เมื่อ ๔๐๐ กว่าปีก่อน…
“เมืองอ่างทอง” หรือ “แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ” เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์พร้อมด้วยข้าวปลาอาหาร เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยา ถูกใช้เป็นที่ตั้งทัพรบกับพม่ารามัญในศึกหลายครั้งมาตั้งแต่สมัยพระนเรศวรมหาราช และยังเป็นเมืองที่มากด้วยผู้มีฝีมือในเชิงมวยและการต่อสู้แขนงต่างๆ
00000000
ปีพุทธศักราช ๒๑๗๑...
วันพฤหัสบดี ขึ้นหกค่ำ เดือนยี่ ปีนั้นเอง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร…
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมประชวรหนัก จึงเรียกหาออกญาศรีวรวงศ์ จางวางมหาดเล็ก เป็นขุนนางที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างมาก และยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โดยบิดาของออกญาศรีวรวงศ์เป็นพระปิตุลาแท้ๆของพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงให้ออกญาศรีวรวงศ์เชิญกระแสรับสั่งออกในที่ประชุมขุนนางเรื่องรัชทายาท ซึ่งในครานั้นเหล่าขุนนางมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนพระเชษฐาธิราช พระโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่อีกฝ่ายสนับสนุนพระพันปีศรีศิลป์ พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรมซึ่งผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ฝ่ายนี้มี ออกญากลาโหม ออกญาท้ายน้ำ ออกหลวงธรรมไตรโลก ออกพระศรีเนาวรัตน์และออกพระจุฬา (ราชมนตรี) สนับสนุน
ออกญาศรีวรวงศ์กังวลเรื่องพระศรีศิลป์จะก่อการกบฏจึงแวะไปเรือนจมื่นสรรเพชญ์ภักดีเกลอเก่าเพื่อปรึกษาหารือ จมื่นสรรเพชญ์ภักดีรู้ว่าออกญาศรีวรวงศ์เป็นคนเลือดร้อนจึงปรามว่าอย่าพึ่งด่วนทำการใด ให้รอดูท่าทีไปก่อน ออกญาศรีวรวงศ์ถึงจะเป็นคนเลือดร้อน เด็ดขาด แต่ก็เป็นคนรักพวกพ้องยิ่งนัก ถึงแม้จะได้ดีในหน้าที่ราชการถึงเพียงใดก็ยังปฏิบัติตัวต่อเกลอเก่าเช่นเดิม เมื่อเกลอเก่าห้ามปรามจึงรับฟังและทำตาม
หากออกญาศรีวรวงศ์เป็นน้ำร้อน จมื่นสรรเพชญ์ภักดีก็เป็นดั่งน้ำเย็น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ค่อยมีผู้รู้เท่าใดนัก เพราะถึงแม้ออกญาศรีวรวงศ์จะมีอำนาจมากมายเพียงใดแต่จมื่นศรีสรรเพชญ์ภักดีไม่เคยป่าวประกาศว่าตนเป็นเกลอรักกับผู้มีอิทธิพลเหมือนดั่งขุนนางคนอื่น ที่หาทางประจบออกญาศรีวรวงศ์กันเป็นโขยง
00000000
เมืองวิเศษชัยชาญ ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม…
เช้านี้ ณ ลานกว้างบ้านครูเที่ยง เป็นที่ฝึกซ้อมมวยในทุกวันของชายหนุ่มในละแวกนี้ เมื่อใกล้วันเทศกาลงานวัดเข้ามาทุกที ก็ยิ่งต้องฝึกกันจริงจัง เพราะหวังเบี้ยอัฐจากการประลองมวยในครั้งนี้
ในการฝึกซ้อม นักมวยคู่เอกกำลังสู้กันอย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั้งลาน ผู้ที่มีฝีมือเหนือกว่าใครและเป็นผู้ชนะในครั้งนี้คือ “เพลิง”
