ลูกไม้มวยไทย ตอนที่ ๑๓ องครักษ์คู่ใจพระพันปีศรีศิลป์

เที่ยงมาถึงท่าเทียบเรือที่งานฉลองพระอาราม ในงานจัดยิ่งใหญ่ครึกครื้น ดาษดื่นไปด้วยข้าวของที่วางเรียงราย กลุ่มพ่อค้าแม่ขายแข่งกันเรียกลูกค้าอย่างสนุกปาก ถัดจากนั้นก็เป็นการประชันเพลงพื้นบ้านของหนุ่มสาวชาววิเศษชัยชาญ

“เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว (โย้นๆ) เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว (โย้น) อย่ามัวชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวก้อยเอย
คว้าเถิดน่ะแม่คว้า (โย้นๆ) คว้าเถิดน่ะแม่คว้า( โย้นๆ) จะได้พูดได้จา จะได้พูดจากันเอย”

“เอิงเงิงเงอชะเอิงเงิงเง้อ (เฮ้ เอ้า เฮ้ๆ) ธรรมชาติบ้านนา สุขอุรานะพวกเรา (เฮ้ เอ้า เฮ้ๆ)
ความรักสามัคคี รักน้องรักพี่รักพงศ์รักเผ่า (เฮ้ เอ้า เฮ้ๆ) บ้านเราอุดมสมบูรณ์ มีความอบอุ่นพ่อแก่แม่เฒ่า(เฮ้ เอ้า เฮ้ๆ)”

       หนุ่มสาวออกท่าร่ายรำไปตามเพลง ทำให้ผู้พบเห็นอย่างเที่ยงเผลอยิ้มแย้มออกมา คลายความเศร้าหมองไปได้ในชั่วขณะ
เที่ยงเดินเรื่อยๆไปจนถึงลานเปรียบมวย เห็นคนเชียร์มวยกันเสียงดังครึกครื้น ในลานมวยคู่ชกกำลังคลุกวงแลกหมัดกันอย่างบ้าคลั่ง ชาวบ้านก็ส่งเสียงเฮกันอย่างหนักหน่วง

      “ตีอีกๆ”  คนเชียร์ข้างสนามส่งเสียงพร้อมออกสีหน้าท่าทางอย่างดุเดือด นักชกผู้พลาดพลั้งถูกต้อนให้จนมุม

      “แยก...ชก...ไป...”  กรรมการเข้าไปทำตามหน้าที่

      “เฮ้...เฮ้...เฮ้..”

       คนดูรอบลานมวยยังคงส่งเสียงเชียร์ตามจำนวนหมัดที่คู่ชกซัดใส่กัน นักชกคนเดิมพลาดพลั้งลงไปนอนกองกับพื้นอีกรอบถูกคู่ชกขึ้นคร่อมกระหน่ำชกจนใบหน้ายับเยิน กรรมการต้องจับแยกอีกรอบ คราวนี้นักมวยผู้ได้เปรียบ ฟาดแข้งลงที่ต้นคอคู่ชกแถมหมัดขวาให้อีกหมัด จนคู่ชกต้องล้มลงไปกองแบบลุกไม่ขึ้น

    “ไอ้มิ่งแข้งเหล็ก เป็นผู้ชนะ”

       กรรมการยกแขนไอ้มิ่งผู้ชนะหมาดๆชูขึ้นประกาศดังลั่น มิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง คึกคะนองว่าตนเก่งกาจ โชกโชนเรื่องหมัดมวย แถมยังเป็นมวยเอกแขวงวิเศษที่หาคู่เปรียบมิได้ ชาวบ้านเฮลั่นให้กับชัยชนะของมิ่ง มิ่งรีบตรงดิ่งออกไปรับอัฐที่ได้จากชัยชนะ

      “คู่มวยสิ้นแล้ว แต่ยังพอมีเวลา เปรียบมวยอาสา ชกเล่น สนุกๆ ใครจะเป็นผู้ท้าบ้าง ข้าจะได้เปรียบมวยให้ “
เสียงกรรมการประกาศหานักชกอาสา เที่ยงที่เฝ้ามองดูการชกจนหมดยกจึงรีบคว้าโอกาสนี้ทันที

