“8 วัน 7 คืนใน (รพ.) เยอรมนี ด้วยงบ 3200 บาท” ก่อนการเดินทางด้วยรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก ULTIMATE TRAIN CHALLENGE EP -1

ต่อเนื่องจากกระทู้
“ทางกลับบ้านที่ไกลที่สุด” ด้วยการเดินทางด้วยรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก ULTIMATE TRAIN CHALLENGE EP.0 - ก่อนจะเดินทาง
https://pantip.com/topic/36748742


เปิดหัวด้วยหัวข้อใช้ชีวิตอย่างประหยัดเรียกแขกอีกครั้งหนึ่ง

EP -1 (Chapter 1) คืนวัน ณ โรงพยาบาลในมิวนิค ภาค 1 - สวัสดี งูสวัด

[ขอเปลี่ยนชื่อเป็น EP -1 เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นก่อนที่จะเดินทางและก่อนจะได้แพลนทุกอย่างอย่างละเอียด ต่อไปจะได้มี -2 -3 -4 ในช่วงเวลาที่อยู่ที่มิวนิคจ้า รับรองครบรสไม่แพ้กัน (ดัดจริตจริงๆ อีปูนลี)]

วิวระเบียงสุดหรูของห้องพักคนไข้


อย่างที่บอกไปในกระทู้ก่อนหน้า วันนี้เมื่อปีก่อนผมนอนอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองมิวนิค มีชื่อยาวๆ สไตล์เยอๆ ดังนี้ "Klinik und Poliklinik für Dermatologie und Allergologie der LMU München" หรือแบบสั้นๆ ใน Location ของ Facebook คือ “Klinukum LMU München”

11.08.16 วันนี้เมื่อปีที่แล้ว ผมยังนอนอยู่ในรพ. ตามชื่อด้านบน คืนนี้เป็นคืนที่ 6 แล้ว แต่จะขอย้อนเวลากลับไปเล่าสาเหตุที่มาอีกหน่อย

ก่อนหน้านี้ผมมีผื่นสีแดงขึ้นตามตัว แถวๆ หน้าอกด้านขวาลามไปถึงแผ่นหลัง ตอนแรกก็คิดว่ามันคือผื่นแพ้อะไรซักอย่าง ก็กินยาแก้แพ้ กับทายาที่เป็นครีมสเตียรอยด์กดอาการไว้ แต่ปรากฏว่ามันไม่หาย จนเริ่มรู้สึกแสบ เลยคิดว่าเราต้องไปหาหมอแล้ว

เรื่องการหาหมอที่เยอนี่ก็ไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ผมเคยไปหาหมอครั้งนึงเพราะว่ามีวันนึงไปปาร์ตี้ แล้วพอตื่นเช้ามารู้สึกปวดซี่โครงแบบจี๊ดๆ ตลอดเวลา เป็นๆ หายๆ ไม่รู้คืนนั้นไปทำอะไรมาเหมือนกัน ยอมสารภาพเลยว่าภาพหาย

ระบบการหาหมอที่คลีนิคของเยอคือ คุณต้องไปแจ้งอาการเบื้องต้น แล้วเอาคิวนัดหมอมาก่อน ซึ่งตอนนั้นน้องหมวย น้องคนไทยที่รู้จักที่มิวนิคไปเอาคิวมาให้ เพราะตอนนั้นอาการเราไม่ค่อยจะสู้ดี และคิวที่ได้คืออีกประมาณ 6 วันหลังจากวันนั้น (ตอนนั้นในใจพลางคิดว่า ไอหอยหลอด ถ้าอาการกูเป็นโรคร้ายแรง กูคงตายก่อนได้เจอหมอ)

สุดท้าย 6 วันก็ผ่านไป ผมได้เจอหมอจนได้ วันนั้นคุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แล้วหมอก็มาทำอัลตร้าซาวด์ แต่ก็ไม่เจออะไร เลยเดาว่าน่าจะเป็นที่กล้ามเนื้อ และสุดท้ายก็ให้ยาแก้ปวดผมกลับมา... สวัสดี ลาก่อน