เพลิง ศิษย์เอกศิษย์รักของครูเที่ยง ยิ่งครูเที่ยงไม่มีลูกชายก็ยิ่งทวีความรักใคร่เมตตาให้เพลิง ให้ทั้งความรักและวิชาความรู้มากกว่าศิษย์คนใด และไว้ใจให้เป็นผู้ฝึกซ้อมให้ศิษย์คนอื่นๆแทนตนด้วย
“ลุกขึ้นมาสิวะไอ้เข้ม มีแรงเพียงเท่านี้เองดอกรึ เอ็งเอาเรี่ยวแรงไปไว้ที่ใดหมดวะ”
“ต่อให้ฉันมีแรงกว่านี้ ก็สู้พี่ไม่ได้ดอก ฉันเพิ่งหัดมวยไม่เท่าใด พี่ก็ใส่ไม่ยั้งมือ ฉันระบมไปทั้งตัวแล้วพี่ ขอฉันพักก่อนเถิด”
“เอ็งนี่มันอ่อนหัดเสียจริงไอ้เข้มเอ๊ย ไหน มีผู้ใดอยากเป็นคู่ซ้อมให้ข้าอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าจะกลับเรือนแล้วนะโว๊ย”
“มีจ้ะพี่ พี่ยังเหลือคู่ซ้อมคนสำคัญ คนนี้พี่เอาชนะได้ไม่ง่ายเท่าพี่เข้มดอก” ไอ้จุก ชายหนุ่มวัย 16 ตะโกนเข้ามากลางวงสนทนา
“ใครกันวะ เอ็งรึไอ้จุก ข้าไม่ชกกับเอ็งดอก เอ็งมันอ่อนหัดยิ่งกว่าไอ้เข้มเสียอีก ข้าไม่อยากรังแกเด็กโว้ย”
“ไม่ใช่ฉันดอก แต่เป็นลูกพี่ฉันต่างหาก”
ไม่ทันขาดคำของจุก ก็ปรากฏคนร่างเล็กแต่ดูทะมัดทะแมงก้าวออกมาสู่ลานประลอง ประจันหน้ากับเพลิง
“แล้วถ้าเป็นฉัน จะพอเป็นคู่ซ้อมให้พี่ได้หรือไม่พี่เพลิง”
เพลิงยิ้มด้วยท่าทีพอใจ ตั้งกาดรอพร้อมสู้กับคู่ซ้อมคนคุ้นเคย ทั้งสองปล่อยอาวุธใส่กันอย่างดุเดือด ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า เพลิงนั้นมีกำลังมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเอาชนะคนร่างเล็กนี้ได้โดยง่าย เพราะคู่ซ้อมตรงหน้า มันหลบหลีกว่องไวปานลิงลม
“นั่นผู้ใดกันพี่เที่ยง ไอ้เด็กหนุ่มร่างเล็กที่สู้กับไอ้เพลิงอยู่ มันว่องไวนัก ไอ้เพลิงยังชกมันไม่โดนสักหมัดเลย “ ครูเที่ยงยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดว่า “นั่นลูกข้าเอง”
“ลูกพี่เที่ยงรึ พี่เที่ยงมีลูกชายด้วยรึ ฉันจำได้ว่าพี่มีลูกสาวสองคน แต่พี่มีลูกชายด้วยรึ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
ทิดมั่นถามด้วยความสงสัย เพราะถึงแม้ครูเที่ยงจะจากสิงห์บุรีบ้านเกิดมานาน แต่ทิดมั่นยังติดตามข่าวอยู่ตลอด จนกระทั่งมาเยี่ยมญาติที่เมืองวิเศษชัยชาญจึงแวะมาถามไถ่ แต่จู่ๆครูเที่ยงก็มีลูกชายโผล่มาเช่นนี้ ชวนฉงนใจแก่ทิดมั่นยิ่งนัก
“เอ รึจะเป็นลูกบุญธรรมเหมือนที่พี่ชุบเลี้ยงไอ้เพลิงมันรึ”
“เอ็งมองให้ดีๆทิดมั่น เอ็งจำหลานไม่ได้รึ”
“เออ หน้ามันคุ้นตาฉันนัก ฉันเคยเห็นมันที่ใดกันนะ “
“หน้ามันก็เหมือน นังทับทิม หลานเอ็งอย่างไรเล่าไอ้ทิดมั่น” ทิดมั่นเพ่งพินิจดูหลานในลานมวย ทำตาโตอุทานทึ่ง
000000000
ทางด้านคู่ซ้อมมวยในลานประลอง เพลิงเหนื่อยหอบแล้วจึงยอมแพ้แก่คู่ชก
“พอแล้วทับทิม พี่ยอมแล้ว พี่ชกเอ็งไม่โดนสักหมัด เอ็งถีบพี่ไปหลายทีระบมไปหมดแล้ว พอแค่นี้ก่อนเถิด”
“ใครใช้ให้พี่อ่อนข้อให้ฉันเล่า หากพี่เอาจริงฉันรึจะสู้แรงพี่ได้ พี่ก็แกล้งยอมแพ้ฉันเหมือนทุกทีไป แล้วอย่างนี้ฉันจะเก่งขึ้นได้อย่างไรกัน”
เพลิงหัวเราะพูดขำๆว่า
