถร่วมบริการคันเล็ก สีเขียว เฟี้ยวฟ้าว
รถจอดดังเอี๊ยด.... เราก็เดินก้มหน้าก้มตารีบขึ้นไปบนรถเมล์คันนั้น ขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง รถก็ออก... เราก็เงยหน้ามองหาที่นั่ง คุณพระ!! ทั้งคันไม่มีที่นั่ง ไม่มีที่จะยืน แน่นไปหมด แน่นไปด้วยเด็กๆ หนุ่มอาชีวะแห่งหนึ่ง มีเสื้อช็อปสีเดียวกันทั้งรถ ทำให้รู้ได้ว่าเป็นกลุ่มเด็กอาชีวะจากสถาบันเดียวกันทั้งหมด หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เด็กช่าง” นั่นเอง เสียงแรกในหัวที่ดังขั้นมาคือ “ชิปหายแล้วกู” รถเมล์ก็ออกแล้ว จะลงตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เสียงดังโหวกเหวก โวยวายไปทั้งคันรถด้วยความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น
รถออกได้ไม่เท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางท้ายรถ (เรายืนอยู่ไกล้ประตูหลังรถเมล์) “เห้ย... แบ่งให้คนอื่นนั่งบ้างสิวะ!!” พอได้ยินเสียงเราก็หันไปมองด้วยความสงสัย โอ้โห.... พ่อคุณ พ่อกลุ่มวัยรุ่นเด็กช่างกลผู้มีน้ำใจ แบ่งที่นั่งให้เราด้วย นึกภาพตามว่าเบาะหลังจะเป็นแถวยาวๆ นะฮะ นั่งได้ 5 – 6 คน แล้วมันแหวกตรงกลางไว้ 1 ที่ เพื่อเรียกเราไปนั่งตรงนั้นได้ เสียงสองในหัวก็ดังขึ้น “กูไม่ไปนั่งได้ไหม ปล่อยกูยืนตรงนี้แหละนะ” แต่ถ้าไม่ไปนั่ง มันจะหาว่าเรากวนตีนหรือเปล่า ก็คิดนะ เอาวะ ไปนั่งก็ได้ คิดว่ายังไงๆ เดี่ยวป้ายต่อๆ ไปมีคนขึ้นมาอีก มีผู้ใหญ่ขึ้นมา ก็คงจะเกรงใจเบาเสียงลงบ้าง หรือว่ามีพวกมันลงไปบ้าง ก็คงจะเงียบลง
คิดได้ไม่ทันไร ป้ายรถเมล์ถัดไปก็อยู่ข้างหน้า “แป๊นๆๆๆ” คนขับมันบีบแตร แล้ว..... ไม่จอดจร้า อี
คิดจบปุ๊บ เสียงมาปั๊บ ไม่ต้องเสียเวลาคิดก็ได้ครับ ใช่.... ใช่เลย อีทั้งคันรถเนี่ยแหละ กำลังจะยกพวกไปตีคู่อริถึงสถาบันมันกันเลยทีเดียว ชิปหายล๊าวววววว กรูมาทำอะไรอยู่ที่นี่ แล้วจอดรับกรูทำม๊ายยยยยยย แล้วก็ไม่จอดรับใครอีกเลย ไม่ว่างจอดรับก็ไม่เป็นไร ถ้ามีธุระพี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วธุระแบบนี้พี่ ไม่ได้อยากไปด้วยนะคะ เราไม่ได้รู้จักกันซักหน่อย จอดรับหนูทำไมคนเดียว มีอะไรจะทำก็ไปทำกันเองซี่....... T^T
จะบอกใครก็ไม่ได้ มือถือตอนนั้นก็ทำได้แค่โทรเข้า โทรออก กับส่ง SMS ยังไม่มี Line ให้ใช้เหมือนทุกวันนี้ จะหยิบขึ้นมาโทรบอกเพื่อน “แกรๆ เรากำลังยกพวกไปตีกับเด็กXXX” ก็ไม่ได้ไง หรือจะให้มานั่งจิ้มมือถือ ค่อยๆ พิมก็ไม่สะดวก ไม่มีแป้นให้พิมพ์รัวๆ เหมือนทุกวันนี้ ก็ทำได้แค่นั่งเกร็งเยี่ยวเหนียวกันต่อไป
ชั่วอึดใจ The Fast เมล์นรก ก็กำลังจะเดินทางมาถึงป้ายรถเมล์ที่เราต้องลงแล้ว (Fast มาก ไม่จอดป้ายไหนเลย) คิดในใจว่าเอาไงดีวะ มันไม่จอดป้ายไหนเลย แล้วมันจะจอดส่งกรูหรือเปล่าเนี่ย แล้วถ้าไม่จอดจะทำยังไง ถ้าไม่จอดป้ายนี้ ป้ายหน้าก็ยำ Teen สินะ แล้วกรูเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย
แต่ทางเลือกมันไม่มีให้เลือกแล้วในจุดนั้น ตั้งใจว่าถ้ากดออด แล้วไม่จอดป้าย ถึงปลายทางเมื่อไหร่ก็ใส่ตีนหมา โกยทันที ไม่อยู่ในดงแน่นอนหล่ะค่ะ
ยังดีที่คนขับมันจอดป้ายรถเมล์ให้เราลง พร้อมกับกระเป๋ารถเมล์ก็ตะโกนบอกคนอื่นๆ ที่ยืนรอรถโดยสายที่ป้ายอยู่ว่าไม่รับคน (แล้วทำไมไม่บอกกุ รับกุคนเดียวเนี่ยนะ โพ่งตายยยยย) สรุปว่ากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
เช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้ข่าวช่างกลตีกัน ยกพวกไปตีคู่อริถึงสถาบัน ไปกันเป็นคันรถ ฟังปุ๊บ รู้ปั๊บ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เอวัง... ขอบคุณที่จอดให้ลง คราวหน้าไม่สะดวกก็ไม่ต้องจอดรับหนูก็ได้ค่ะ - -“