ตัดกลับมาที่ผื่นแดงอีกครั้ง พอเริ่มรู้สึกว่าอาการไม่ธรรมดา ผมเลย Google Map ด้วยภาษาเยอว่า “Dermatologie” หาโรงพยาบาล/คลีนิค ตอนนั้นได้มาหลายที่อยู่ แต่แม่มใช้ไม่ได้ซักที่ ปิดบ้าง ไม่รับนัด หมอไม่อยู่บ้าง ได้คิวอีกที 6 สัปดาห์บ้าง ใช้ประกันสุขภาพไม่ได้บ้าง ถ้าจะเอาด่วนก็แพงโคตรๆ บ้าง

เรียนมาน้อย แต่ > 6 Wochen แปลได้ว่า > 6 weeks


สุดท้ายตอนเกือบจะท้อแท้ ก็เลยนึกได้ว่าเรารู้จักพี่ที่เป็นหมอที่อยู่ที่นี่นี่หว่า ส่งอาการไปถามเค้าหน่อยดีกว่า (เค้าเป็นหมอฟัน แต่นาทีนั้นหมออะไรก็ได้ที่คุยภาษาเดียวกัน)

[เล่าแบบไม่มี Chat log ได้เลย เพราะจำฝังใจมาก]

ปูนลี: พี่ครับ ผมเดินหาคลีนิคโรคผิวหนังมาทั้งวันแล้ว หาไม่ได้เลยครับ
พี่หมี: อาการเป็นยังไงบ้างครับ
ปูนลี: ผื่นขึ้นแถวๆ นม ลามไปถึงหลัง เป็นอยู่แค่ซีกเดียว ไม่ค่อยคัน แต่แสบๆ ครับ มันขึ้นเป็นแดงๆ แล้วก็เม็ดใสๆ ........ ยาวเหยียด
พี่หมี: ถ้าเท่าที่บอก พี่กลัวว่าไม่ใช่อาการแพ้ คิดว่าน่าจะเป็นงูสวัด ถ้ามีอาการแสบนะ
จริงๆ รักษาง่ายมาก แค่กินยาต้านไวรัสต่อกัน 7 วัน กินยา 3 วันก็หาย แต่นี่เลย 3 วันแล้วใช่ไหม ยาต้านอาจไม่ช่วย
พี่ไม่มียานี้อยู่ ลองไปหาโรงพยาบาลดู คลีนิคผิวหนังที่ไหนก็ได้ แล้วตอนพูดอาการก็ให้เล่าแบบนี้ๆๆ
ปูนลี: โอเครับ เหมือนแถวนี้มีอีกรพ.นึง เดี๋ยวผมลองเข้าไปดู

สรุปก็เดินจนมาถึงโรงพยาบาลเกี่ยวกับผิวหนังของมหาลัยที่ผมเรียนอยู่ ตอนนั้นเวลาประมาณ 5-6 โมงได้ เดินเข้าไปในรพ. ปุ้ป (ในใจคิดเลย โอ้โห ตายแล้ว รพ. ร้างปะเนี่ย ทำไมยิ้มไม่มีคนเลย) แล้วก็เหลือบไปเห็นคนลุงคนนึงนั่งอยู่ที่ Reception เลยเดินเข้าไปหา แต่ปรากฏว่าแกพูดอังกฤษไม่ได้

นาทีนั้นท้อแท้ แต่ไม่สิ้นหวัง #ก้มหัวแล้วส่ายช้าๆ สองทีแบบพัดลมเบอร์ 1# เลยงัดไม้เด็ดออกมา โดยการถกเสื้อให้ดูผื่นตัวเอง ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน

ปรากฏว่าได้ผล เค้าให้ผมเดินเข้าไปในซอย ประมาณว่าไอ้ตี๋ เจ้าจงไปรอคิวตรงนั้นซะ ห้องตรงนั้นเหมือนเป็นคลีนิคฉุกเฉิน/นอกเวลา ที่มีเก้าอี้วางเรียงอยู่หน้าห้อง 3-4 ตัวคล้ายห้องสอบสัมภาษณ์ (สารภาพเลยว่านาทีนั้น เหมือนเบคแฮมเปิดลูกยัดเข้ามาจุดนัดพบที่กรอบหกหลาหน้าประตู เหลืออย่างเดียวคือเราต้องจบสกอร์ให้ได้)