“เอ็งจะเก่งกาจไปทำไมกัน แค่นี้ก็เก่งเกินหญิงมากแล้ว พี่ว่าเอ็งเลิกซ้อมหมัดมวยไปหัดหุงหาข้าวปลาเถิด ประเดี๋ยวจะไม่มีผู้ใดพาออกเรือน ขายไม่ออกขึ้นมาครูเที่ยงจะพาลโกรธพี่ที่ทำให้เอ็งเป็นครึ่งหญิงครึ่งชายเช่นนี้”
“ฉันไม่เห็นจะเดือนร้อนกระไร พี่มาเดือดร้อนแทนฉันทำไมกัน “
ทับทิมโมโหแลไม่ชอบคำว่าออกเรือนที่เพลิงกับพ่อชอบพูดกรอกหู
“ไป ไอ้จุก ไปหายิงนกตกปลาเล่นกันเถิด อยู่ตรงนี้หมดสนุกแล้ว ข้าชังน้ำหน้าพี่เพลิงนัก “ แล้วไอ้จุกก็วิ่งตามทับทิมออกไปติดๆ
00000000
ทิดมั่นข้องใจนัก เหตุใดทับทิมหลานสาวจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
“พี่เที่ยงเหตุใดหลานฉันจึงเป็นเช่นนี้ พี่สอนหมัดมวยให้มันรึ มันเป็นหญิงนะพี่ มันกลายเป็นเช่นนี้ ใครกันจะอยากได้ไปออกเรือน ฉันมิเข้าใจพี่เลยจริงๆ”
ทิดมั่นยังคงกินแหนงแคลงใจที่ได้เห็นหลานสาวกลายเป็นเหมือนครึ่งหญิงครึ่งชาย
ครูเที่ยงวิตกกับคำถาม และนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีต…
เมื่อครั้งเพลิงยังเป็นเด็กวัย 10 ขวบปี ครูเที่ยงได้รับเพลิงมาเป็นศิษย์และเริ่มฝึกมวยให้ แต่ทับทิมก็แอบดู และครูพักลักจำท่ามวยที่พ่อฝึกให้เพลิง มาซ้อมคนเดียวอยู่บ่อยๆ จนวันหนึ่งทับทิมเห็นเพลิงซ้อมอยู่คนเดียว จึงขโมยขนมที่บ้านวื่งไปหาเพลิงถึงเรือน
“ทับทิม เอ็งมาวิ่งเล่นแถวนี้รึ มาเดี๋ยวพี่จะพาเอ็งไปส่งบ้าน”
“ฉันเอาขนมต้มมาให้พี่ ของโปรดพี่ไม่ใช่รึ เอาไปสิ”
“ดีแท้ พี่อยากกินมาหลายวันแล้ว เอ็งมีน้ำใจนัก คราวหน้าหากพี่ได้ขนม พี่ก็จะเอาไปแบ่งเอ็งนะทับทิม”
เพลิงหยิบขนมมากินด้วยความชอบใจ เนื่องจากเป็นของโปรด
“แล้วถ้าฉันอยากได้อย่างอื่น พี่จะให้ฉันได้หรือไม่”
“เอ็งอยากได้กระไร หากต้องใช้อัฐซื้อ พี่ก็ไม่มีให้เอ็งดอก”
“ไม่ต้องใช้อัฐดอก แต่พี่ต้องตอบมาก่อนว่าจะให้ฉัน “
“เอ็งก็บอกพี่มา เอ็งอยากได้กระไรเล่าทับทิม” ทับทิมยิ้มออกมาเผยนัยน์ตาเจ้าเล่ห์
“ฉันอยากให้พี่สอนมวยให้ฉัน พี่ทำได้หรือไม่”
“สอนมวยรึ เอ็งเป็นหญิง หากพี่สอนมวยให้ ครูเที่ยงได้โกรธทั้งพี่และเอ็งเป็นแน่ จำมิได้รึ เอ็งขอเรียนกับครู แล้วครูว่าเช่นใด”
เมื่อถูกปฏิเสธ ทับทิมก็หุบยิ้มแล้วมองเพลิงด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ก็เพราะพ่อไม่ยอมสอน ฉันถึงต้องมาพึ่งพี่อย่างไรเล่า หากพี่ไม่พูด ฉันไม่พูด พ่อจะรู้ได้อย่างไร แลหากพี่ยอมสอน ฉันจะเอาขนมมาให้พี่ทุกวัน แลมีกระไรก็จะแบ่งปันพี่ นะพี่เพลิง สอนฉันเถิด”
“แต่พี่ว่า…”
“หากพี่ไม่ยอมสอน ฉันจะไม่พูดกับพี่อีกเลย แลจะเกลียดชังพี่ แล้วยุให้พ่อเกลียดพี่ด้วย”
“พี่ยอมเอ็งแล้วทับทิม “ ทับทิมยิ้มพอใจที่เป็นไปตามคาดหมาย
แล้วทับทิมก็แอบมาเรียนมวยกับเพลิงอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ได้บอกพ่อว่ามาวิ่งเล่นกับจุก ทำให้ครูเที่ยงไม่ระแคะระคายกับการหายตัวไปทุกวันของลูกสาว
00000000