      “ข้าขอท้าเปรียบมวยกับไอ้มิ่งแข้งเหล็ก ข้าปรารถนาอัฐที่มันได้จากการชกยกที่แล้วเป็นบำเน็จ”
คนทั้งลานมวยตกใจที่มีคนต่างถิ่นกล้ามาท้ามวยเอกแขวงวิเศษอย่างไอ้มิ่ง ไอ้มิ่งกระโดดข้ามเชือกกั้นเข้าไปประจันหน้ากับผู้ท้าชิง

      “น่ะหรือ หาญจะชกกับกู” มิ่งเดือดดาลที่โดนคนต่างถิ่นมาท้าตนอย่างไม่กลัวเกรง

      “กล้าไหมล่ะ” เที่ยงสู้ตาไม่มีถอย

      “คนอย่างกู ไอ้มิ่งแข้งเหล็กหรือจะไม่กล้า...อย่ามัวเสียเวลา เข้ามาเลยดีกว่า” มิ่งเดินเข้าไปรอกลางลานเปรียบมวย เที่ยงก้าวข้ามเชือกตามไปติดๆ

       เริ่มสงครามมวย มิ่งเข้ารุกเตะซ้ายขวา เที่ยงอาศัยจังหวะมิ่งเขยิบมาประชิดกระโดดถีบเข้าที่กลางยอดอก มิ่งเซถลาไปจนสุดขอบเส้นเชือกกั้น มิ่งหน้าเสียแล้วลุกขึ้นมากำหมัดแน่น  มิ่งถลาไปจะเตะก้านคอคู่ชกแต่ถูกเตะสับขาลงมา มิ่งถอยมาตั้งหลักก่อนจะพุ่งมาเตะสีข้างเที่ยงอย่างหนักหน่วง เที่ยงจับขามิ่งไว้แน่น มิ่งซัดหมัดรัวแต่ไม่อาจเอื้อมถึงคู่ชกได้ เที่ยงถีบหน้าขาข้างที่ยืนรับน้ำหนักของมิ่งไปเต็มแรงถึงสองคราจนมิ่งทรุดลงไปกอง มิ่งเจ็บขาแต่ยังฝืนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เที่ยงรวบรวมแรงเตะเสยคอจนมิ่งล้มหน้าคว่ำนอนชักอยู่กลางลานมวย

      “ฝีมือชาววิเศษชัยชาญ มีเพียงเท่านี้เองดอกรึ ยังมิทันครบยกก็โดนข้าเตะลงไปนอนวัดพื้น ยังจะมีผู้ใดใคร่พิสูจน์ฝีมือเชิงมวยของข้า...นักชกจากเมืองสิงห์ ยังจะมีอีกหรือไม่วะ”

      เที่ยงท้าทายชาววิเศษชัยชาญให้มาดวลกับตนเพราะอยากได้เบี้ยอัฐเพิ่ม ขณะเดียวกันมิ่งก็ถูกผองเพื่อนช่วยกันลากออกมาจากลานประลอง สิ้นคำเที่ยงก็ปรากฏชายฉกรรจ์ ร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยสัก กระโดดข้ามเขตเชือกเข้ามาในลานเปรียบมวย

     “ข้าเป็นมวยเมืองกรุง ใคร่อยากเรียนวิชาเชิงมวยเมืองสิงห์ ถ้ากระไรช่วยสอนข้าด้วย” เที่ยงมองดูผู้ท้าชิงตรงหน้าดูท่าจะเป็นผู้มีฐานะ จึงตอบรับไป

     “เออ แล้วข้าจะยั้งมือให้”

     “ไม่ต้องยั้ง ชกให้เต็ม เอ็งต่อยชนะไอ้มิ่ง แต่เอ็งหาได้ต่อยชนะข้าไม่ หากเอ็งหมายจะได้อัฐ หากเอ็งล้มข้าได้เอ็งเอาไปเลยสองเท่า”