หน้าห้องคลีนิคนอกเวลา


รอไม่นานนักก็ได้เข้าไปในห้อง และเจอลุงหมอคนนึง เราก็พยายามอธิบายอาการด้วยภาษาอังกฤษที่พี่หมอหมีเทรนมา พูดไปซักพัก หมอก็ตอบกลับมา &%#*@%)@#

“ไอ้บ้าเอ้ยยย ลุงหมอเยอพูดอังกฤษไม่แข็ง TT ^ TT”

สุดท้ายใช้กระดาษคุยกันอยู่นาน หมอก็เขียนใบสั่งยามาให้ ผมก็เลยถามกลับไปว่า “ผมเป็นอะไรหรอ ช่วยเขียนบอกในกระดาษนี้ให้หน่อย” แล้วสิ่งที่หมอเขียนกลับมาให้ก็คือสิ่งนี้
ใบสั่งยา และกระดาษข้อความบอกชื่อโรค Zoster = งูสวัด


สิ่งที่ได้จากลุงหมอคือใบสั่งยาหนึ่งใบ และแผนที่รพ. ที่หมอแจ้งไว้ว่าถ้ากินยาเข้าไป 1-2 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ให้กลับมาหาคลีนิคในเวลา มาเอาคิวตอนเช้าเพื่อตรวจซ้ำกับคลีนิคในเวลา

06.08.16

มาเปิดรพ.แต่เช้าตรู่เหมือนเรื่องฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ รับบัตรคิวเรียบร้อย
หมอสาวตรวจอาการ ซักถามกันรู้เรื่อง (ขอบคุณเยอรมันนิวเจนเนอเรชั่น) หมอบอกประมาณว่า ไอแปลกใจมากที่คนอายุอย่างยูเป็นงูสวัด ไปทำอะไรมา ถึงเป็นได้ ร่างกายคุณต้องอ่อนแอมากเลยนะถึงจะเป็นโรคนี้ในคนอายุแค่นี้

ผมตอบกลับไปแบบพูดความจริงแต่พูดไม่หมดว่า “ไอน่าจะพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะไอสอบแล้วไอก็มีฉลองกับเพื่อนๆ หลังสอบเสร็จ” (ความจริงแล้ว 2-3 สัปดาห์นี้หลังจากสอบเสร็จไปสองตัว ผมปาร์ตี้หนักมากเกือบทุกวัน เพราะเด็กแลกเปลี่ยนทุกคนสอบเสร็จกันหมด และเตรียมพร้อมจะบินกลับบ้านเก่า)

ใบส่งตัวไป Admit


หมอบอกว่า โอเค งั้นไอจะให้ยู admit ซัก 3-5 วัน เพื่อดูอาการและให้ยาทางกระแสเลือดนะ จะได้ผลกว่ายากินเยอะ ยูเอาใบนี้ไป แล้วเดินไปตามแผนที่นี้ แล้วเอาเอกสารนี้ไปให้เจ้าหน้าที่ในห้องนั้นดู เดี๋ยวเค้าจะบอกเองว่ายูต้องทำอะไร

คุณหมอเขียนแผนที่จากห้องตรวจไปห้องที่ต้องรายงานตัวต่อ

(เออ ดีว่ะ บริการตัวเองสุดฤทธิ์ ความเยอมีอยู่จริง ใช้บุคคลากรแบบ Minimal มาก เอ๊ะ แต่ถ้าแบบนี้เราก็หนีกลับบ้านเลยก็ได้หนิ)

ระหว่างที่ผมถือเอกสารส่งตัว Admit จิตใต้สำนึกมันกำลังทะเลาะกัน
ปูนลีตัวเลว: ไอ้ปูน นอนรพ. ตั้งหลายวันนะเว้ย น่ากลัวจะตายห่า เอกสารอยู่ในมือแล้ว เดินหนีกลับบ้านไปได้เลย ประตูทางออกอยู่ข้าางหน้านี่เอง
ปูนลีตัวดี: ไอ้ฟาย ถ้ากลับไป กินยาตามปกติแล้วถ้าไม่หายจะทำยังไง ไหนจะวีซ่าจีนที่ต้องทำอีก ถ้าเข้าจีนไม่ได้ต้องบินกลับจากมองโกลเลยนะเห้ย