เช้าวันหนึ่ง ทับทิมขโมยขนมจะเอาไปให้เพลิงอีกตามเคย แต่จุกก็แย่งไป ทับทิมโมโหจึงเตะก้านคอจุกจนล้มลงไปกอง จุกร้องดังลั่นบ้าน ครูเที่ยงกับเพลิงกำลังสอนมวยกันอยู่ได้ยินเสียงร้องจึงรีบวิ่งมาดู
“ใครทำกระไรเอ็งไอ้จุก บอกข้ามาไม่ต้องกลัวผู้ใด”
“พี่ทับทิมเตะก้านคอฉัน ฉันเจ็บเหลือเกินครู” จุกฟ้องทั้งน้ำตา
“ก็เอ็งมาขโมยขนมข้า เอ็งก็สมควรโดนแล้วไอ้จุก”
“ผิดใจกันเรื่องขนมรึ เหตุใดเอ็งไม่แบ่งให้ไอ้จุกมันกินด้วยทับทิม “
“ขนมนี่ฉันจะเอามาให้พี่เพลิง “
“เมื่อวานก็ให้พี่เพลิง วันนี้ก็ให้พี่เพลิง ฉันอยากกินบ้างพี่ก็ไม่เคยแบ่งฉัน พี่เพลิงได้กินแทบทุกวัน ฉันก็อยากกิน “จุกตัดพ้อด้วยความน้อยใจ
ครูเที่ยงแปลกใจว่าเหตุใดลูกจึงต้องให้ขนมแก่เพลิงทุกวัน แล้วการเตะก้านคอไอ้จุกนั้นก็ต้องเตะสูงให้โดนคอ นึกไปนึกมาก็จำได้ว่าลูกหายไปทุกวันเมื่อเพลิงซ้อมเสร็จ
“ไอ้เพลิง เอ็งแอบสอนมวยให้ทับทิมรึ บอกข้ามาประเดี๋ยวนี้ อย่าได้โป้ปดข้าเป็นอันขาด”
ครูเที่ยงตวาดผู้ต้องสงสัยอย่างเพลิง
“ฉันผิดไปแล้วครู ฉันเห็นแก่กิน แลทับทิมมันขู่หากไม่สอนมันจะไม่ยอมพูดกับฉัน หากรู้ว่าทับทิมจะใช้มวยมาทำร้ายไอ้จุกมัน ฉันก็ไม่ยอมสอนให้ดอก”
“ไอ้จุกมันขโมยของก็สมควรโดนแล้ว ฉันไม่หนุมานถวายแหวนให้ก็บุญหนักหนาแล้ว”
“หยุดประเดี๋ยวนี้นังทับทิม เช่นนั้นเอ็งก็สมควรโดน อบเชย ไปเอาแส้บนเรือนมาให้พ่อ”
อบเชยน้องสาวต่างแม่ของทับทิม รีบวิ่งขึ้นบนเรือนตามคำสั่งพ่อ
“นังลูกไม่รักดี เป็นหญิงไม่อยู่ส่วนหญิง ดื้อรั้นนักก็ให้รสหวายมันสั่งสอน จะได้หลาบจำเสียที “ครูเที่ยงพูดไปเฆี่ยนไป
“เอ็งไม่เอาอย่างอบเชยมันบ้าง เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่สร้างเรื่องสร้างราวเช่นเอ็ง หัดดูน้องมันซะบ้าง เป็นพี่แทนที่จะดีกว่าน้อง นี่กระไรกัน ดื้อรั้นนัก”
ทับทิมร้องไห้ทั้งเจ็บกายแลเจ็บใจที่โดนพ่อเปรียบเทียบกับน้องสาว
“พ่อจะตีฉันก็ตีเถิด จะมาชื่นชมนังอบเชยให้ฟังทำกระไร ฉันไม่อยากฟัง พ่อรักแต่มัน ไม่รักฉันแล้ว ความรักของพ่อมันตายไปจากใจฉันตั้งนานแล้ว ตายไปพร้อมกับแม่ฉันอย่างไรเล่า”
ครูเที่ยงตกใจกับคำพูดของทับทิม ไม่คิดว่าลูกจะคิดกับตนเช่นนี้ ถึงจะมีเมียมีลูกใหม่ แต่ในใจไม่เคยลืม ทิพย์ แม่ของทับทิมที่ตายไป และไม่เคยรักอบเชยมากกว่าดังคำทับทิบตัดพ้อ
“ฉันกำพร้าแม่แล้ว เหตุใดไม่กำพร้าพ่อด้วยเสียเลย ถึงเป็นเด็กกำพร้าก็ยังดีกว่าฉันตอนนี้นัก ไม่มีผู้ใดมาตีมาเฆี่ยนแลมาด่าว่าให้เจ็บใจ”
ทับทิมพูดความในใจออกมาหมดสิ้น ทำให้ครูเที่ยงทิ้งแส้ลงจากมือ ทับทิมจึงวิ่งหนีขึ้นห้องไป
ครูเที่ยงเจ็บปวดหัวใจกับคำตัดพ้อของลูกสาว และโทษว่าที่ลูกเป็นเช่นนี้ก็เพราะตนที่เป็นเหตุทำให้แม่ทับทิมตาย และแม่บังอรเมียใหม่ก็ไม่ได้ถูกชะตากับทับทิมเท่าใดนัก ลูกจึงขาดความอบอุ่นและเป็นเช่นนี้
00000000
โปรดติดตามตอนต่อไป
นิยายอิงประวัติศาสตร์ไทยเรื่อง "ลูกไม้มวยไทย" ตอนที่ ๑ (แล้วถ้าเป็นฉัน จะพอเป็นคู่ซ้อมให้พี่ได้หรือไม่เล่า พี่เพลิง!)