       คู่ท้าชิงโยนอัฐสองถุงให้กรรมการเป็นผู้เก็บไว้ เที่ยงเห็นอัฐก็เกิดฮึกเหิมมีกำลังจะล้มคู่ท้าชิงอย่างเต็มแรง เสียงสัญญาณเริ่มยก ทั้งสองกำหมัดหยั่งเชิงกันสักพักก่อนเที่ยงจะกระโดดเตะนักชกชาวกรุงแต่ก็ไม่เต็มแรงนักเพราะคู่ชกหลบทัน เที่ยงลองใหม่อีกรอบคราวนี้เตะซ้ายขวาที่ขาหน้าและกระโดดเตะที่สีข้าง ฝ่ายตรงข้ามที่ดูจะได้เปรียบตรงที่ตัวใหญ่กว่า บิดตัวจนกระดูกลั่นก่อนจะเป็นฝ่ายรุกบ้าง มวยชาวกรุงอาศัยความไวใช้ท่าเถรกวาดลานวัด แต่เชิงมวยของเที่ยงที่มีต้นกำเนิดมาจากลพบุรีก็ขึ้นชื่อเรื่องหลบหลีกว่องไวนัก

       ผู้คนที่ล้อมรอบเชียร์มวยอาสาต่างถิ่นคู่นี้อยู่ต่างก็ลุ้นกันหนัก ด้วยต่างก็มีท่าทีชำนาญเชิงมวยสูสีกันมาก ผ่านไปชั่วครู่จากหลบหลีกหยั่งเชิงกันก็เริ่มพุ่งเข้าคลุกวงใน  แลกหมัดแลกเข่ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ผ่านไปหลายยกแล้วแต่ก็ยังเป็นเช่นเดิม จนยกสุดท้ายทั้งคู่กอดคอกันแน่นจนกรรมการต้องมาจับแยกเพราะหมดยก ทั้งคู่นั่งทรุดลงไปหอบหายใจกับพื้น ด้วยต่อยตีกันเท่าใดก็ไม่รู้แพ้รู้ชนะเสียที

      “รอให้ข้าได้พักให้หายเหนื่อยก่อน แล้วเราค่อยกลับมาชกกันอีกสักมื้อ” นักชกชาวกรุงพูดขึ้น

      “มิได้ ข้าต้องชกให้ชนะ จะได้รีบเอาอัฐกลับไปปลูกเรือนให้ลูก”

      “เอ็งอยากได้อัฐนักรึ ว่าแต่เอ็งมีลูกมีเมีย แต่ไม่มีเรือนอยู่ดอกรึ” เที่ยงสีหน้าสลดไปก่อนจะตอบกลับไป

      “เมียข้าเพิ่งตายไปไม่กี่วัน บ้านก็ถูกไฟไหม้ เหลือก็แต่ลูกสาวแต่ก็ยังเล็กนัก ข้าดั้นด้นมาใช้วิชามวยแลกอัฐก็หวังจะกลับไปปลูกเรือนใหม่ให้ลูก”
นักชกชาวกรุงเกิดความเห็นใจในโชคชะตาของเที่ยงยิ่งนัก

      “หากเอ็งอยากได้นัก ข้าก็จะยกอัฐให้” นักชกเมืองกรุงตบบ่าเที่ยงอย่างเป็นมิตร

      “แต่ข้าหาได้ชกชนะเอ็งไม่ จะยกอัฐให้ได้เยี่ยงไรกัน”

      “เอ็งเอาไปเถิด ข้ามีอัฐมากมายนักแลไม่ได้เดือดร้อนกระไร ข้าเห็นใจในโชคชะตาแลรักฝีมือของเอ็งนัก” นักชกชาวกรุงเอาถุงอัฐยัดใส่กำมือให้เที่ยง

      “อัฐนี้คงซื้อที่ได้หลายแปลงแลปลูกเรือนได้สบาย แต่ข้าขอเอ็งอย่างหนึ่งเถิด” เที่ยงทำหน้าฉงนเอ่ยถามว่าขอกระไร