ก่อนที่ปูนลีตัวเลวจะชนะ ผมเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไลน์ ส่งไปถามพี่หวาน แห่งแม่เมืองมึนเช่น (คือเมืองมิวนิคนั่นแหละ) https://www.facebook.com/muenchenlife/ #ผม Tie-in เพจพี่ให้แล้วนะครับ ตอบแทนบุญคุณที่ช่วยผมเสมอมา 5555# พี่หวานบอกว่าประกันสุขภาพที่นี่ คลอบคลุมการรักษาในรพ.รัฐ รวมถึงการ admit ด้วย เราแค่ต้องจ่ายค่าห้องวันละ 10 ยูโร (400 บาท) เท่านั้น ที่เหลือประกันสุขภาพจัดการให้หมด

[รู้หมือไร่ การเป็นนักเรียนอยู่ในเยอ คุณต้องมีประกันสุขภาพ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนประมาณ 90 ยูโร (ประมาณ 3,500 บาท) โดยถ้าคุณไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยเลย ก็ถือว่าคุณจ่ายเปล่าเหมือนประกันทั่วไป หลังจากทำประกันเสร็จแล้ว คุณจะได้ Gesundheitskarte แปลเป็นภาษาไทยแบบน่ารักๆ ว่า บัตรสุขภาพดี ทุกครั้งที่ไปหาหมอหรือนัดหมอเราก็เอาบัตรสุขภาพดีนี้ไปโชว์ แล้วทางรพ.หรือคลีนิคจะไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายเองจะ คุณไม่ต้องจ่ายอะไรเลย]

ด้วยการที่ตอนนั้น ผมได้ทำเรื่องออกจากหอเดิมที่อยู่มา 5 เดือนเรียบร้อยแล้ว (สัญญาหมดตอนวันที่ 31.07.16) ผมกับเพื่อนอีก 2 คนที่สัญญาหอหมดพร้อมๆ กัน เลยต้องไปสิงสถิตอยู่หอเพื่อนอีกคนนึงสักระยะนึง (คนนึงอยู่ถึงประมาณวันที่ 09.08.16 ส่วนอีกสองคนอยู่ถึงวันที่ 15.08.16) และสัญญาหาของเค้าจะจบวันที่ 30.09.16 ตรงกับวันสุดท้ายของวีซ่าผมพอดี ผมก็เลยขอเคลมค่าหอเค้าต่อซะเลย

เมื่อคน 4 คนต้องเบียดเสียดกันในห้องรูหนูห้องเดียว การมองโลกในมุมต่างก็เกิดขึ้นแบบออโตเมติค...

ภาพมุมหนึ่งในห้องแสนจิ๋ว ที่ต้องมีกระเป๋าสัมภาระของคน 3 คน (แค่คนเดียวก็ไม่น้อยแล้ว)


เห้ย นอนโรงพยาบาล มีเตียงนอนสบายๆ ไม่ต้องนอนพื้น คืนละ 10 ยูโร แถมมีอาหารให้กินอีก 3 มื้อ อะไรมันจะถูกขนาดนี้ “เอาวะ ขอถอนทุนค่าประกันสุขภาพที่จ่ายมาตั้งหลายเดือนหน่อย ยังใช้ไม่คุ้มเลย แถมได้ประสบการณ์นอนโรงพยาบาลในเมืองเยอด้วย มีเงินก็หาโอกาสนี้อีกไม่ได้หรอกปูนลีเอ๋ย”

เมื่อเสียงหัวใจมันเกลี้ยกล่อมเรามาแบบนั้นแล้ว รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่ในห้องพักรพ.ที่เราไม่รู้จะต้องอยู่ไปกี่คืน ก็พี่หมอคนแรกเค้าบอกไว้ว่า 3-5 วันเอง

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่