“เมืองอ่างทอง” หรือ “แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ” เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์พร้อมด้วยข้าวปลาอาหาร เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยา ถูกใช้เป็นที่ตั้งทัพรบกับพม่ารามัญในศึกหลายครั้งมาตั้งแต่สมัยพระนเรศวรมหาราช และยังเป็นเมืองที่มากด้วยผู้มีฝีมือในเชิงมวยและการต่อสู้แขนงต่างๆ
ปีพุทธศักราช ๒๑๗๑...
วันพฤหัสบดี ขึ้นหกค่ำ เดือนยี่ ปีนั้นเอง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร…
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมประชวรหนัก จึงเรียกหาออกญาศรีวรวงศ์ จางวางมหาดเล็ก เป็นขุนนางที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างมาก และยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โดยบิดาของออกญาศรีวรวงศ์เป็นพระปิตุลาแท้ๆของพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงให้ออกญาศรีวรวงศ์เชิญกระแสรับสั่งออกในที่ประชุมขุนนางเรื่องรัชทายาท ซึ่งในครานั้นเหล่าขุนนางมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนพระเชษฐาธิราช พระโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่อีกฝ่ายสนับสนุนพระพันปีศรีศิลป์ พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรมซึ่งผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ฝ่ายนี้มี ออกญากลาโหม ออกญาท้ายน้ำ ออกหลวงธรรมไตรโลก ออกพระศรีเนาวรัตน์และออกพระจุฬา (ราชมนตรี) สนับสนุน
ออกญาศรีวรวงศ์กังวลเรื่องพระศรีศิลป์จะก่อการกบฏจึงแวะไปเรือนจมื่นสรรเพชญ์ภักดีเกลอเก่าเพื่อปรึกษาหารือ จมื่นสรรเพชญ์ภักดีรู้ว่าออกญาศรีวรวงศ์เป็นคนเลือดร้อนจึงปรามว่าอย่าพึ่งด่วนทำการใด ให้รอดูท่าทีไปก่อน ออกญาศรีวรวงศ์ถึงจะเป็นคนเลือดร้อน เด็ดขาด แต่ก็เป็นคนรักพวกพ้องยิ่งนัก ถึงแม้จะได้ดีในหน้าที่ราชการถึงเพียงใดก็ยังปฏิบัติตัวต่อเกลอเก่าเช่นเดิม เมื่อเกลอเก่าห้ามปรามจึงรับฟังและทำตาม
หากออกญาศรีวรวงศ์เป็นน้ำร้อน จมื่นสรรเพชญ์ภักดีก็เป็นดั่งน้ำเย็น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ค่อยมีผู้รู้เท่าใดนัก เพราะถึงแม้ออกญาศรีวรวงศ์จะมีอำนาจมากมายเพียงใดแต่จมื่นศรีสรรเพชญ์ภักดีไม่เคยป่าวประกาศว่าตนเป็นเกลอรักกับผู้มีอิทธิพลเหมือนดั่งขุนนางคนอื่น ที่หาทางประจบออกญาศรีวรวงศ์กันเป็นโขยง
เมืองวิเศษชัยชาญ ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม…
เช้านี้ ณ ลานกว้างบ้านครูเที่ยง เป็นที่ฝึกซ้อมมวยในทุกวันของชายหนุ่มในละแวกนี้ เมื่อใกล้วันเทศกาลงานวัดเข้ามาทุกที ก็ยิ่งต้องฝึกกันจริงจัง เพราะหวังเบี้ยอัฐจากการประลองมวยในครั้งนี้
ในการฝึกซ้อม นักมวยคู่เอกกำลังสู้กันอย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั้งลาน ผู้ที่มีฝีมือเหนือกว่าใครและเป็นผู้ชนะในครั้งนี้คือ “เพลิง”