      “เอ็งเอาเงินนี้ไปซื้อที่แลปลูกเรือนเริ่มต้นชีวิตใหม่อยู่ที่วิเศษวัยชาญนี้เถิด ไม่ต้องกลับไปสิงห์บุรี ข้ารักในฝีมือเอ็ง หากเอ็งอยู่ที่นี่ยังพอใกล้กรุงศรี ข้าจะได้แวะเวียนมาเปรียบมวยกับเอ็งได้ไม่ยาก แล้วข้าจะหาลูกศิษย์มาเรียนมวยกับเอ็ง เอ็งจะได้มีอาชีพเลี้ยงดูลูกของเอ็ง”

เที่ยงตื้นตันใจแต่ก็อยากรู้ว่าคนที่ออกปากช่วยตนเป็นใครจึงเอ่ยถาม...

      “ข้าคือออกหลวงมงคล องครักษ์คู่ใจพระพันปีศรีศิลป์ พระอนุชาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม”

      ครูเที่ยงกลับมาจากห้วงความทรงจำในอดีต อดีตที่ออกหลวงมงคลเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่ ให้ทั้งฐานะความเป็นอยู่ และยอมยกน้องสาวอย่างบังอรให้โดยไม่รังเกียจเดียดฉัน ยิ่งคิดก็ยิ่งต้องทำทุกทางเพื่อทดแทนบุญคุณในครั้งนั้นให้จงได้


00000000



บนเรือนครูเที่ยง

         ครูเที่ยงเรียกลูกศิษย์ที่ฝึกฝนมวยถึงขั้นชำนาญมากพอแล้วให้มาพบเพื่อจะไถ่ถามความสมัครใจ และคนที่ครูเที่ยงไว้วางใจที่สุด คือเพลิง เมื่อได้เล่าให้ศิษย์ทุกคนได้รู้แล้วว่าตนต้องการคนที่สามารถทำกิจอันเสี่ยงนี้ในเวลาคับขันเพื่อทดแทนผู้มีคุณที่เคยให้ความช่วยเหลือเมื่อครั้งเก่าก่อน ศิษย์ทุกคนต่างก็ตั้งใจฟังและมีสีหน้าครุ่นคิด

       “การนี้ข้าเห็นว่าเสี่ยงนัก พวกเอ็งต่างก็มีพ่อมีแม่ที่ต้องเลี้ยงดู ทุกคนเป็นคนที่พ่อแม่รัก หากพวกเอ็งลำบากใจจะทำการนี้ ข้าก็หาได้บังคับพวกเอ็ง”

       “ฉันเป็นลูกกำพร้า คนเดียวที่ฉันยังต้องทดแทนคุณก็คือครูที่เลี้ยงดูฉันมา เป็นเหมือนพ่อบังเกิดเกล้าของฉัน กิจนี้ไอ้เพลิงขันอาสาทำให้ด้วยความสมัครใจจ้ะ” เพลิงขันอาสาอย่างมุ่งมั่น ครูเที่ยงยิ้มปลาบปลื้มใจ ลูบหัวเพลิงอย่างเอ็นดู

      “ไอ้เข้มก็เอาด้วยจ้ะ ครูสอนมวยให้ฉันมา ฉันยังไม่ได้เสียค่าครูสักสตางค์แดงเดียว ครานี้ล่ะไอ้เข้มจะทำเพื่อครู เฮ้ย...พวกเอ็ง ใครอยากจะทดแทนคุณครูเที่ยง พวกเอ็งก็จงมาร่วมด้วยกับข้าและพี่เพลิงเถิด” เข้มก็ขันอาสาและชวนพรรคพวกให้ร่วมด้วย ทุกคนต่างก็เข้าร่วมการนี้หมด มีจำนวนได้ 8 คน ที่เป็นศิษย์ชำนาญเชิงมวยพอควรแล้ว