เพลิง ศิษย์เอกศิษย์รักของครูเที่ยง ยิ่งครูเที่ยงไม่มีลูกชายก็ยิ่งทวีความรักใคร่เมตตาให้เพลิง ให้ทั้งความรักและวิชาความรู้มากกว่าศิษย์คนใด และไว้ใจให้เป็นผู้ฝึกซ้อมให้ศิษย์คนอื่นๆแทนตนด้วย
“ลุกขึ้นมาสิวะไอ้เข้ม มีแรงเพียงเท่านี้เองดอกรึ เอ็งเอาเรี่ยวแรงไปไว้ที่ใดหมดวะ”
“ต่อให้ฉันมีแรงกว่านี้ ก็สู้พี่ไม่ได้ดอก ฉันเพิ่งหัดมวยไม่เท่าใด พี่ก็ใส่ไม่ยั้งมือ ฉันระบมไปทั้งตัวแล้วพี่ ขอฉันพักก่อนเถิด”
“เอ็งนี่มันอ่อนหัดเสียจริงไอ้เข้มเอ๊ย ไหน มีผู้ใดอยากเป็นคู่ซ้อมให้ข้าอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าจะกลับเรือนแล้วนะโว๊ย”
“มีจ้ะพี่ พี่ยังเหลือคู่ซ้อมคนสำคัญ คนนี้พี่เอาชนะได้ไม่ง่ายเท่าพี่เข้มดอก” ไอ้จุก ชายหนุ่มวัย 16 ตะโกนเข้ามากลางวงสนทนา
“ใครกันวะ เอ็งรึไอ้จุก ข้าไม่ชกกับเอ็งดอก เอ็งมันอ่อนหัดยิ่งกว่าไอ้เข้มเสียอีก ข้าไม่อยากรังแกเด็กโว้ย”
“ไม่ใช่ฉันดอก แต่เป็นลูกพี่ฉันต่างหาก”
ไม่ทันขาดคำของจุก ก็ปรากฏคนร่างเล็กแต่ดูทะมัดทะแมงก้าวออกมาสู่ลานประลอง ประจันหน้ากับเพลิง
“แล้วถ้าเป็นฉัน จะพอเป็นคู่ซ้อมให้พี่ได้หรือไม่พี่เพลิง”
เพลิงยิ้มด้วยท่าทีพอใจ ตั้งกาดรอพร้อมสู้กับคู่ซ้อมคนคุ้นเคย ทั้งสองปล่อยอาวุธใส่กันอย่างดุเดือด ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า เพลิงนั้นมีกำลังมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเอาชนะคนร่างเล็กนี้ได้โดยง่าย เพราะคู่ซ้อมตรงหน้า มันหลบหลีกว่องไวปานลิงลม
“นั่นผู้ใดกันพี่เที่ยง ไอ้เด็กหนุ่มร่างเล็กที่สู้กับไอ้เพลิงอยู่ มันว่องไวนัก ไอ้เพลิงยังชกมันไม่โดนสักหมัดเลย “ ครูเที่ยงยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดว่า “นั่นลูกข้าเอง”
“ลูกพี่เที่ยงรึ พี่เที่ยงมีลูกชายด้วยรึ ฉันจำได้ว่าพี่มีลูกสาวสองคน แต่พี่มีลูกชายด้วยรึ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
ทิดมั่นถามด้วยความสงสัย เพราะถึงแม้ครูเที่ยงจะจากสิงห์บุรีบ้านเกิดมานาน แต่ทิดมั่นยังติดตามข่าวอยู่ตลอด จนกระทั่งมาเยี่ยมญาติที่เมืองวิเศษชัยชาญจึงแวะมาถามไถ่ แต่จู่ๆครูเที่ยงก็มีลูกชายโผล่มาเช่นนี้ ชวนฉงนใจแก่ทิดมั่นยิ่งนัก
“เอ รึจะเป็นลูกบุญธรรมเหมือนที่พี่ชุบเลี้ยงไอ้เพลิงมันรึ”
“เอ็งมองให้ดีๆทิดมั่น เอ็งจำหลานไม่ได้รึ”
“เออ หน้ามันคุ้นตาฉันนัก ฉันเคยเห็นมันที่ใดกันนะ “
“หน้ามันก็เหมือน นังทับทิม หลานเอ็งอย่างไรเล่าไอ้ทิดมั่น” ทิดมั่นเพ่งพินิจดูหลานในลานมวย ทำตาโตอุทานทึ่ง
ทางด้านคู่ซ้อมมวยในลานประลอง เพลิงเหนื่อยหอบแล้วจึงยอมแพ้แก่คู่ชก
“พอแล้วทับทิม พี่ยอมแล้ว พี่ชกเอ็งไม่โดนสักหมัด เอ็งถีบพี่ไปหลายทีระบมไปหมดแล้ว พอแค่นี้ก่อนเถิด”
“ใครใช้ให้พี่อ่อนข้อให้ฉันเล่า หากพี่เอาจริงฉันรึจะสู้แรงพี่ได้ พี่ก็แกล้งยอมแพ้ฉันเหมือนทุกทีไป แล้วอย่างนี้ฉันจะเก่งขึ้นได้อย่างไรกัน”
เพลิงหัวเราะพูดขำๆว่า
“เอ็งจะเก่งกาจไปทำไมกัน แค่นี้ก็เก่งเกินหญิงมากแล้ว พี่ว่าเอ็งเลิกซ้อมหมัดมวยไปหัดหุงหาข้าวปลาเถิด ประเดี๋ยวจะไม่มีผู้ใดพาออกเรือน ขายไม่ออกขึ้นมาครูเที่ยงจะพาลโกรธพี่ที่ทำให้เอ็งเป็นครึ่งหญิงครึ่งชายเช่นนี้”
“ฉันไม่เห็นจะเดือนร้อนกระไร พี่มาเดือดร้อนแทนฉันทำไมกัน “
ทับทิมโมโหแลไม่ชอบคำว่าออกเรือนที่เพลิงกับพ่อชอบพูดกรอกหู
“ไป ไอ้จุก ไปหายิงนกตกปลาเล่นกันเถิด อยู่ตรงนี้หมดสนุกแล้ว ข้าชังน้ำหน้าพี่เพลิงนัก “ แล้วไอ้จุกก็วิ่งตามทับทิมออกไปติดๆ
ทิดมั่นข้องใจนัก เหตุใดทับทิมหลานสาวจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
“พี่เที่ยงเหตุใดหลานฉันจึงเป็นเช่นนี้ พี่สอนหมัดมวยให้มันรึ มันเป็นหญิงนะพี่ มันกลายเป็นเช่นนี้ ใครกันจะอยากได้ไปออกเรือน ฉันมิเข้าใจพี่เลยจริงๆ”
ทิดมั่นยังคงกินแหนงแคลงใจที่ได้เห็นหลานสาวกลายเป็นเหมือนครึ่งหญิงครึ่งชาย
ครูเที่ยงวิตกกับคำถาม และนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีต…
เมื่อครั้งเพลิงยังเป็นเด็กวัย 10 ขวบปี ครูเที่ยงได้รับเพลิงมาเป็นศิษย์และเริ่มฝึกมวยให้ แต่ทับทิมก็แอบดู และครูพักลักจำท่ามวยที่พ่อฝึกให้เพลิง มาซ้อมคนเดียวอยู่บ่อยๆ จนวันหนึ่งทับทิมเห็นเพลิงซ้อมอยู่คนเดียว จึงขโมยขนมที่บ้านวื่งไปหาเพลิงถึงเรือน
“ทับทิม เอ็งมาวิ่งเล่นแถวนี้รึ มาเดี๋ยวพี่จะพาเอ็งไปส่งบ้าน”
“ฉันเอาขนมต้มมาให้พี่ ของโปรดพี่ไม่ใช่รึ เอาไปสิ”
“ดีแท้ พี่อยากกินมาหลายวันแล้ว เอ็งมีน้ำใจนัก คราวหน้าหากพี่ได้ขนม พี่ก็จะเอาไปแบ่งเอ็งนะทับทิม”
เพลิงหยิบขนมมากินด้วยความชอบใจ เนื่องจากเป็นของโปรด
“แล้วถ้าฉันอยากได้อย่างอื่น พี่จะให้ฉันได้หรือไม่”
“เอ็งอยากได้กระไร หากต้องใช้อัฐซื้อ พี่ก็ไม่มีให้เอ็งดอก”
“ไม่ต้องใช้อัฐดอก แต่พี่ต้องตอบมาก่อนว่าจะให้ฉัน “
“เอ็งก็บอกพี่มา เอ็งอยากได้กระไรเล่าทับทิม” ทับทิมยิ้มออกมาเผยนัยน์ตาเจ้าเล่ห์
“ฉันอยากให้พี่สอนมวยให้ฉัน พี่ทำได้หรือไม่”
“สอนมวยรึ เอ็งเป็นหญิง หากพี่สอนมวยให้ ครูเที่ยงได้โกรธทั้งพี่และเอ็งเป็นแน่ จำมิได้รึ เอ็งขอเรียนกับครู แล้วครูว่าเช่นใด”
เมื่อถูกปฏิเสธ ทับทิมก็หุบยิ้มแล้วมองเพลิงด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ก็เพราะพ่อไม่ยอมสอน ฉันถึงต้องมาพึ่งพี่อย่างไรเล่า หากพี่ไม่พูด ฉันไม่พูด พ่อจะรู้ได้อย่างไร แลหากพี่ยอมสอน ฉันจะเอาขนมมาให้พี่ทุกวัน แลมีกระไรก็จะแบ่งปันพี่ นะพี่เพลิง สอนฉันเถิด”
“แต่พี่ว่า…”
“หากพี่ไม่ยอมสอน ฉันจะไม่พูดกับพี่อีกเลย แลจะเกลียดชังพี่ แล้วยุให้พ่อเกลียดพี่ด้วย”
“พี่ยอมเอ็งแล้วทับทิม “ ทับทิมยิ้มพอใจที่เป็นไปตามคาดหมาย
แล้วทับทิมก็แอบมาเรียนมวยกับเพลิงอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ได้บอกพ่อว่ามาวิ่งเล่นกับจุก ทำให้ครูเที่ยงไม่ระแคะระคายกับการหายตัวไปทุกวันของลูกสาว