       แต่แค่หมัดมวยคงไม่พอ ครูเที่ยงนัดให้ทุกคนมาฝึกดาบและอาวุธต่างๆอย่างหนักเพื่อรอม้าเร็วจากออกหลวงมงคล หากเหตุคับขันเกิดขึ้นเมื่อใด จะได้มีความพร้อมเข้าช่วยเหลือออกหลวงในทันที ออกหลวงมงคลเองก็ส่งครูดาบมาช่วยฝึกซ้อมให้พวกของเพลิงจนชำนาญอาวุธกันได้ครบทุกตัวคน


00000000



        ทับทิมกับจุกเฝ้าสังเกตการณ์ และสงสัยนักว่าเหตุใดคนในสำนักต้องฝึกฝนกันอย่างหนักถึงเพียงนั้น ซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น แลเหตุใดออกหลวงมงคลต้องส่งครูดาบมาซ้อมให้พวกของตนด้วย ถามผู้ใดก็ไม่มีใครยอมปริปากบอก บอกแต่เพียงเป็นชายชาตินักรบฝึกอาวุธไว้ไม่เสียหาย และไล่ให้ทับทิมอย่ามายุ่ง ให้เข้าครัวไปเรียนหุงหาเสีย

        คำตอบที่ได้รับยิ่งทำให้ทับทิมอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น จึงไปเค้นเอาความจากเพลิง บอกว่าหากเห็นตนเป็นน้องดังที่เคยพูดไว้ ก็จงบอกมา เพลิงอึกอัก ทับทิมจึงบอกจะสั่งห้ามอบเชยไม่ให้พูดจาและพบปะกับเพลิงอีก แลจะบอกอบเชยไปว่าตนลืมเพลิงไม่ได้ อบเชยคงไม่มายุ่งกับเพลิงเป็นแน่ เพลิงจึงยอมบอกแผนการทั้งหมด

ทับทิมร้อนใจนัก รีบวิ่งกลับเรือนไปหาพ่อ และไม่ยอมให้พ่อทำการเสี่ยงเช่นนี้เป็นอันขาด...

       “บุญคุณกระไรนักหนา ต้องเอาชีวิตเข้าแลกกันเลยรึ ฉันไม่ยอมให้พ่อทำดอก” ครูเที่ยงนิ่งไป
      
       “แลหากเกิดพลาดพลั้งกระไรขึ้นมา มิใช่จะพากันไปตายหมดดอกหรือ แล้วพ่อจะเอาชีวิตที่ไหนไปชดใช้ให้พ่อแม่พวกมันได้” ทับทิมร้องตะโกนจากบนเรือนสั่งห้ามให้ทุกคนเลิกซ้อมอาวุธ ครูเที่ยงจึงหันมาปรามลูกสาวหัวดื้อ

      “เอ็งหยุดเถิด พ่อคงทำตามคำเอ็งมิได้ดอก”

      “เหตุใดทำไม่ได้เล่า ออกหลวงกระไรนั่นจะสั่งให้พ่อไปตาย พ่อก็จะไปอย่างนั้นรึ”

      “คนเราเกิดมาก็ตายทุกคน แต่หากการตายนี้ พ่อได้ตายเพราะทดแทนผู้มีคุณ พ่อก็จะได้นอนตายตาหลับเสียที” ทับทิมน้ำตาคลอ ยอมจำนนในการตัดสินใจของพ่อ

      “ถ้าเช่นนั้น ฉันจะเข้าร่วมการนี้ด้วย ฉันเองก็เป็นศิษย์เอกครูเที่ยง ฉันมีศิษย์เข้าร่วมการนี้กับทุกคน” ทับทิมสายตามุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง

      “เอ็งหยุดประเดี๋ยวนี้ การนี้ไม่เกี่ยวกับเอ็ง เอ็งไม่ต้องยุ่ง” ครูเที่ยงฉุนที่ลูกสาวหัวรั้นจะไปเสี่ยงอันตรายกับตน

      “ฉันจะยุ่ง หากพ่อห้ามฉัน ฉันก็จะห้ามพ่อเช่นกัน” ทับทิมรั้นหัวชนฝา ก่อนจะโดดลงเรือนไปซ้อมดาบกับทุกคนบนลานหน้าบ้าน...

๐๐๐๐๐๐๐๐


โปรดติดตามตอนต่อไป
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่