เช้าวันหนึ่ง ทับทิมขโมยขนมจะเอาไปให้เพลิงอีกตามเคย แต่จุกก็แย่งไป ทับทิมโมโหจึงเตะก้านคอจุกจนล้มลงไปกอง จุกร้องดังลั่นบ้าน ครูเที่ยงกับเพลิงกำลังสอนมวยกันอยู่ได้ยินเสียงร้องจึงรีบวิ่งมาดู
“ใครทำกระไรเอ็งไอ้จุก บอกข้ามาไม่ต้องกลัวผู้ใด”
“พี่ทับทิมเตะก้านคอฉัน ฉันเจ็บเหลือเกินครู” จุกฟ้องทั้งน้ำตา
“ก็เอ็งมาขโมยขนมข้า เอ็งก็สมควรโดนแล้วไอ้จุก”
“ผิดใจกันเรื่องขนมรึ เหตุใดเอ็งไม่แบ่งให้ไอ้จุกมันกินด้วยทับทิม “
“ขนมนี่ฉันจะเอามาให้พี่เพลิง “
“เมื่อวานก็ให้พี่เพลิง วันนี้ก็ให้พี่เพลิง ฉันอยากกินบ้างพี่ก็ไม่เคยแบ่งฉัน พี่เพลิงได้กินแทบทุกวัน ฉันก็อยากกิน “จุกตัดพ้อด้วยความน้อยใจ
ครูเที่ยงแปลกใจว่าเหตุใดลูกจึงต้องให้ขนมแก่เพลิงทุกวัน แล้วการเตะก้านคอไอ้จุกนั้นก็ต้องเตะสูงให้โดนคอ นึกไปนึกมาก็จำได้ว่าลูกหายไปทุกวันเมื่อเพลิงซ้อมเสร็จ
“ไอ้เพลิง เอ็งแอบสอนมวยให้ทับทิมรึ บอกข้ามาประเดี๋ยวนี้ อย่าได้โป้ปดข้าเป็นอันขาด”
ครูเที่ยงตวาดผู้ต้องสงสัยอย่างเพลิง
“ฉันผิดไปแล้วครู ฉันเห็นแก่กิน แลทับทิมมันขู่หากไม่สอนมันจะไม่ยอมพูดกับฉัน หากรู้ว่าทับทิมจะใช้มวยมาทำร้ายไอ้จุกมัน ฉันก็ไม่ยอมสอนให้ดอก”
“ไอ้จุกมันขโมยของก็สมควรโดนแล้ว ฉันไม่หนุมานถวายแหวนให้ก็บุญหนักหนาแล้ว”
“หยุดประเดี๋ยวนี้นังทับทิม เช่นนั้นเอ็งก็สมควรโดน อบเชย ไปเอาแส้บนเรือนมาให้พ่อ”
อบเชยน้องสาวต่างแม่ของทับทิม รีบวิ่งขึ้นบนเรือนตามคำสั่งพ่อ
“นังลูกไม่รักดี เป็นหญิงไม่อยู่ส่วนหญิง ดื้อรั้นนักก็ให้รสหวายมันสั่งสอน จะได้หลาบจำเสียที “ครูเที่ยงพูดไปเฆี่ยนไป
“เอ็งไม่เอาอย่างอบเชยมันบ้าง เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่สร้างเรื่องสร้างราวเช่นเอ็ง หัดดูน้องมันซะบ้าง เป็นพี่แทนที่จะดีกว่าน้อง นี่กระไรกัน ดื้อรั้นนัก”
ทับทิมร้องไห้ทั้งเจ็บกายแลเจ็บใจที่โดนพ่อเปรียบเทียบกับน้องสาว
“พ่อจะตีฉันก็ตีเถิด จะมาชื่นชมนังอบเชยให้ฟังทำกระไร ฉันไม่อยากฟัง พ่อรักแต่มัน ไม่รักฉันแล้ว ความรักของพ่อมันตายไปจากใจฉันตั้งนานแล้ว ตายไปพร้อมกับแม่ฉันอย่างไรเล่า”
ครูเที่ยงตกใจกับคำพูดของทับทิม ไม่คิดว่าลูกจะคิดกับตนเช่นนี้ ถึงจะมีเมียมีลูกใหม่ แต่ในใจไม่เคยลืม ทิพย์ แม่ของทับทิมที่ตายไป และไม่เคยรักอบเชยมากกว่าดังคำทับทิบตัดพ้อ
“ฉันกำพร้าแม่แล้ว เหตุใดไม่กำพร้าพ่อด้วยเสียเลย ถึงเป็นเด็กกำพร้าก็ยังดีกว่าฉันตอนนี้นัก ไม่มีผู้ใดมาตีมาเฆี่ยนแลมาด่าว่าให้เจ็บใจ”
ทับทิมพูดความในใจออกมาหมดสิ้น ทำให้ครูเที่ยงทิ้งแส้ลงจากมือ ทับทิมจึงวิ่งหนีขึ้นห้องไป
ครูเที่ยงเจ็บปวดหัวใจกับคำตัดพ้อของลูกสาว และโทษว่าที่ลูกเป็นเช่นนี้ก็เพราะตนที่เป็นเหตุทำให้แม่ทับทิมตาย และแม่บังอรเมียใหม่ก็ไม่ได้ถูกชะตากับทับทิมเท่าใดนัก ลูกจึงขาดความอบอุ่นและเป็นเช่นนี้